บท
ตั้งค่า

บทที่ 1 บุปผาผลิบาน(ต่อ)

      ในเวลายามซวี ท้องฟ้าแสงจันทร์สว่างใสสาดส่องลงผิวน้ำในสระ โคมที่จุดที่มุมศาลามิกล้าอาจสู้ ลมหนาวพัดมาอย่างเอื่อยๆช่างเย็นยะเยือก ทว่าภายในเรือนหลังนี้กลับอบอุ่นกว่าเปลวเทียน กลิ่นหอมกรุ่นไปด้วยเครื่องหอมที่จุดไว้ ข้าได้แต่มองนางหลับไหลอยู่บนฟูกนอน ใบหน้านางยามนี้ข้าอยากจดจำเป็นที่สุด

“ท่านอ๋อง ท่านทรงยิ้มเพราะเหตุใดกัน” จากที่หน้านิ่งเป็นน้ำแข็งมาเนิ่นนาน ในที่สุดปริปากเอ่ยขึ้นมาเสียที

“ข้าเพียงแค่เอ็นดูนางไม่ได้หรือไรกัน ยามที่นางไม่ยอกย้อนข้าเช่นนี้ดีไปอีกแบบ”

“ท่านพูดจาเช่นนี้หมายความท่านชอบนางหรือ” คำถามที่ย้อนกลับมาทำเอาข้าเองก็สับสนเช่นกัน ความรู้สึกเช่นนี้มันหมายความอย่างไร ทั้งที่ข้าใช้ชีวิตมามากกว่า 19 ปี ควรมีคำตอบให้ตนเองได้แล้ว

“ท่านอ๋อง กระหม่อมอยากจะสนทนากับท่านสองต่อสองเพียงชั่วครู่ได้หรือไม่”

“ได้เลยท่านแม่ทัพ ซือหมิงเจ้าไปรอข้าที่รถม้าก่อนเถอะ” แล้วแม่ทัพผู้นี้เดินนำข้าไปหนึ่งก้าวพุ่งตรงมายังศาลาริมสระน้ำ แต่ว่าบนโต๊ะไม้นั้นดันมีม้วนหนังสือสีขาวกับเทียบหนังสือวางอยู่ เขาตั้งใจทำการใดกัน

“ท่านแม่ทัพ ท่านเชิญได้”

“เหตุใดท่านรีบร้อนเช่นนี้ เชิญดื่มชาก่อน” น้ำชาสีใสไหลรินลงในถ้วยชาสีเขียวอ่อน พลางเสมองชมทิวทัศน์ในสระน้ำโดยรอบก่อนจะกล่าวเข้าหัวข้อสำคัญ

“กระหม่อมมีสิ่งหนึ่งที่อยากถามท่าน ขอไม่อ้อมค้อมเลยแล้วกัน ท่านชอบลูกสาวใช่หรือไม่” ยามนั้นหยุดชะงักดั่งต้องมนตร์ ถ้วยชาแทบไม่แตะต้องกับริมฝีปากต้องวางลงทันที เพราะข้าไม่เคยเข้าคำว่าความรักจริงๆสักครั้ง ที่ผ่านมาเพียงแค่สำราญใจกับความงามของหญิงหอคนิกา นางกำนัล หรือนางระบำเพียงเท่านั้น แต่ทว่าความรู้สึกของข้าเยี่ยงนี้ไม่เคยเกิดขึ้นกับผู้ใดมาก่อน

“ท่านในวันนี้เฉกเช่นกระหม่อมในวันวาน ทั้งกิริยา ท่าทาง น้ำเสียงต่างๆ กระหม่อมหวนนึกถึงตอนที่คบหากับฮูหยินใหม่ๆ ความรู้สึกเช่นกระหม่อมสัมผัสได้จากท่านที่ส่งผ่านไปยังลูกสาวของกระหม่อม”

“ข้าไม่รู้หรอก ว่าตนเองนั้นรู้สึกเยี่ยงไร แต่ถ้าท่านถามเช่นนี้ข้าเองก็จะตรงไปตรงมาเช่นกันว่าข้ารู้สึกทั้งเอ็นดู ห่วงใย อยากอยู่ใกล้นาง อยากปกป้องนางตลอดไปให้ได้”

“ถ้าเป็นเช่นนั้นกระหม่อมขอให้ท่านเมตตา เมื่อนางผ่านวัยปักปิ่นแล้วโปรดรับนางเป็นชายาด้วย”เขาหมอบกราบลงด้วยความนอบน้อมในขณะเดียวกันก็สง่างาม ความตั้งใจของเขาคงอยากจะให้ดูแลนาง ถ้าเป็นเช่นนั้นม้วนหนังสือกับเทียบหนังสือนั่น...

“ท่านแม่ทัพลุกขึ้นก่อนเถิด เหตุใดกันท่านจะต้องทำเช่นนี้”

“อย่างที่ท่านอ๋องทราบเกี่ยวกับสกุลหลี่ กระหม่อมไม่สบายพระทัยแม้ชั่วครู่ เกรงจะเกิดเหตุไม่คาดคิด สกุลหนานกงคงต้องจบสิ้น โปรดให้คำมั่นสัญญากับกระหม่อมด้วยเถิดว่าจะปกป้องลูกสาวของกระหม่อมเมื่อมีภัย”

“ข้ารู้ดีว่าตอนนี้สกุลหลี่อยากเป็นใหญ่ แต่เหตุใดท่านคิดว่าสกุลหนานกงต้องจบสิ้นกัน ท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งเจียงหลี ผู้ใดต่างก็เกรงกลัว”

“แต่มันไม่ง่ายเช่นนั้น ตอนนี้หงปั๋วต้องการอำนาจฝ่ายทหารของกระหม่อม คนชั่วเช่นนั้นย่อมทำทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาอย่างไม่ต้องสงสัย” แล้วแม่ทัพหนุ่มกางม้วนหนังสือออกมา ภายในนั้นระบุไว้อย่างชัดเจนว่าต้องการให้รับนางเป็นชายาแต่ไม่จำเป็นต้องเป็นพระชายา ทว่าข้าเองไม่มั่นใจเลยว่าสามารถปกป้องนางได้หรือไม่

“ข้าสัญญาว่าข้าจะปกป้องนาง ช่วยเหลือนางให้ถึงที่สุด” พร้อมประทับชื่อและลายมือลงไปในม้วนหนังสือสัญญาสมรสทันที ในขณะนั้นมือเขาสั่นเทา ตัวชาราวกับจะเป็นหินศิลาในตอนนั้นให้จงได้ แต่ในเมื่อรับคำแล้ว ก็ต้องทำให้ได้

“เทียบหมั้นหมายนี้ กระหม่อมได้จัดแจงเอาไว้แล้ว หากเกิดเหตุอันใดขึ้นกระหม่อมคงอยู่ในหอบรรพชนสกุลอย่างสบายใจแล้ว เช่นนั้นกระหม่อมส่งท่านที่ประตูจวนเลยแล้วกัน” พร้อมเดินไปด้วยกันส่งที่ประตูจวน ระหว่างทางบทสนทนานั้น สังเกตได้ว่าน้ำเสียงเจือหัวเราะของเขาคงสบายใจมากขึ้น เพราะหลี่หงปั๋วนั้นเป็นถึงอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายของ หานกว่างเสี้ยว ฮ่องเต้แห่งเจียงหลี อำนาจยิ่งใหญ่เช่นนี้ย่อมยากจะต่อกร

“กระหม่อมน้อมส่งท่านอ๋อง ขอให้ท่านกลับอย่างปลอดภัย” ถึงประตูจวนท่านแม่ทัพน้อมส่งอย่างนอบน้อม เมื่อรถม้าเคลื่อนลับสายตาเขาไปแล้วนั้นก็พุ่งตรงไปหาเจ้าของเรือนนอนที่ใกล้ริมสระนั้นทั้งที่เจ้าของเรือนนั้นยังอยู่ในห้วงนิทรา เขาก็เข้าไปในห้องกวาดสายมองไปยังทุกส่วนของห้องด้วยความอาลัยอาวรณ์ราวกับต้องลาจากสถานที่แห่งภายในอีกไม่นาน พลันนัยน์ตาเขาสะดุดกับลูกสาวที่หลับไหลอยู่กลางห้องจึงย่องไปอย่างตีนแมว

“อวี้ชิง พ่อไม่รู้หรอกว่าพ่อจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหน หวังว่าเจ้าจะเข้าใจและไม่ถือโทษข้าต่อการสละครั้งนี้ของพ่อนะ”

เชิงอรรถ

ศิลปศาสตร์สี่แขนง : ศิลปะสี่ด้านที่ปัญญาชนต้องเรียนรู้ ประกอบด้วย เล่นพิณ วาดภาพ คัดอักษรและหมากล้อม

สามชั่วยาม : 6 ชั่วโมง 1 ชั่วยามเท่า 2 ชั่วโมง

หนึ่งถ้วยชา : 15 นาที

เข้าเฝ้าโจวกง : โจวกงคือเทพแห่งความฝัน เปรียบเสมือน เข้าเฝ้าพระอินทร์

ยามซวี : เวลา 19:00 – 20:59 นาที

วัยปักปิ่น : ผู้หญิงที่อายุ 15 ปี ปิ่นเป็นสัญลักษณ์การแบ่งเขตแดนระหว่างวัยเด็กกับวัยสาว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel