บทที่ 2 ของขวัญมือใหม่และการตบหน้าด้วยความจริง
เวยกั๋วเฉียงไม่รอช้า เขาเดินนำทุกคนเข้าไปในห้องนอนเล็กเท่ารูหนูที่เวยเหนียงจืออาศัยอยู่ ห้องนี้เดิมทีเป็นห้องเก็บของใต้บันไดที่ทั้งมืดและอับชื้น มีเพียงเตียงไม้กระดานแข็งๆ และโต๊ะเขียนหนังสือเก่าคร่ำครึตัวหนึ่งเท่านั้น
หลินซูรื้อค้นข้าวของกระจุยกระจาย เสื้อผ้าเก่าซีดไม่กี่ชุดถูกโยนลงบนพื้น เวยเจ๋อช่วยแม่ค้นหาตามซอกมุมด้วยสีหน้ามุ่งมั่นที่จะจับผิดน้องสาวบุญธรรมคนนี้ให้ได้ ส่วนเวยอิงยืนกอดอกอยู่ที่หน้าประตู ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มเย็นเยียบที่คนอื่นมองไม่เห็น
เธอมั่นใจว่าสร้อยเส้นนั้นต้องอยู่ใต้หมอนของเหนียงจือแน่ เพราะเธอเป็นคนแอบเอาไปยัดไว้เองกับมือเมื่อตอนบ่าย
เวยเหนียงจือยืนพิงกรอบประตู มองดูคนพวกนี้รื้อค้นพื้นที่ส่วนตัวของเธอด้วยสายตาว่างเปล่า ในหัวของเธอกำลังสื่อสารกับระบบอย่างเงียบเชียบ
[เปิดใช้งานชุดของขวัญมือใหม่] เธอสั่งในใจ
[รับทราบ โฮสต์ได้รับ 'มิติเก็บของขนาดเล็ก 1 ลูกบาศก์เมตร' และ 'ยาฟื้นฟูร่างกายระดับต้น 1 ขวด']
[ตรวจพบวัตถุเป้าหมาย 'สร้อยคอทองคำ' ซ่อนอยู่ใต้หมอนของโฮสต์ ต้องการเก็บเข้ามิติหรือไม่]
เหนียงจือหรี่ตาลงเล็กน้อย เวยอิงช่างร้ายกาจตั้งแต่วันแรก หากเป็นชาติก่อนเธอคงตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก และเมื่อแม่พลิกหมอนใบนั้นขึ้นมา ชีวิตของเธอก็คงจบสิ้นลงตรงนั้น แต่ครั้งนี้เทพีแห่งโชคเข้าข้างเธอแล้ว
เก็บเข้ามิติ แล้วย้ายไปไว้ในกระเป๋าเสื้อคลุมของเวยอิงเดี๋ยวนี้
[ดำเนินการเสร็จสิ้น]
ชั่วพริบตาเดียว วัตถุสีทองที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนก็หายวับไป และไปปรากฏอยู่ในกระเป๋าเสื้อของคนที่ยืนยิ้มกริ่มอยู่หน้าประตูโดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่อง
"เจอหรือยังคะแม่" เวยอิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา "ลองดูใต้หมอนหรือยังคะ เผื่อพี่เหนียงจือจะซ่อนไว้ตรงนั้น"
หลินซูหันขวับไปที่เตียงทันที "นั่นสินะ ที่ซ่อนยอดฮิตของพวกหัวขโมย"
หญิงวัยกลางคนกระชากหมอนใบเก่าขึ้นมาเขย่าอย่างแรง หวังจะให้สร้อยทองร่วงลงมาประจานความผิดของลูกเลี้ยง
แต่ทว่าไม่มีอะไรตกลงมา
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องเล็กๆ นั้นทันที หลินซูขมวดคิ้ว ตบหมอนซ้ำๆ แล้วรื้อผ้าปูที่นอนออกจนหมด แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า
"เป็นไปไม่ได้" เวยอิงหลุดปากออกมาด้วยความตกใจ สีหน้ามั่นใจเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก "หนูเห็น. เอ้ย หนูคิดว่ามันน่าจะอยู่ตรงนั้นแน่ๆ"
เวยเหนียงจือแสยะยิ้มมุมปาก เดินก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ สายตาจ้องมองเวยอิงเขม็ง
"ทำไมเธอถึงมั่นใจขนาดนั้นล่ะเสี่ยวอิง หรือว่าเธอเป็นคนเอามาวางไว้เอง"
"พูดบ้าอะไรของแก" เวยเจ๋อตวาดใส่น้องสาวบุญธรรม "น้องเล็กจะทำแบบนั้นทำไม เสี่ยวอิงเป็นเด็กดี ไม่เหมือนแก"
"ถ้าอย่างนั้นก็แปลกนะ" เหนียงจือพูดพลางกวาดตามองทุกคน "พวกคุณรื้อห้องฉันจนเละเทะขนาดนี้แต่ไม่เจออะไรเลย ในเมื่อฉันบริสุทธิ์ใจให้ค้นห้องแล้ว เพื่อความยุติธรรม เราควรค้นตัวทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ด้วยไหม"
"สามหาว" เวยกั๋วเฉียงชี้หน้า "แกจะบอกว่าคนสกุลเวยขโมยของกันเองหรือไง"
"ถ้าไม่ร้อนตัวก็ให้ค้นสิคะ" เหนียงจือท้าทาย สายตาจับจ้องไปที่กระเป๋าเสื้อคลุมตัวใหญ่ของเวยอิง "เริ่มจากน้องเล็กก่อนเลยเป็นไง ดูท่าทางกระเป๋าเสื้อข้างขวานั่นจะตุงแปลกๆ นะ"
เวยอิงหน้าซีดเผือด รีบเอามือกุมกระเป๋าเสื้อทันที "ไม่มีอะไรค่ะ ก็แค่ผ้าเช็ดหน้า"
"ถ้าแค่ผ้าเช็ดหน้า ทำไมต้องกลัวขนาดนั้น" เหนียงจือไม่รอช้า เธอรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพุ่งเข้าไปคว้ามือเวยอิงแล้วล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อนั้นอย่างรวดเร็ว
"ว้าย ปล่อยนะ นังบ้า" เวยอิงกรีดร้อง พยายามสะบัดตัวหนี
แต่ไม่ทันการ เหนียงจือดึงมือออกมาพร้อมกับวัตถุสีทองอร่ามที่ส่องประกายล้อแสงไฟ
สร้อยคอทองคำเส้นนั้นห้อยต่องแต่งอยู่บนนิ้วเรียวของเวยเหนียงจือ ต่อหน้าต่อตาเวยกั๋วเฉียง หลินซู และเวยเจ๋อ
บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกลงจนน่าขนลุก
"นี่มันอะไร" เหนียงจือถามเสียงเรียบ ยื่นสร้อยไปตรงหน้าหลินซู "สร้อยที่บอกว่าฉันขโมยไป ทำไมมันถึงไปอยู่ในกระเป๋าเสื้อของคุณหนูผู้แสนดีได้ล่ะ"
"เสี่ยวอิง" หลินซูอ้าปากค้าง มองลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนด้วยความไม่อยากเชื่อ
เวยอิงน้ำตาไหลพราก คราวนี้ไม่ใช่การแแสดง แต่เป็นความกลัวจริงๆ "หนูไม่รู้นะแม่ หนูไม่ได้ทำ นังนี่มันเล่นกล มันต้องแอบเอามาใส่กระเป๋าหนูตอนชุลมุนแน่ๆ"
"ฉันยืนอยู่หน้าประตูตลอดเวลา เพิ่งจะเดินเข้ามาเมื่อกี้ ทุกคนก็เห็น" เหนียงจือตอกกลับด้วยความจริงที่เถียงไม่ออก "เลิกเล่นละครได้แล้ว มันน่าสมเพช"
เวยกั๋วเฉียงหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาจะยอมรับได้อย่างไรว่าลูกสาวแท้ๆ ใส่ร้ายคนอื่น เขาจึงเลือกที่จะตวาดกลบเกลื่อน
"พอได้แล้ว มันคงเป็นเรื่องเข้าใจผิด เสี่ยวอิงคงเก็บไว้แล้วลืมเอง วันนี้เหนื่อยกันมามากแล้ว แยกย้ายกันไปนอน!"
"เข้าใจผิด?" เหนียงจือทวนคำเสียงสูง "เมื่อกี้พวกคุณด่าฉันว่าขี้ขโมย จะแจ้งตำรวจจับฉัน รื้อห้องฉันจนเละ แต่พอเจอหลักฐานอยู่ที่ลูกสาวตัวเอง กลับบอกว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดงั้นหรือ"
เธอก้าวไปข้างหน้า ประจันหน้ากับพ่อบุญธรรมอย่างไม่เกรงกลัว
"คำสัญญาเมื่อกี้ล่ะ ถ้าค้นแล้วไม่เจอ พวกคุณต้องขอโทษฉัน"
"แกอย่ามาได้คืบจะเอาศอกนะ" เวยเจ๋อเงื้อมือขึ้นจะตบ
เพียะ!
ไม่ใช่เสียงฝ่ามือของเวยเจ๋อ แต่เป็นเสียงฝ่ามือของเวยเหนียงจือที่ปัดแขนพี่ชายออกอย่างแรง
"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน" เธอเอ่ยขึ้น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความแค้นที่สั่งสมมาสองชาติภพ "จำไว้นะสกุลเวย วันนี้พวกคุณติดหนี้คำขอโทษฉัน และฉันจะไม่ลืมเด็ดขาด"
เหนียงจือโยนสร้อยคืนให้หลินซู แล้วเดินกระแทกไหล่เวยอิงออกจากห้องไป ทิ้งให้ครอบครัวแสนสุขยืนนิ่งงันอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของความน่าเชื่อถือที่พังทลายลงในพริบตา
คืนนี้เป็นคืนแรกที่เวยเหนียงจือเป็นฝ่ายชนะ และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
