บทที่ 3 เข้าสู่เหมันต์
“ทางนั้น สองคนนั้นอยู่ทางนั้น” ผู้ชายคนหนึ่งตะโกนดังลั่นให้กลุ่มคนที่เหลือพร้อมถือดาบ กระบี่ และคบเพลิงตามเราสองแม่ลูกทั่วทั้งป่า และพวกเขาก็เจอเราที่อยู่ห่างไปในระยะไม่ไกลมากนัก มีพงหญ้าขนาดใหญ่ปกคลุมเป็นย่อมๆ ท่านแม่เลยตัดสินใจถึงข้าไปแอบในพงหญ้านั้นแม้มันจะมีกิ่งไม้หนามอยู่ประปรายก็ตาม จนได้ยินเสียงฝีเท้าวิ่งใกล้เข้ามา ทว่ากลับเบาลงไปภายในเวลาไม่นาน
“เฮ้ย แยกกันตามหาสิ ไอ้สองแม่ลูกนั่นไปไหนได้ไกลหรอก”
“ขอครับ” แค่เสียงตอบรับก็ดังเสียงสะท้อนทั่วป่า เสียงเดินกระจายไปหลากหลายทิศทาง ยังดีที่สวรรค์ยังเข้าข้างให้พวกเขาละความสนใจพุ่มไม้นี้ไป
“ท่านแม่เราจะทำอย่างไรดี แล้วท่านพ่อ ขะ.... ขะ.... เขา”
“ในเมื่อพ่อเจ้าเลือกแล้วข้าเองก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ตอนนี้เราต้องรอด ไม่สิ......เจ้าต่างหาก”
“ท่านแม่หมายความว่าอย่างไร ท่านจะเป็นแบบท่านพ่อไปอีกคนหนึ่งไม่ได้เจ้าค่ะ” ข้ารีบรั้งไว้ทันที เพราะรู้ว่าท่านแม่คงยอมเสี่ยงอย่างแน่นอน ข้าจะให้นางทำเช่นนี้ไม่ได้
“เด็กโง่ ถ้าข้าไม่ทำแบบนั้นแล้วเจ้าจะรอดได้ยังไง ข้าดีใจมากที่มีเจ้าเป็นลูกสาวข้า” นางคว้าข้าไปกอด ยิ่งทำให้ข้าน้ำตานองหน้ายิ่งกว่าเก่า ภาพท่านพ่อยังติดตาไม่หาย ท่านแม่กลับต้องมาเสี่ยงอีกครั้ง
“เจ้าอยู่ตรงนี้นี่แหละ เดี๋ยวข้าจะล่อพวกมันไปอีกทาง อยู่นิ่งๆ จนกว่าพวกมันจะไปกันหมด”
“ไม่ได้ ท่านแม่จะทำแบบนี้ไม่ได้ เราต้องรอดสิเจ้าค่ะ ท่านอย่าทำอย่างนี้เลย”
“ข้ารักเจ้านะอวี้ชิง ขอให้ชีวิตต่อจากนี้ไปขอให้พบแต่ความสุข”
“ท่านแม่ อย่า!!” ไม่ทันไรท่านแม่ก็ออกไปเปิดเผยที่อยู่ของตน นาทีนั้นข้าใจสลายทันใด
“อวี้ชิง หนีไปลูก รีบวิ่งไป” ตะโกนไปทางลาดลงเขาที่คดเคี้ยว จงใจหลอกล่อกลุ่มนักฆ่าพวกนั้นแล้ววิ่งออกไปให้ใกล้จากข้าที่อยู่ที่พุ่มไม้ ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็โดนกลุ่มนักฆ่าล้อมรอบล้อมซ้ายขวาไว้
“ท่านเองหรือ ถานเฉินซี”
“ใช่ แล้วพวกเจ้านั่นแหละ ทำไมต้องมาสังหารพวกเรา”
“ช่วยไม่ได้ สามีท่านพูดเองว่ายอมตายดีกว่าเป็นทรราช พวกเราเลยสนองความต้องให้ แต่ถ้าอยากจะรอดก็เอาป้ายคำสั่งทหารสูงสุดมา”
“ป้ายคำสั่งทหารสูงสุด?? หลี่หงปั๋วสินะที่เป็นคนบงการ นอกจากเขาแล้วก็ไม่มีผู้ใดที่ต้องการป้ายคำสั่งนี้แล้ว”
“ฮูหยิน ถ้าท่านเอามาข้าพวกเราก็ถอยกลับไป ถ้าไม่....ท่านก็เตรียมใจตามแม่ทัพหนานกงได้เลย”
“ป้ายนั้นไม่ได้อยู่ที่ข้า ข้าไม่รู้หรอกมันอยู่ที่ไหน”
“เช่นนั้นท่านก็ไร้ประโยชน์ ท่านตามสามีท่านไปน่าจะดี’ ’ ปลายดาบแหลบคมปาดลงที่คอท่านแม่ข้าทันใด เลือดสีแดงสดสาดกระเซ็นไปทั่วอาณาบริเวณ จนใบหน้าข้าเองรู้สึกได้ ยามที่ร่างนั้นล้มลงภาพตรงหน้าที่สยดสยองนั้นมันตรึงตราจนข้าชะงัก พูดไม่ออก จะส่งเสียงก็ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นข้าคงเป็นรายต่อไป
“ลูกพี่ แล้วเด็กนังเด็กนั่นจะเอาอย่างไร”
“ปล่อยมันไปเถอะ ตัวแค่นั้นไม่นานคงจะตายในป่า พวกเรา....กลับ" หลังจากที่กลุ่มนั้นกลับไปยังทางที่มา ข้าจึงก้าวออกมาจากพุ่มไม้ด้วยใบหน้าที่เปื้อนทั้งน้ำตาของตนและเลือดของร่างตรงหน้าที่แน่นิ่งไปแล้ว ทั้งกายและใจข้าสั่นระริกกว่าเก่าเพราะในตอนนี้ข้าไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ทั้งจวนที่อาศัย พ่อแม่ที่รักข้า มันไม่เหลือแล้ว
“ท่านแม่!!!!! ทำไมทำเช่นนี้กัน ท่านฟื้นกลับมาได้ไหม ข้าขอร้อง” เขย่าร่างนั้นไปมาแล้วไม่มีเสียงตอบรับ จนสุดท้ายก็ถอดใจไปซบหน้าลงบนแขนทั้งน้ำตา รู้ทั้งรู้ว่าสิ่งที่ขอมันเป็นไปไม่ได้ แต่อยากให้เกิดปาฏิหาริย์แม้ไม่มีความหวังเลยก็ตามที
ในที่สุดจนข้ามีสติคิดแม้น้ำตาไหลอย่างต่อเนื่องแค่ไหนก็คิดได้ว่าไม่ควรปล่อยร่างท่านแม่ไว้ได้นาน จึงลากร่างไร้วิญญาณนี้พาดพิงไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ในท่านั่งหลังตรงคอพับตกลงทั้งยังดวงตาไม่ปิดสนิท
“ท่านแม่ อย่างนี้ไม่งามเลยเจ้าค่ะ ข้าช่วยนะเจ้าคะ” สองมือนี้ฉีกชายกระโปรงเป็นทางยาวเพื่อปกปิดรอยแผลเหวอะหวะที่เลือดยังคงไหลอยู่ที่คอ เพราะท่านแม่เป็นคนรักสวยรักงามมาก สภาพในตอนนี้ถ้าส่องกระจกละก็ คงไม่ชอบตนเองแบบนี้อย่างแน่นอน
“ก่อนข้าจะจากไปข้าขอปิ่นท่านนะเจ้าค่ะ ขอบคุณที่เลี้ยงดูข้ามาจนถึงตอนนี้ ข้านี่ไร้ประโยชน์เสียจริง เกิดในตระกูลแม่ทัพกลับจับดาบหรือกระบี่ไม่เป็น ช่วยท่านกับท่านพ่อก็ไม่ได้ สุดท้ายนี้ขอให้วิญญาณท่านและท่านพ่อสถิตในแดนสวรรค์ เต็มไปด้วยสุขไร้ทุกข์เข็ญ โปรดวางใจในตัวข้า ข้าจะนำมันผู้นั้นมาสังเวยแก่พวกท่านให้จงได้ ลูกขอลาก่อนเจ้าค่ะ ลูกทำดีที่สุดได้เท่านี้”
ข้าในท่านั่งคุกเข่า มือประสานกันวางบนพื้น ก้มศีรษะลงหน้าผากจรดหลังมือเพื่อเคารพผู้ที่จากไป เมื่อจบการเคารพนี้มือข้าลูบตาให้หลับลงแล้วคว้าปิ่นปักผมไม้ที่ประดับด้วยพลอยสีชาดเป็นกลีบดอกไม้ มีมุกสีขาวชมพูอยู่ตรงกลางพร้อมทองที่หลอมแล้วสลักเป็นกิ่งและดอกไม้เล็กๆ แซมอยู่ ห้อยโซ่สีทองสองเส้นที่ปลายมีมุกกลมและหยกสีแดงอยู่ด้วยกันออกมา
ปิ่นนี้ถือเป็นปิ่นประจำตัวของท่านแม่แล้วยังเป็นของต่างหน้าอีกด้วย แล้วข้าก็จากมาเดินเตร็ดเตร่อย่างไร้จุดหมาย ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากใครดี ท่ามกลางลมหนาวที่พัดผ่านกายมาทำเอาสั่นจนปวดกราม เสียงท้องร้องด้วยความหิวโหยก็ดังออกมา เดินไปได้ไม่กี่ก้าวขาเริ่มอ่อนแรงจนทรุดลงดวงตาปิดสนิทในที่สุด
