บทที่ 4 ไฟลามทุ่งและละครโรงใหญ่
ข่าวลือในแฟลตข้าราชการนั้นเดินทางเร็วกว่าโทรเลขเสียอีก เพียงแค่เวยกั๋วเฉียงก้าวขาออกจากประตูบ้านเพื่อจะไปทำงาน เขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ปกติแล้วเพื่อนบ้านจะทักทายเขาด้วยความนอบน้อม "สวัสดีครับหัวหน้าเวย" หรือ "เช้านี้อากาศดีนะครับ" แต่เช้านี้ ทุกสายตาที่มองมากลับเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย บ้างก็ซุบซิบแล้วเบือนหน้าหนี บ้างก็มองด้วยสายตาเหยียดหยามอย่างเปิดเผย
"ดูสิ แต่งตัวภูมิฐานเสียเปล่า ที่แท้ก็พวกหน้าเนื้อใจเสือ" เสียงกระซิบดังพอให้เขาได้ยินแว่วๆ
"ได้ยินว่าตีลูกเลี้ยงจนหัวแตก แถมให้อดข้าวอดน้ำ เด็กมันน่าสงสารจะตาย"
เวยกั๋วเฉียงขมวดคิ้ว เขาเร่งฝีเท้าเดินไปที่ลานจอดจักรยาน แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเจอป้าจางยืนขวางทางอยู่พร้อมกับสมาคมแม่บ้าน
"หัวหน้าเวย จะรีบไปไหนล่ะคะ" ป้าจางเอ่ยทักเสียงสูง สายตามองสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้า "แหม เสื้อผ้าเรียบร้อยจังนะคะ ไม่เหมือนหนูเหนียงจือเลย ใส่เสื้อขาดๆ แถมผอมโซจนเห็นซี่โครง"
"นี่มันเรื่องอะไรกันครับป้าจาง" เวยกั๋วเฉียงถามเสียงเข้ม พยายามข่มอารมณ์
"ก็เรื่องที่คุณทำกับเด็กน่ะสิคะ ชาวบ้านเขารู้กันทั่วแล้วว่าคุณทารุณลูกเลี้ยง เพื่อเอาใจลูกสาวแท้ๆ ที่เพิ่งกลับมา" ป้าอีกคนสวนขึ้นทันควัน
"เป็นถึงระดับหัวหน้า ทำไมใจคอคับแคบแบบนี้"
หน้าของเวยกั๋วเฉียงชาหนึบเหมือนโดนตบ เขารู้ทันทีว่าต้นตอของข่าวลือมาจากใคร
นังเด็กเนรคุณ
เขาหมุนตัวเดินกลับเข้าบ้านด้วยความโมโห เลือดขึ้นหน้าจนลืมความสุภาพที่เคยเสแสร้ง เขาถีบประตูบ้านเปิดผัวะ เข้าไปเจอภาพที่ทำให้เขาแทบกระอักเลือด
เวยเหนียงจือกำลังนั่งกินข้าวต้มเปล่าๆ อยู่ที่โต๊ะอาหาร โดยมีหลินซูและเวยอิงนั่งกินกับข้าวครบชุด ทั้งไข่เจียว หมูผัดพริก และผักดอง เธอนั่งหดตัวด้วยท่าทางหวาดกลัว แต่เมื่อเห็นพ่อบุญธรรมเดินเข้ามา เธอก็แกล้งทำช้อนหลุดมือเสียงดังเคร้ง
"พ่อ..." เธอเรียกเสียงสั่น
"แกไปพูดอะไรข้างนอก" เวยกั๋วเฉียงตวาดลั่นบ้าน จนหลินซูและเวยอิงสะดุ้ง "แกไปเป่าหูอะไรพวกป้าจาง!"
"หนู หนูแค่บอกว่าหนูหิว..." เหนียงจือก้มหน้า น้ำตาคลอเบ้า "หนูไม่ได้โกหกนะคะ เมื่อวานหนูไม่ได้กินข้าวเย็นจริงๆ"
"แกจงใจประจานฉัน" เขาเงื้อมือจะฟาด แต่เวยเจ๋อ พี่รองวิ่งเข้ามาห้ามไว้ก่อน ไม่ใช่เพราะสงสาร แต่เพราะเขามองออกไปนอกหน้าต่างเห็นสายตาเพื่อนบ้านกำลังมุงดูอยู่
"พ่อครับ อย่าทำ คนมองอยู่เต็มเลย!" เวยเจ๋อกระซิบเสียงเครียด
เวยกั๋วเฉียงชะงักค้าง หันไปมองที่หน้าต่าง เห็นป้าจางและคนอื่นๆ ชะเง้อคอพยายามมองเข้ามาในบ้าน เขาจำใจลดมือลง กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
เวยอิงเห็นสถานการณ์ไม่ดี จึงรีบสวมบทบาทนางเอกผู้แสนดี "พี่เหนียงจือคะ ทำไมพี่ต้องใส่ร้ายพ่อแบบนี้ พ่อรักพี่เหมือนลูกแท้ๆ นะคะ แค่พี่ทำผิด พ่อดุนิดหน่อย พี่ก็เอาไปฟ้องคนอื่นเสียๆ หายๆ พี่อิจฉาหนูใช่ไหมคะที่หนูกลับมา"
เธอบีบน้ำตา ร้องไห้สะอึกสะอื้นซบไหล่แม่ หลินซูรีบลูบหัวปลอบโยน "โอ๋ๆ ไม่ร้องนะลูก แม่อยู่นี่ นังเด็กนี่มันเลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ"
เหนียงจือเงยหน้าขึ้น แววตาที่เคยหวาดกลัวเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นเรียบนิ่งและเย้ยหยันเพียงชั่ววูบ ก่อนจะกลับมาใสซื่ออีกครั้ง
"น้องเล็กพี่ไม่ได้อิจฉาเธอหรอกนะ" เหนียงจือพูดเสียงดังฟังชัด ให้ทะลุไปถึงข้างนอก "พี่ดีใจที่เธอกลับมา... เพราะพี่จะได้คืนทุกอย่างให้เธอเสียที ทั้งห้องนอน ทั้งเสื้อผ้า ทั้งความรักของพ่อแม่... พี่เป็นแค่คนอาศัย พี่รู้ตัวดี"
เธอสูดหายใจลึก แล้วลุกขึ้นยืน "ในเมื่อพ่อกับแม่ลำบากใจที่มีพี่อยู่ และน้องเล็กก็กลัวว่าพี่จะแย่งความรัก... พี่จะไปเองค่ะ"
"แกจะไปไหน!" หลินซูถามเสียงแหลม
"พี่จะย้ายออกไปค่ะ" เหนียงจือประกาศกร้าว "พี่จะย้ายไปอยู่ที่หอพักโรงงาน หรือไปเช่าห้องอยู่ข้างนอกก็ได้ พี่โตแล้ว พี่หางานทำส่งตัวเองเรียนได้ พี่ไม่อยากรบกวนสกุลเวยอีกแล้วค่ะ"
"เหลวไหล" เวยกั๋วเฉียงคำราม "แกจะย้ายออกไปให้ชาวบ้านเขานินทาฉันว่าไล่ลูกเลี้ยงออกจากบ้านงั้นรึ ห้ามไปไหนทั้งนั้น!"
เขาไม่ได้ห่วงเหนียงจือ แต่เขาห่วงหน้าตาทางสังคมของตัวเอง ถ้าเหนียงจือย้ายออกไปในสภาพนี้ อนาคตทางการเมืองของเขาจบเห่แน่
"งั้นพ่อก็เลิกให้ท้ายเวยอิงมารังแกหนูสักทีสิคะ" เหนียงจือโพล่งออกมาอย่างเหลืออด "เมื่อวานใส่ร้ายว่าหนูขโมยทอง วันนี้บอกว่าหนูใส่ร้ายพ่อ พรุ่งนี้จะหาเรื่องอะไรมาอีกหนูทนไม่ไหวแล้วนะ!"
บรรยากาศตึงเครียดถึงขีดสุด เวยอิงหน้าเสียที่โดนพาดพิงตรงๆ เธอกำลังจะอ้าปากเถียง แต่เสียงเคาะประตูหน้าบ้านดังขึ้นขัดจังหวะ
"สวัสดีครับ มีใครอยู่ไหมครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่จากสมาคมสตรีและเด็กประจำเขต ได้รับแจ้งว่ามีการใช้ความรุนแรงในครอบครัว..."
เวยกั๋วเฉียงหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ขาแข้งอ่อนแรงจนแทบทรุด
เวยเหนียงจือลอบยิ้มมุมปาก ป้าจาง... ป้าทำงานได้รวดเร็วทันใจจริงๆ
เกมนี้เธอเป็นคนคุมกระดาน และเธอกำลังต้อนให้สกุลเวยจนมุมทีละก้าว
