บทที่ 6 แฝงตัว
เวลานี้ในราชสำนักมีขั้วอำนาจอยู่สองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือ ฮ่องเต้ หานกว่างเสี้ยว สกุลหานที่ปกครองเมืองเจียงหลีมาช้านาน กับ ฮองเฮา หลี่เจียฉิน บุตรสาวของหลี่หงปั๋วที่ได้ก้าวขึ้นสู่อำนาจจากนางสนมฐานะปานกลางสู่มงกุฎหงส์นี้ได้เพราะอำนาจจากบิดาของตน ทำให้ราชสำนักเองต้องแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนเช่นกัน
“คนมุงดูอะไรกัน ไม่ใช่ว่าประกาศจับข้าหรอกนะ” ในเมืองที่ผู้คนเดินจับจ่ายใช้สอยอย่างพลุกพล่าน ตลอดแถวถนนนี้มีแผงร้านค้าจับจองพื้นที่จนไม่มีที่ว่าง ทว่ากลับมุมหนึ่งที่ผู้คนต่างให้ความสนใจเป็นจำนวนมากคือ ที่ปิดป้ายประกาศ มันคงเป็นเรื่องสำคัญ ข้าเลยตัดสินใจเดินเข้าไปใกล้ๆ
“ขอโทษนะ ขอโทษนะ” ข้าฝ่าด่านผู้คนเข้ามาเพื่ออยู่ใกล้กันใบประกาศที่สุด ในนั้นระบุไว้ว่าตำหนักของฮองเฮารับคัดเลือกนางกำนัลประจำตำหนัก นี่แหละหนทางในการแก้แค้นของข้า
ภายในหกปีที่ข้าใช้ชื่อเยว่เหยานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ตั้งแต่ฆ่าล้างสกุลหนานกงจนสองให้ปีให้หลังฮองเฮาเหอ เหอจวินหลิง ได้สวรรคตไป หลี่หงปั๋วก็กดดันฮ่องเต้ให้ลูกสาวตนเป็นฮองเฮาได้สำเร็จ ไม่นานนางคงจะกุมอำนาจราชสำนักไว้จนหมดแน่นอน ...ช่างเถอะใครสนกันว่าราชสำนักจะเป็นตายร้ายดียังไง... แต่การคัดเลือกนางกำนัลนั้นไม่ง่าย เพราะจะคัดเลือกจากหญิงที่มีชาติตระกูลเท่านั้น ข้าต้องหาทางแทรกซึมไปให้ได้ แต่ไปหาอะไรกินก่อนดีกว่า ข้าหิวไม่ไหวแล้ว
“เสี่ยวเอ้อร์ หมูผัดเปรี้ยวหวาน เป็ดย่างอย่างละหนึ่งที่ สุราหนึ่งจอก”
“ได้เลยแม่นาง เชิญนั่งข้างในเลย” ข้าเดินหาภัตตาคารในย่านนั้น เป็นภัตตาคารที่ดูหรูหรา ภายในกว้างขวาง ประดับด้วยภาพวาด ผ้าแพรหลากสี ดอกไม้และเชิงเทียนมากมาย ข้าเลือกโต๊ะที่อยู่ด้านในสุดเพื่อไม่เป็นจุดสนใจมากนัก และแล้วอาหารและสุราที่สั่งไปมาวางตรงหน้าแล้ว
“นี่พวกเจ้าได้ยินไหมว่า ฮองเฮาหลี่ส่งเทียบเชิญไปสกุลจ้าวเพื่อให้ลูกสาวเข้ามาเป็นนางกำนัล” เมื่อได้ยินประโยคทำเอาข้าหูผึ่ง อยากรู้เรื่องราวจากกลุ่มชายหญิงวัยกลางคนเหล่านั้นว่าเกิดอะไรขึ้น
“มันก็ดีไม่ใช่หรือไง การเป็นนางกำนัลก็ต้องเลือกจากสกุลที่มีหน้ามีตาในเจียงหลี แล้วมันน่าสงสัยยังไง”
“ก็ข้าได้ยินมาว่า ลูกสาวบ้านนี้ร่างกายอ่อนแอแต่เด็ก ไม่เคยออกนอกจวนแม้แต่ครึ่งก้าว จนบัดนี้ข้าได้ยินมาว่านางล้มป่วยหนักเข้าไปเป็นนางกำนัลไม่ได้ พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าฮองเฮาผู้นี้โหดร้ายเพียงใด”
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง คงเป็นชะตาที่สวรรค์กำหนดของสกุลจ้าวแล้ว” ...สกุลจ้าวงั้นหรือ งั้นข้าก็นึกแผนดีๆ ออกแล้ว...
“เสี่ยวเอ้อร์ คิดเงิน” ไม่รีรอให้เสี่ยวเอ้อร์มาคิดเงินก็วางไว้หนึ่งตำลึงทองแล้วออกไปทันที ตรงไปยังบ้านสกุลจ้าวที่อยู่ทางตะวันออกของเมือง จวนขนาดปานกลางนี้ น่าจะมีคนอยู่ไม่น้อยเพราะเจ้าของจวนนี้เป็นถึงขุนนาง แม้ฐานะจะไม่ได้สูงส่งมากตามที เดินไปเรื่อย ๆ จนหยุดอยู่ที่หน้าประตูจวน
**********
“แม่นาง ท่านมาที่นี่มีเหตุอันใด” ชายสองคนรูปร่างสูงใหญ่ที่เฝ้าประตูจวนนั้น เอาหอกมากันข้าไว้ พร้อมกับถามไถ่
“ท่านทั้งสอง ขอให้ท่านเรียนใต้เท้าจ้าวได้หรือไม่ ว่าข้ามีทางออกสำหรับปัญหาของพวกท่าน” ชายสองคนนั้นมองหน้าด้วยสีหน้าที่ไม่มั่นใจเลย แต่กลับมีชายคนหนึ่งเดินเข้าไปในจวน
“ท่านรออยู่ตรงนี้ก่อน ถ้าใต้เท้าอนุญาตท่านถึงจะเข้าไปได้” ชายอีกคนเอ่ยขึ้นเพื่อรั้งข้าไม่ให้เข้าไป ...ช่วยไม่ได้ ข้าจำเป็นต้องอาศัยชื่อนาง...
“แม่นาง เชิญ”
ชายที่เข้าไปรายงานนั้นกลับออกมาพร้อมกับบ่าวรับใช้หญิงแล้วเชิญให้เข้าไปในจวนกับนาง จวนหลังนี้ก็ไม่ได้หรูหรามากเท่าไหร่ มีแต่เรือนหลังเล็กแต่มีกว้างขวาง แล้วบ่าวรับใช้นางนี้พาข้ามาถึงเรือนตรงกลางที่มีขนาดใหญ่เปิดประตูจวนไปก็พบกับชายสูงอายุกำลังนั่งรออยู่อย่างลนลาน
“แม่นาง เจ้ามีวิธีใดกันที่จะสามารถช่วยลูกสาวข้าได้”
“เรียนใต้เท้า ท่านจะว่าหรือไม่ถ้าข้าอยากจะพบกับแม่นางจ้าวสักครั้ง”
“ได้สิ ข้าจะพาเจ้าไป” ชายชราผู้นี้นำทางข้าไปยังเรือนหลังที่อยู่ติดกัน พลันก้าวเท้าเข้าไปในจวนก็พบกลับหญิงชราที่กำลังนั่งเฝ้ามองลูกสาวที่กำลังสลบไสลอยู่
“ท่านพี่ ท่านพาผู้ใดมากัน” หญิงวัยกลางคนผู้นั้น คือ ฮูหยินจ้าว ละสายตาจากลูกมาสนใจข้าและสามีของนาง เมื่อเห็นว่าพวกเราก้าวเท้าเข้าไป
“ฮูหยิน ข้าชื่อเยว่เหยา ข้าขอให้ใต้เท้าจ้าวนำพาข้ามาเพื่อมารักษานาง ให้ข้ารักษานางได้หรือไม่”
“ฮูหยิน เจ้าลองดูสักครั้งเถิด” เมื่อฮูหยินจ้าวในตอนแรกมีสีหน้าที่ไม่มั่นใจ คำพูดของสามีนางน่าจะบรรเทาความกังวลของนางได้บ้าง
“งั้นเชิญแม่นางเยว่เหยาเถิด” ...ค่อยโล่งใจหน่อยที่นางยอม... ข้าเดินไปยังเตียงนอนที่แม่นางจ้าวกำลังสลบอยู่ จับชีพจรที่ข้อมือนิดๆ หน่อยๆ เพราะเอาจริงข้าเองก็ไม่ใช่หมอเทวดาจากที่ไหน แค่คนที่คุ้นชินกับตำราพิษและสมุนไพรบางตัว ต้องขออภัยแล้วแม่นางซินเหยียนที่ข้าหลอกพวกท่าน
“เลือดลมติดขัด หัวใจอ่อนแอ เลยทำให้เหนื่อยง่ายเป็นลมบ่อย ข้าต้องขออภัยพวกท่านจริงๆ ที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทว่าถ้าดื่มยาตามตำรับที่ข้าเขียนไว้จะช่วยให้ร่างกายนางแข็งแรงขึ้น ถ้าเป็นไปได้ให้นางทานพุทราจีนกับรากบัว สองอย่างนี้เป็นสิ่งที่บำรุงหัวใจและการไหลเวียนเลือด” หลังจากที่พูดจบข้าได้ยื่นตำรับยานั้นให้ ฮูหยินนั้นก็รับไป
“ขอบคุณแม่นางมากที่ชี้แนะ ทว่าข้าไม่อาจคลายทุกข์ได้หรอก” ...นี่มันเสียงสวรรค์ชัดๆ เปิดประโยคเช่นนี้ก็ง่ายต่อการตกเหยื่อ...
“ข้าเลยอยากจะพูดคุยเรื่องนี้กับพวกท่าน ข้าพอจะรับรู้มาบ้างว่าสกุลท่านได้รับเทียบเชิญจากฝ่ายในให้ส่งลูกสาวท่านไปคัดเลือกเป็นนางกำนัลในวังหลวง” สองสามีภรรยามองหน้ากัน ต่างพาสงสัยกันน่าดู ...เรื่องนี้พวกท่านคิดเห็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับท่านทั้งสองแล้ว...
“แม่นางเยว่เหยา พวกเราไปคุยกันข้างนอกเถอะ” สองสามีภรรยาคู่นี้เดินนำออกไปจากในเรือน ข้าก็เดินตามมาจนถึงเรือนหลักที่ข้าเข้ามาครั้งแรก
“แม่นางเชิญนั่งได้” ใต้เท้าจ้าวเชิญให้นั่ง ในขณะที่ฮูหยินเองกำลังรินชายื่นให้
“แม่นางข้าขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน ท่ามีแผนการเช่นไร” นางถามข้าด้วยร้อนรน ใจจดใจจ่ออยู่กับคำตอบที่จะเอ่ยออกมา ที่จริงก็ไม่ใช่แค่นาง สามีนางก็เช่นกัน
“ให้ข้าเข้าไปเป็นนางกำนัลแทน โดยที่ข้าจะชื่อลูกสาวท่านในการเข้าฝ่ายใน”
