บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 เข้าสู่เหมันต์ (ต่อ)

กลับมาที่จวนสกุลหนานกง หานเจ๋อหลินเมื่อทราบข่าวจากบ่าวจวนแม่ทัพเขารีบควบม้าพร้อมกับซือหมิงมุ่งตรงไปที่จวนทันที ทว่ากลับไม่ทันการมองดูจากภายนอกนั้นเงียบสงบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ทว่าเมื่อประตูจวนเข้าเขาถึงกับผงะ ตอนนี้ทั้งจวนเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณนับร้อยนอนแน่นิ่ง ทุกพื้นที่เต็มไปด้วยเลือดบางจุดเลือดรวมกันราวกับแอ่งน้ำเล็กๆ บ้างเปรอะเปื้อนตามประตู กำแพงต่างๆ ยามนี้เริ่มส่งกลิ่นคาวคลุ้งเตะจมูกจนอยากอาเจียนเลยเชียว พวกเราตามหาร่างเจ้าของจวนจนพบว่าร่างของแม่ทัพนั้นนั่งคุกเข่าลงกับพื้นคอพับลงทั้งที่ในมือขวาของเขานั้นกำดาบไว้อย่างแน่นหนา ทั่วร่างมีแผลพรุนทั้งตัว เหตุการณ์ในยามนี้ช่างน่าหดหู่เหลือเกิน

“ท่านอ๋อง ข้าไม่พบร่างของฮูหยินกับอวี้ชิงพ่ะย่ะค่ะ”

“พวกนางคงวิ่งหนีออกไปแน่ ไป รีบตามหากันเถอะ’ ’ พวกเขาก็ควบม้าเข้าป่าไปตามเส้นทาง จนไปพบร่างร่างหนึ่งที่พิงอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่เลยตัดสินใจลงไปดูเพื่อให้แน่ใจ

“ท่านอ๋อง ฮูหยินหนานกงจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ”

“มีแค่คนเดียวหรือ อวี้ชิงล่ะ”

“ไม่พบพ่ะย่ะค่ะ”

“ตามหาต่อไป เพื่อทีนางจะไปไม่ไกล รุ่งขึ้นข้าจะแจ้งเรื่องนี้ต่อราชสำนัก”

“แล้วร่างของฮูหยินท่านจะทำเช่นไร”

“เดี๋ยวข้าจะบอกให้คนมานำร่างไปแล้วกัน ข้ามั่นใจว่าอวี้ชิงนางยังไม่ตายแน่นอน เริ่มตามหานางได้เลย”

“พ่ะย่ะค่ะ วันรุ่งขึ้นกระหม่อมจะให้คนช่วยตาหานางอีกแรง” ที่จริงอ๋องฉินยังไม่มั่นใจว่านางยังไม่ตายหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่เห็นศพนาง เขาก็ไม่ปักใจเชื่อเด็ดขาด ยังตั้งมั่นต่อไปว่านางยังมีชีวิตอยู่

**********

ในวันรุ่งขึ้นข่าวการฆ่าล้างสกุลแม่ทัพใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วเมือง ผู้คนมากมายมาล้อมรอบยืนดูที่จวนหนานกงส่งเสียงจอแจเต็มไปด้วยความใคร่รู้และสงสัยว่าต้นสายปลายเหตุของเหตุการณ์นี้เป็นเช่นไร เจ้าหน้าที่ขนร่างออกมาทีละคนเรียงกันจนมาถึงร่างเจ้าของจวนและภรรยาของเขาที่นำมาจากในป่า

ทหารหลวงจากราชสำนักควบม้าตรงม้ายังหน้าจวนนับสิบคน กล่าวถึงราชโองการของฮ่องเต้เพื่อให้เจ้าหน้าที่นั้นน้อมรับ

“รับราชโองการ”

“สกุลหนานกงทำคุณต่อแผ่นดินมาหลายชั่วอายุคน ทั้งยังมีคุณธรรม ศีลธรรมอันดีงาม ทำตามหน้าที่อย่างไม่บกพร่อง ทว่าบัดนี้เกิดเหตุจลาจลฆ่าล้างสกุล ถึงเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ หลังจากจบพิธีนำป้ายวิญญาณของทั้งสองเก็บไว้ที่หอบรรพชนสกุลหนานกง และสลักชื่อไว้ที่วัดหลวง ไว้อาลัยเจ็ดวัน ส่วนสินทรัพย์ในจวนนี้กลับคืนสู่เจ้าของ ถ้ายืนยันว่าอวี้ชิงสกุลหนานกงนั้นยังมีชีวิตอยู่”

“น้อมรับราชโองการ” ขบวนม้าที่ประกาศราชโองการจากไป ปล่อยให้เจ้าหน้าที่บางคนยังสับสนอยู่

“หมายความว่ายังไง คุณหนูหนานกงยังไม่ตายอย่างนั้นหรือ แล้วสินทรัพย์นี้อีก” หนึ่งในคนงานนั้นกล่าวออกมาด้วยความสงสัย เพราะเขาคิดว่าไม่นานกรมคลังต้องยึดทรัพย์สินกลับราชสำนัก ทว่ากลับไม่เป็นเช่นนั้น แล้วไหนจะทายาทจวนนี้ที่หายไปอย่างลึกลับอีก

**********

ในยามที่ตะวันคล้อยลับขอบฟ้า เสียงแมลงพากันร้องระงม ลมพัดพาให้ต้นไผ่ลู่ลม ใกล้กันนั้นยังมีเสียงธารน้ำใสเล็กๆ ไหลเย็น มีหินวางเรียงเล็กใหญ่ตามระดับ อยู่ข้างๆ เรือนเล็กหลังหนึ่งที่ทำจากไผ่เขียวทั้งเรือน แบ่งเป็นสามส่วนในแนวยาวที่เท่ากัน ด้านซ้ายเป็นห้องครัวไว้ประกอบอาหาร ตรงกลางเป็นประตูเรือนหลักที่ผลักแล้วเดินไปทางขวาจะพบห้องนอนที่เด็กสาวอยู่นั้นสลบไสลอยู่ ในขณะที่หญิงชราได้ประกอบอาหารอยู่นั้น เด็กสาวดูเหมือนจะได้สติจากกลิ่นอาหารที่ลอยลมมา

“อ้าวหนู ตื่นแล้วหรือ มาทานข้าวสิ”

“ไม่ต้องหน้าข้าอย่างนั้น ไม่งั้นข้าจะช่วยเจ้าทำไมกัน” เขากล่าวบอกนางเมื่อนางจ้องเขาตาด้วยใบหน้าที่งุนงงสงสัย กลับยอมทานแต่โดยดี

“เจ้าน่ะชื่ออะไร พ่อแม่เจ้าอยู่ไหนกัน หญิงตัวคนเดียวกลางป่ากลางเขาแบบนี้มันอันตรายนะรู้ไหม” ตะเกียบในมือต้องหยุดชะงักเพราะหญิงชราผมขาวโพลน รูปร่างผอม เนื้อหนังหย่อนคล้อยตามกาลเวลา ทว่ากลับยังแข็งแรง คล่องแคล่ว หน้าตาดูเป็นมิตร เอ่ยถามนางเกี่ยวกับพ่อแม่ ภาพในวันวานยังติดตาไม่หาย ไม่สิ....เหตุการณ์มันพึ่งเกิดเมื่อวานนี่เอง

“พ่อแม่ข้าตายหมด ข้าไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่ไปไหนแล้ว” เสียงสะอื้นที่เต็มไปด้วยความหดหู่ดังขึ้น พร้อมน้ำตาที่ไหลมาไม่ขาดสายทำให้หญิงชรานั้นต้องลุกไปกอดปลอบพร้อมกับพูดจาหว่านล้อมให้เย็นลง ภาพที่หญิงชราทำให้เขาอดสงสารนางไม่ได้

“งั้นเอาอย่างนี้ อย่างไรเสียข้าไม่มีลูกซ้ำสามีข้าก็ตายไปนานแล้ว ต่อจากไปนี้เจ้าอยู่กับข้าแล้วกัน”

“ได้หรือเจ้าคะ”

“ได้สิ ว่าแต่เจ้าล่ะ ชื่อแซ่อะไร” คำถามนี้ทำให้นางต้องหยุดคิด เพราะถ้านางพูดออกไปโต้งๆ ว่าชื่อแซ่ที่แท้จริงคืออะไร อาจทำให้ชีวิตนางไม่ปลอดภัยได้ นางจึงอยากได้ชื่ออื่น ในระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้น สายตานางได้มองออกไปบนฟากฟ้า พลางเห็นพระจันทร์เสี้ยวจึงคิดออก

“เยว่เหยา ข้ามีนามว่าเยว่เหยา”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel