บทที่ 6 แฝงตัว (ต่อ)
“ไม่ได้!!! ไม่ได้เด็ดขาด!!!” ชายชราแผดเสียงดังลั่นจนรู้สึกปวดหู พร้อมกับยืนขึ้นกำลังลุกเดินหนีไป เป็นภรรยาของเขาที่ปรามเขาไว้แล้วให้อยู่ฟังต่อ
“ข้ารู้ดี การกระทำเช่นนี้คือการหลอกลวงเบื้องสูง มีโทษประหาร ทว่าพวกท่านก็น่าจะรู้ดีว่ายามนี้ผู้ปกครองฝ่ายในคือฮองเฮาหลี่ นางโหดเหี้ยม ปกครองอย่างทารุณ ผู้ใดไม่เป็นไปตามที่นางต้องการย่อมโดนลงโทษจนบาดเจ็บเจียนตาย พวกท่านจะส่งนางไปยังสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรจากนรกเช่นนั้นหรือ” คำพูดเช่นนี้ทำให้พวกเขาหยุดชะงักนิ่ง เพราะมันคือความจริงที่เจียงหลีกำลังเผชิญอยู่
“แล้วเจ้าต้องการอะไร ทำไมต้องการใช้ชื่อลูกสาวข้า” หลังจากพวกเขานั่งกระซิบกระซาบกันอยู่สักพัก ฝ่ายชายเลยประเด็นอีกครั้ง
“ข้าไม่ได้ต้องการอะไรหรอก ข้าแค่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น พวกท่านก็ไม่ต้องรับโทษจากการเลือกนางกำนัล ชนะทั้งสองฝ่าย ไม่ดีหรือ จ้าวซินเหยียน แต่เล็กจนโตไม่เคยออกนอกจวนแม้ครึ่งก้าว ย่อมไม่มีใครรู้ว่านางหน้าตาเช่นไร ข้าไม่พูด พวกท่านไม่พูด ผู้ใดจะล่วงรู้”
“ถ้าแม่นางคิดเห็นเช่นนั้น พวกเราขอปรึกษาสักครู่” พวกเขาเดินออกไปปล่อยให้นั่งรอต่อไป มันมีโอกาสสูงมากที่พวกเขาไม่ยินยอม ชื่อเสียงวงศ์ตระกูลเสียอย่างใครจะยอม หรือข้าต้องขโมยเทียบนั้น และแล้วพวกเขาเดินกลับมา
“พวกเราปรึกษาแล้ว พวกเราจะให้เจ้าใช้ชื่อลูกสาวข้าได้ แต่มีข้อแม้ว่าห้ามทำให้ชื่อเสียงลูกสาวข้าเสียหาย ไม่อย่างนั้นข้าจะบอกกับทุกคนว่าเจ้าเป็นตัวปลอม” นางเอ่ยกับข้าด้วยน้ำเสียงแกมดุและคาดคั้น หวังไม่ให้ข้าทำเสียชื่อเสียง
“ขอบคุณท่านทั้งสองที่ช่วยเหลือ”
“พรุ่งนี้เช้าจะมีขันทีมารับตัวไปในยามซื่อ คืนนี้เจ้าก็พักที่นี่เสียเลย ข้าให้บ่าวไปจัดห้องไว้แล้ว เจ้าตามข้ามา” หลังจากที่เคารพฮูหยินแล้ว ข้าเดินตามหลังใต้เท้าจ้าวไปยังเรือนด้านซ้ายในจวน
“เจ้าพักห้องนี้แหละ ตอนเย็นข้าจะจัดเตรียมอาหารไว้ให้” เขาผลักประตูเข้าไปเผยให้เห็นในห้องที่มีแค่เตียงนอนตู้ไม้เล็กๆ และหน้าต่างอย่างละหนึ่งเท่านั้น ถึงห้องนี้จะเล็กแลดูโทรมไปเสียหน่อย ทว่าข้าก็อยู่ได้
“ข้าไม่รบกวนท่านเรื่องมื้อเย็น อย่างไรเสียข้าข้อให้ท่านนำเทียบเชิญมาให้ข้าด้วย”
“ได้ ประเดี๋ยวข้าจะให้บ่าวนำเทียบเชิญมาให้” แล้วเขาก็เดินจากไป ปล่อยให้ข้าพักผ่อนภายในห้อง เมื่อร่างกายข้าอยู่บนเตียงนอนหัวถือหมอน เปลือกตาค่อยๆ ปิดลง ด้วยร่างกายที่เหนื่อยล้ามาทั้งวัน
**********
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ไม่นะ ไม่!!!” ข้าสะดุ้งตื่นจากฝันขึ้นมาในห้องที่ไม่คุ้นเคย แต่กลับมืดสนิทไร้แสงเทียน เมื่อมองออกไปนอกหน้าก็ไร้วี่แววผู้คน บรรยากาศเช่นนี้ ยิ่งทำฝันร้ายที่ติดเป็นวังวนในความทรงจำนับปีนั้นชัดเจน ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างไม่เคยลบออกจากใจได้แม้แต่เสี้ยวเดียว และทุกครั้งที่ข้าฝันเช่นนี้ข้าย่อมข่มตาหลับต่อไม่ลง จนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นในอีกวัน หันไปทางด้านซ้ายเห็นเทียบเชิญวางไว้ที่ข้างหมอนแล้ว ก็ไม่มีอะไรที่ต้องกังวลแล้ว
**********
“แม่นาง ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ”
“ข้ายังไม่ได้นอนเลยต่างหาก รุ่งสางแล้วหรือ” บ่าวรับใช้นางหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมด้วยอ่างล้างหน้าทองเหลือง และผ้าซับหน้า ส่วนบ่าวอีกคนก็ถือสำรับอาหารมา
“เวลานี้ปกติคนในจวนยังไม่ตื่นเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าใต้เท้าสั่งการไว้แล้วเจ้าค่ะ” ...ดีเลยจะได้ไม่ต้องยุ่งยากอะไรมาก
“คุณหนูเจ้าค่ะ เหล่าขันทีมาแล้วค่ะ” ...ขันทีมาถึงหน้าจวนในขณะที่ข้ายังทานอาหารไม่เสร็จ ไม่ได้การแล้ว... หลังจากนั้นจึงรีบทานไม่กี่คำแล้วเดินออกไปพร้อมกับสัมภาระและเทียบเชิญพร้อมไว้ในมือ เดินไปหาขันทีที่รออยู่หน้าประตูจวน
“คุณหนูจ้าวซินเหยียนใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ กงกง” ข้ายื่นเทียบเชิญให้ขันทีตรวจสอบมาพร้อมกับเหล่าขันทีอีกสี่คน แล้วมีแถวเรียงหนึ่งยาวประกอบด้วยหญิงสาวมากหน้าหลายตาเป็นสิบ มีขันทีสองคนยืนประกบหัวแถวอยู่ ท่ามกลางฝูงชนที่อยากรู้อยากเห็นอีกมากมาย
“คุณหนู ท่านไปยืนท้ายแถว หน้าขันทีได้เลย” เขายื่นเทียบเชิญกลับมาพร้อมผายมือไปมีขันทีอีกสองคนที่ประกบท้ายแถว ข้าเดินไปที่ท้ายแถวตามคำบอกกล่าว ...นี่มันนักโทษหรือไงกัน...
“ก็แค่ลูกสาวขุนนาง ก็มีสิทธิ์ที่จะเป็นนางกำนัลแล้วหรือ” ในขณะที่ขบวนแถวเคลื่อนไปยังวังหลวง เสียงนี้ดังมาจากหน้าแถวที่ถัดไปเพียงคนเดียว ทางที่หยิ่งผยองของนางทำเอาไม่เป็นปลื้มเอาเสียเลย
“พวกเราได้รับคัดเลือกเหมือนกัน ดังนั้นจึงสิทธิ์เท่ากัน อีกอย่างที่มายืนตรงนี้ได้เพราะราชโองการกับเทียบเชิญไม่ใช่หรือไง”
“คุณหนูจ้าว ใครๆ ต่างรู้กันเจ้าอ่อนแอตั้งแต่เยาว์วัย เข้าไปเป็นนางกำนัลทั้งที่สภาพร่างกายเป็นเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับส่งไปตาย”
“นี่หรือมารยาทของคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ช่างไม่ต่างอะไรจากคนไร้ศักดินา”
“นี่เจ้า...”
“จ้าวซินเหยียน เฉินฉินอวี่ พวกเจ้าหยุดได้แล้ว” เสียงขันทีคนหนึ่งดังมาจากด้านหลังเพื่อเตือนให้สงบสติอารมณ์ ...สกุลเฉิน?? ก็แค่สกุลธรรมดาที่มีความดีความชอบตอนสงครามล่าดินแดน ยังจะมายิ่งผยองในอำนาจอีก...
**********
ต่างคนต่างไม่พูดไม่จาอะไร เดินตรงไปข้างหน้า ไปยังรั้วสีขาวที่สูงใหญ่ประตูเหล็กสีนิลบานใหญ่ ข้างบนนั้นมีหลังคากระเบื้องปกคลุมยาวเท่าประตูเหล็ก มีทหารเรียงรายคุ้มกันแน่นหนาจำนวนมาก เมื่อย่างก้าวเข้าประตูนั้นไปเสมือนตัดขาดจากอีกฟากฝั่งตรงข้าม ทางเดินที่ทำจากหินกล้า สิ่งปลูกสร้างที่ใหญ่โตอลังการที่ต้องเงยหน้ามองจึงจะเห็นครบถ้วน รูปแกะสลักมังกรอยู่ทั่วทุกมุม ตำหนักสีทอง แดง ดำ ตัดสลับกันไป มองไปสุดลูกหูลูกตายังไม่เห็นรั้วกำแพงมาบรรจบเลย
ทว่าสังเกตไม่ได้ละเอียดมากนัก เพราะที่ข้าเข้ามาเพราะงานฝ่ายใน จนเดินมาถึงศาลาแห่งหนึ่งที่มีเหล่าขันทียืนอยู่ห้าคนเรียงแถวหน้ากระดาน ส่วนขันทีที่นำพวกเรามาออกคำสั่งให้หยุดที่หน้าศาลานั้น แล้วให้เรียงแถวหน้ากระดานแบบยืนซ้อนกันประมาณหกแถว
“ข้าขอต้อนรับแม่นางทุกท่านสู่วังหลัง ข้าหวังกงกง หัวหน้าขันทีจะมาดูแลการคัดเลือกตำแหน่งงานให้กับพวกเจ้าทุกคน เกณฑ์ในการคัดเลือกจะใช้สี่ศิลปศาสตร์ ทั้งเล่นดนตรี หมากล้อม คัดอักษร วาดภาพ และยังมี ปักผ้าและการปรุงอาหารมาคัดเลือก เมื่อทดสอบครบหมดทุกอย่างแล้ว จะประกาศอีกครั้งว่าทุกท่านจะทำหน้าอันใด เอาล่ะ เริ่มการทดสอบได้” ...ขะ ขะ ข้ายินไม่ผิดใช่ไหม สี่ศิลปศาสตร์ ไหนจะปักผ้า ปรุงอาหารอีก...
เชิงอรรค
ยามซื่อ : เวลาประมาณ 09:00 - 10:59 น.
