บทที่ 4 ก้าวข้ามหิมะ (ต่อ)
วันรุ่งขึ้นยายปลุกข้าตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างให้ออกมาวิ่งรอบป่าไผ่ นั่งสมาธิใกล้ลำธาร แต่ข้าดันแอบหลับเสียจนได้ จึงโดนปลุกด้วยน้ำจากในลำธารสาดกระเซ็นมาโดนกายด้วยกระบี่ที่ตวัดในลำธารแล้วจึงตื่นขึ้นมา ไม่ว่าจะฝึกวิชากระบี่ ยิงธนู การใช้มีดสั้น วรยุทธ์ต่างๆ ไปเรื่อยทั้งวัน ตกเย็นยายก็สอนวิชาพิษไหนจะการค้าขายกับข้าอีก ส่วนงานบ้านงานเรือนนั้นแน่ว่า.....ข้าทำไม่ได้ อะไรก็ไม่รู้ยิบย่อยไปหมด ซื้อที่ร้านอาหารกินเอาจะง่ายกว่าไหม ทั้งยังอุดหนุนกิจการคนอื่นอีก...
**********
“อัครเสนาบดีหลี่ ท่านจะทำยังไงต่อไป ในเมื่อข้าแทบพลิกแผ่นดินหาป้ายคำสั่งนั่นแล้วก็ไม่เจอ” ชายคนนั้นผู้ที่ฆ่าล้างสกุลหนานกงเอ่ยขึ้น เพราะเขารู้ดีว่าสิ่งที่นายต้องการคืออะไร แต่บัดนี้กลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาแทบจะรื้อจวนหาแล้วก็ยังไม่พบ
“ในเมื่อใช้ป้ายคำสั่งนั้นไม่ได้คงต้องใช้แผนสำรอง เจ้าตามข้ามา” เขาเอ่ยเป็นนัยเพื่อให้ผู้ที่บังคับรถม้าที่พวกเขานั่งสนทนากันอยู่นั้น พาไปที่ชายแดนเมืองเจียงหลี ที่แห่งนี้มีหมู่บ้านเล็กๆ มีคนอาศัยอยู่นับร้อยคนได้ ต่างปลูกเรือนใกล้ชิดติดกันขนาบสองข้างซ้ายขวา ตรงกลางเป็นทางเดินแล้วยังเป็นตลาดที่ให้คนมาจับจ่ายกันได้ ในหมู่บ้านมีทั้งเด็ก คนหนุ่มสาว และคนชรา ทว่าชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านกลับดูแปลกพิลึกทุกคนต่างไปรวมตัวกันที่ลานกว้างท้ายหมู่บ้าน ต่างพากันฝึกซ้อมเพลงดาบกัน เสียงเหล็กกระทบกันจนแสบแก้วหู จะเดินไปทางไหนก็เจอ
“แผนสำรองที่ท่านว่าคือ....”
“ใช่ สะสมกองกำลัง แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาหรอก คงต้องรอจำนวนคนให้มากกว่านี้เสียก่อน”
**********
“ท่านอ๋อง เชิญดื่มเจ้าค่ะ”
“ท่านอ๋อง เดี๋ยวข้าบรรเลงพิณให้ฟังเจ้าค่ะ” หญิงสาวคนิการายล้อมตัวกว่าเจ็ดนางต่างดูแลปรนนิบัติท่านอ๋องฉินที่กำลังดื่มเหล้าจนเมามายเป็นอย่างดี หาความสุขใส่ตัวโดยการยลโฉมหญิงงาม ในขณะที่คนในตำหนักฉินอ๋องต่างวุ่นวายในการตามหาอวี้ชิงอยู่นั้น เขากลับมาอยู่ที่หอคณิกาแห่งเมืองเจียงหลี ตั้งแต่วันที่อวี้ชิงหายตัวไป ช่วงวันแรกๆ เขาก็ขยันตามหานางอยู่หรอก ทว่าหลังๆ มากลับถอดใจ หญิงสาวตัวแค่นั้นหลงอยู่กลางป่า ใช้ชีวิตในจวนสุขสบายมาตลอดจะเอาตัวรอดอย่างไร ป่านนี้คงถูกเสือตะปบ ไม่ก็เป็นไข้ป่าตายเสียแล้ว
“รัชทายาท องค์ชายสี่” หญิงสาว ณ ที่แห่งนั้นกล่าวอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมายกันมาก่อน เมื่อมีโอรสฮ่องเต้ถึงสองพระองค์บุกมาพร้อมกับเหล่าข้าราชบริพารมาให้หอบร่างที่แทบไร้สติของพี่ชายของตนกลับไปราชวังดังเดิม
“เงินทั้งถุงนี้คงเพียงพอต่อพวกเจ้าทั้งหมด รับไปแล้วอย่าได้มาวุ่นวายอีก น้องสี่พาพี่รองกลับไป” ว่าที่ฮ่องเต้แห่งเจียงหลีผู้นี้โยนถุงเงินลงบนโต๊ะที่พี่รองของเขาเคยนั่งแล้วเดินจากไป
**********
“พี่ใหญ่ ข้าไม่นึกเลยว่าพี่รองจะอาการสาหัสเช่นนี้ ตั้งแต่ไม่พบคุณหนูหนานกง”
“พี่รองเจ้าปักใจรักคุณหนูสกุลหนานกงไปแล้วนะสิ ตอนนี้ไม่ต่างอะไรจากคนที่หญิงที่ตนหมายปองปฏิเสธ ร่ำสุราทุกคืนวันจนไม่เอาการเอางาน เสด็จพ่อจะปลดยศบรรดาศักดิ์อยู่แล้ว”
“ถึงอย่างนั้นพี่รองก็น่าสงสารอยู่ดี” เมื่อรถม้าเมาเทียบที่หน้าตำหนักของอ๋องฉินนั้น หยวนหลิงหลิง พระสนมคนโปรดของฮ่องเต้ที่เป็นแม่ผู้ให้กำเนิดของอ๋องฉินและซือหมิงยืนรออยู่นั้นก้าวเข้ามาใกล้รถม้าเพื่อสังเกตอาการลูกชายทันที
“พระสนมหยวน ยามนี้พี่รองคงไม่สะดวกจะพูดคุยกับท่านเป็นแน่”
“องค์รัชทายาท ข้ารู้อยู่แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น เจ๋อหลินไปหอคณิกายิ่งกว่าเข้าว่าราชการเสียอีก ข้าต้องสั่งสอนลูกชายตัวดีนี่เสียแล้ว”
“เสด็จแม่ ท่านอย่าลงโทษพี่รองตอนนี้เลย สภาพพี่รองตอนนี้คงไม่รับรู้เรื่องราวอะไรทั้งสิ้นแล้ว”
“แม่นางชิงหรง รินเหล้าให้ข้าหน่อย ข้าไม่เมาไม่กลับ” หานเจ๋อหลินยังคงไม่ได้สติเช่นเดิม
“รีบพาพี่ชายเจ้าเข้าตำหนักไปเดี๋ยวนี้ องค์รัชทายาทข้าไม่รบกวนท่านแล้ว” กล่าวจบนางก็รีบเดินเข้าไปในตำหนักทันที ชายที่แบกเขาเข้ามา คือ หานเฉิงรุ่ย เป็นน้องชายแท้ของอ๋องฉิน อายุสิบหกปี รูปร่างสูงโปร่ง ผอมเพรียว โครงสร้างดูคมเข้ม ตาโต จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบาง ผมยาวดำขลับ พยุงพี่ชายของตนมานอนถึงที่
“พวกเจ้า รีบไปเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าองค์ชายรอง”
“เพคะ”
“เสด็จแม่ ถ้าพี่รองยังเป็นเช่นนี้ ข้าเกรงว่าเสด็จพ่อจะปลดพี่รองเอาเสีย”
“แม่ก็คิดอย่างเจ้า พี่เจ้าคนนี้ตั้งแต่สกุลหนานกงโดนฆ่าล้างก็เริ่มเมามายทุกวัน งานราชกิจแทบไม่แตะต้อง ข้าไม่แปลกใจเลยว่าทำไมฝ่าบาทถึงอยากให้พี่เจ้าอภิเษก เพื่อทีพี่เจ้าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาบ้าง”
“อะไรนะ อภิเษก กับใคร!!!”
