บทที่ 4 ก้าวข้ามหิมะ
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ามาเป็นหลานข้าก็แล้วกันนะ เยว่เหยา”
“เช่นนั้น ท่านมีนามว่าอะไร”
“ข้าชื่อ เจียอี ดีเหมือนกันข้าเองก็แก่เต็มทน ไม่มีลูกหลานไว้ดูแล คงต้องฝากฝังไว้ที่เจ้าแล้วละ”
“เจ้าค่ะ”
“เยว่เหยา เจ้ากินข้าวได้แล้ว” เมื่อปรับความเข้าใจแล้ว ต่างฝ่ายต่างจับตะเกียบทานข้าวกัน พูดคุยถามไถ่กันจนรู้ว่าพ่อแม่ของนางถูกฆ่าตายจากคนที่ปองร้าย แต่ยายกลับไม่รู้ว่าพ่อแม่นางคือใคร
“กินข้าวเสร็จแล้ว ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามานอนได้แล้ว นี่ดึกมากแล้ว”
“เจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องพูดเจ้าค่ะกับข้าก็ได้ ที่นี่ไม่ใช่วังเสียหน่อย”
“แต่ว่าข้าทำงานบ้านไม่เป็น คงต้องรบกวนท่านยายแล้ว”
“ไม่เป็นไร เจ้ายังเด็กสามารถเรียนรู้อะไรได้อีกมาก ตามมา” ยายเรียกให้นางตามมาสำรวจภายในเรือนหลังนี้ตามมุมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องนอนที่ตนอยู่นั้นที่โปร่งโล่งเพราะมีหน้าต่างถึงสองบาน ฟูกนอนและผ้าห่มสีขาวบนที่นอนไม้ที่อยู่ซ้ายบนของห้อง ส่วนที่เหลือก็เป็นตู้เก็บของต่างที่วางอย่างเป็นระเบียบอยู่ สูงระดับเอวของเจ้าของบ้าน
ในกลางวันอากาศในวันที่มีแดดคงจะดีมาก เมื่อเดินออกมาตรงกลางเรือนนี้เป็นเหมือนส่วนกลางที่เอาไว้รับแขกมีโต๊ะสูงสี่เหลี่ยมพร้อมด้วยเก้าอี้สี่ด้านอยู่กลางเรือน ตรงไปจนสุดทางจะเจอกับห้องครัวที่เปิดโล่งสามด้านมีที่กั้นสูงเพียงเข่า เตาไฟอันเล็กที่วางอยู่ด้านซ้ายมุมล่าง อุปกรณ์และวัตถุดิบทำครัวครบครันพร้อมสรรพ จัดวางไว้บนชั้นวางอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อสำรวจดูเสร็จ ยายก็ได้พาไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ตรงข้ามกับห้องครัว ในห้องนั้นมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อยู่กลางห้อง เทียนสี่เล่มวางกระจายตามมุมห้อง จะว่าไปเรือนหลังนี้ก็สุขสบายอยู่ ถึงแม้จะต้องทำด้วยตนเองก็ตาม
“นี่เสื้อผ้าเจ้า อาบน้ำเสร็จก็เข้านอนได้แล้ว” กายของเด็กสาวหย่อนตัวลงในน้ำอุ่นนั่งแช่อย่างสบายใจพลางหลับตาลงด้วยความสบายตัว แต่กลับไม่สบายใจเลย คนที่รักต้องมาตายต่อหน้าต่อตาเช่นนั้น นางจึงคิดแผนในหัวที่จะหาทางล้างแค้นสกุล
**********
หลังจากที่ข้าอาบน้ำเสร็จแล้วจึงเดินออกมาเรียกหายายเจียอี กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เลยจึงเดินไปที่กลางเรือน กวาดสายตาไปมาจนสะดุดเข้ากับแจกันใบหนึ่งสีขาวลายกิ่งไม้สีดำทรงสูง ปกติแล้วคนทั่วไปมักวางไว้ที่สูงหรือบนโต๊ะ ตู้ ทว่าแจกันใบนี้กลับบนพื้นบ้าน ซ้ำยังไม่มีดอกไม้ในแจกันเลย
“อะไรกัน กำแพงนี่... ห้องลับหรือ” ด้วยความสงสัยของข้าจึงจับแจกันไปมาจนบิดไปจนกำแพงนั้นถอยหลังไป เกิดเป็นช่องว่างให้คนสามารถเดินเข้าไปได้ ข้าตัดสินใจเดินเข้าไปหลังกำแพงนั่น หลังกำแพงนั้นเต็มไปด้วยอาวุธมากมายทั้งกระบี่ที่ติดแขวนที่ผนังห้องทั้งสามด้าน ทวนเล่มยาวตั้งเรียงไว้ทางซ้ายเป็นสิบ ยังมีมีดพก เข็ม ปิ่นเงินต่างๆ วางไว้ที่โต๊ะกลางห้องเก่าๆ ที่ฝุ่นจับไปทั่ว ...ให้ตายสิ อยู่ไม่ได้แล้ว...
“อ๊ะ ยายจ๋า ขะ ขะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ อย่าข้าอะไรข้าเลย อ๊ายยย!!!!” ข้าหลับตาปี๋ ยกสองแขนมาป้องไว้
“ข้าไม่ได้ทำอะไรเจ้าเสียหน่อย ตกใจไปได้ เจ้ามาทำอะไรที่ห้องนี้ รู้ทางเข้าได้ยังไง”
“แจกันข้างหน้านั่น” พร้อมชี้ไปแจกันข้างหน้า ยายผ่อนลมหายใจยิ้มไปส่ายหัวไป ...อะไรกัน แล้วทำไม...
“ถ้าเป็นเด็กคนอื่นเข้ามาห้องนี้คงสติเตลิดวิ่งหนีไปแล้ว แต่เจ้ากลับไม่เป็นเช่นนั้น”
“ข้าก็ตกใจอยู่หรอก แต่ว่ายายมีของพวกนี้ไว้ทำไมกัน”
“ออกจากห้องนี้เถอะ ถ้าเจ้าอยากรู้ ข้าจะเล่าให้ฟัง” ยายจึงพาข้าออกจากห้องนั้นไปยังห้องนอน เมื่อนั่งบนฟูกนอน ยายก็เริ่มเล่าให้ฟัง
“เดิมทีข้านักฆ่ามืออาชีพ หาเลี้ยงตนด้วยการฆ่าคนตั้งแต่อายุสิบสี่ มือข้าแปดเปื้อนเลือดไม่เว้นแต่ละวัน สิ่งที่ข้าถนัดคือ กระบี่กับยาพิษ ข้าไล่ล่าค่าหัวทั่วทั้งเมืองตามที่คนว่าจ้าง
จนวันหนึ่งข้าได้เจอกับชายคนหนึ่งที่หน้าผาในขณะที่ข้าตามล่า ชายผู้นั้นอยู่ในสภาพสะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งนอนสลบอยู่ ข้าจึงพาเข้ามาที่เรือนข้า ทั้งทำแผล ทายา ต้มยา ดูแลอย่างดี ต่อมาก็รู้ว่าเขาเป็นหัวหน้าพ่อค้าจากเมืองข้างเคียง ใครจะไปรู้ว่าความรักมันก่อเกิดขึ้นจากความชิดใกล้ จนในที่สุดเขาก็ขอข้าแต่งงาน ข้าเองก็กลับใจไม่เป็นนักฆ่าอีกต่อไป
ข้าใช้ชีวิตติดตามสามีไปค้าขายไปทั่วหล้า ทว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนสามีข้าป่วยกระเสาะกระแสะ ข้าจึงตัดสินใจปักหลักอยู่ที่นี่เพื่อรักษา ไม่นานนักเขาก็จากข้าไป”
“เมื่อก่อน ท่านยายเป็นนักฆ่าหรือ”
“ใช่ แต่มันก็เป็นแค่วันวาน ตอนนี้ข้าไม่ใช้แล้ว”
“ท่านยาย สอนวิชาเหล่านั้นกันข้าเถอะ ข้าขอร้องท่านล่ะ” ข้าคุกเข่าขอร้องอ้อนวอน มองเข้าไปในตาของอีกฝ่ายด้วยแววตาที่มุ่งมั่น หวังว่าจะเห็นใจ
“เจ้าอยากนักฆ่าหรือไง งานแบบนี้มันเสี่ยงมาก จะให้เจ้าทำคงเป็นไปไม่ได้หรอก”
“แต่ข้าอยากทำ ข้ารู้ว่าเสี่ยงมากขนาดไหน แต่วิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ข้าใช้ล้างแค้นได้ เป็นนักฆ่าเลือกเหยื่อก็ยังได้ อย่างที่ข้าบอกไป พ่อแม่ข้าถูกฆ่าตายอย่างทารุณ ไร้คนเหลียวแลช่วยเหลือ ข้าหมดสิ้นทุกอย่างเพราะพวกมัน!! ถ้าข้าไม่ล้างแค้นให้สกุล ข้าไม่ยอมจากโลกนี้ไปแน่ ข้าขอความเมตตาจากท่านด้วย” กายที่สั่นระรัว น้ำตาที่ไหลริน น้ำเสียงตะกุกตะกักเหล่านี้นั้นระบายความอัดอั้นของข้าไปหมดแล้ว ข้าไม่ยอมให้ท่านพ่อท่านแม่ข้าตายเปล่าหรอก ไม่ว่าอย่างไรข้าต้องล้างแค้นให้ได้
“แต่ว่า…”
“ขอร้องเถอะเจ้าค่ะ เมตตาข้าด้วย”
“อืม ไม่ว่ายังไงคงจะขัดขวางแรงแค้นเจ้าไม่ได้อยู่ดีสินะ ถ้างั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปข้าจะฝึกให้เจ้าเป็นนักฆ่ายอดฝีมือให้ได้ เจ้าเตรียมใจไว้แล้วกัน มานอนได้แล้ว” ...เสมือนเสียงสวรรค์มาโปรด สิ่งที่ข้าต้องการกำลังเข้าใกล้มาแล้ว ต่อจากนี้ไปข้าต้องมุ่งมั่นตั้งใจฝึกฝนเสียแล้ว...
