บทที่ 1 บุปผาผลิบาน
ทันทีที่รถม้าที่ประดับป้ายฉินอ๋องเทียบท่าที่ประตูจวน ชายหนุ่มสูงโปร่ง สง่าผ่าเผย ตาคม จมูกโด่ง สันกรามคม คิ้วเข้ม ถือว่าเป็นหนุ่มรูปงามแห่งเจียงหลีก็ว่าได้ ทั้งหนานกงตงหยาง ถานเฉินซี นายหญิงประจำจวน หรือแม้แต่นางเองก็มารอรับ
“คารวะท่านอ๋องฉิน” ทุกคนต่างทำความเคารพผู้สูงศักดิ์ที่มาเยือน แม้จะอยู่คนหนึ่งที่ไม่เต็มใจก็ตาม
“ท่านแม่ทัพ อย่าทำอย่างนี้เลยท่านอาวุโสกว่าข้า ข้าต่างหากที่ต้องเขาเคารพท่าน” ทั้งเขาและ ซือหมิง องครักษ์ประจำตัวเขาทำการคารวะอีกฝ่าย
“ท่านอ๋อง เชิญเข้ามาข้างในก่อนเพคะ” นายหญิงของจวนผายมือเชื้อเชิญเขาเดินเขาไป
“ท่านอ๋อง หม่อมฉันต้องขออภัยที่สำรับยังจัดไม่เรียบร้อยเพคะ หม่อมฉันขอเวลาสักหนึ่งถ้วยชา”
“ไม่เป็นไรฮูหยินหนานกง ข้าได้ยินมาว่าลูกสาวท่านฝีมือการเดินหมากก้าวหน้าขึ้นมาก ถ้าไม่ติดขัดอะไรในเวลาหนึ่งถ้วยชานี้ ข้าขอเดินหมากกับนาง”
“ตามแต่ท่านปรารถนาเพคะ อวี้ชิง ดูแลท่านอ๋องด้วยล่ะ” ใบหน้ายิ้มหวานอาบยาพิษพร้อมสายตาที่ส่งมานั้นทำให้นางหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องเผชิญหน้าอ๋องหนุ่มท่าน แล้วพวกเขาก็เดินจากไป
“ท่านอ๋องฉิน เชิญทางนี้เพคะ” นางผายมือเชิญพวกเขาเขาไปยังศาลากลางน้ำ สถานที่ๆนางมานั่งเล่นอยู่บ่อยเพื่อจะทำการเดินหมากกับเขา
**********
“ท่านอ๋อง ท่านไม่กลัวจะแพ้หม่อมฉันหรือเพคะ”
“ไม่หรอก ข้าว่าเจ้าต่างหากที่ต้องเกรงกลัวข้า เรื่องเดินหมากข้าเก่งกว่าเจ้าแน่นอน” .....ก็แน่นอนสิ ก็ท่านเกิดก่อนข้าตั้งเก้าปี ท่านย่อมเรียนรู้ได้มากกว่าเป็นแน่..... นางบ่นในใจพลางวางหมากบนกระดานไปแต่ก็ต้องข่มใจไว้ ไม่กี่ชั่วยามก็เขาก็กลับจวนแล้วภายในเวลาหนึ่งถ้วยชานั้น ทั้งอวี้ชิงและ หานเจ๋อหลิน หรือท่านอ๋องฉิน ต่างผลัดกันแพ้ชนะหมากล้อมกันอยู่นั้นก็ได้มีบ่าวรับใช้ขัดการเดินหมากของทั้งสอง
“คุณหนู ท่านอ๋อง อาหารเตรียมเรียบร้อยแล้วเพคะ” สาวใช้ที่มาเชิญพวกเรานั้นส่งสายตาเย้ายวนถึงเขา เขาเองตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ข้าได้แต่ขยับปากขมุบขมิบ...ประพฤติเช่นนี้ สงสัยตอนตั้งจวนนางสนมคงมีเป็นร้อย...
“ทำสีหน้าเช่นนั้น หมายความว่าอย่างไร หึงหวงข้าหรือ”
“สีหน้าเช่นนั้นอย่างไรหรือเพคะ อีกอย่างหม่อมฉันอายุเพียง 10 ปี ไม่เข้าใจคำว่ารักอย่างถ่องแท้เลย นับประสาอะไรกับหึงหวงล่ะเพคะ แน่นอนว่าหม่อมฉันไม่รู้ว่าคืออะไร” แต่นางหารู้เลยว่ากิริยาต่างๆที่แสดงออกมานั้นอยู่สายตาของเขาเสมอ แต่เขาเองก็เข้าใจได้ว่านางยังเด็ก ไม่รู้ประสาจึงแสดงออกมาเช่นนั้น
“เจ้านี่น่ะ ไม่มีหลักฐานคงไม่ยอมรับหรอก ใช่ไหม” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือรอยยิ้มพร้อมดีดไปที่กลางหน้าผากไปครั้งนึง ทำเอานางกรีดร้องออกมาดังลั่น
“โอ๊ย นี่ท่านดีดหน้าผากข้าทำไมกัน เจ็บนะ”
“ไปกันเถอะ ถ้าให้พวกเขารอนานจะดูไม่ดี” แต่นางยังนั่งหายใจกระฟัดกระเฟียดอยู่ที่เดิมจากการกระทำของเขา
“เจ้าก็มานำทางข้าไปสิ นี่จวนเจ้านะ”
“เพคะ ทางนี้เพคะ” นางบอกกล่าวด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย แต่จำใจต้องทำ...ไม่นานหรอกอวี้ชิง ประเดี๋ยวเขาก็กลับแล้ว อดทนอีกสักนิด... นางก็เดินนำพาเขาไปยังห้องทานอาหารในจวนนี้ เพื่อทานอาหารเย็นด้วยกัน อาหารจัดใส่จานเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะ หลากสีสันทำให้ดึงดูดความสนใจของเด็กสาวให้วิ่งปรี่ไปที่โต๊ะอาหาร
“อย่าพึ่งรีบสิลูก รอให้ท่านอ๋องจับตะเกียบก่อน” เฉินซีเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ใจเย็นแกมดุ เพราะรู้ดีว่าลูกสาวนางนั้นค่อนข้างเอาแต่ใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎใดๆถ้าอยู่ในเขตส่วนตัวของตน
“แต่ท่านแม่ ข้า...” แต่นางก็ต้องเก็บเสียงไว้ก่อนเพราะได้ยินเสียงกระแอมดังมาจากผู้เป็นพ่อของตน
“ท่านอ๋อง เชิญท่านก่อนเลยพะยะค่ะ” ท่านแม่ทัพเจ้าของจวนกล่าวเชิญให้ผู้สูงศักดิ์เริ่มก่อนตามธรรมเนียม แล้วพวกเขาค่อยจับตะเกียบตาม เขาคีบบรรดาอาหารทะเลวางลงบนจานอาหารอยู่ตลอด สายตาทุกคนคนที่นั่งทานอยู่ แม้แต่ ซือหมิง แม่นมเฉิงหรือบ่าวรับใช้ที่จับจ้องอยู่นั้นก็อดยิ้มไม่ได้
**********
...บทสนทนาในโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยถ้อยคำที่ข้าไม่เข้าใจ คำพูดของท่านพ่อ ท่านแม่ และท่านอ๋องฉินผู้นี้คืออะไรกัน กบฏ ทรราช ป้ายคำสั่ง คืออะไรกัน... นางได้แต่พยายามทำความเข้าใจ ไม่เอื้อนเอ่ยออกมาแม้แต่คำเดียว แต่เสียงเสวนาของพวกเขากลับกลายเป็นเพลงขับกล่อมให้เด็กสาวเข้าเฝ้าโจวกงไปเสียแล้วและศรีษะซบลงบนตักที่อบอุ่นปลอดภัยของผู้เป็นแม่ในที่สุด
“ท่านพี่ ข้านำตัวนางกลับเรือนของนางก่อน เชิญพวกท่านตามสบาย” ขณะที่นางกำลังจะอุ้มลูกสาวของตนพากลับเรือนนั้น ได้เสียงหนึ่งขัดขึ้นมา
“ฮูหยิน ท่านคงอุ้มนางไม่ไหว ข้าดีกว่า” เมื่อกล่าวจบเขาเดินเข้ามาทันทีทันใดเพื่อจะอุ้มร่างเล็กบอบบาง ขณะนั้นเฉินซีก็กำลังจะปฏิเสธความช่วยเหลืออยู่นั้น สายตานางเหลือบมองเห็นสามีตนพยายามบอกใบ้ให้ปล่อยไป และแล้วเขาเดินออกไปตรงดิ่งที่เรือนนอนทันทีอย่างคนที่รู้ที่ทางในจวนหลังนี้เป็นอย่างดี โดยมีซือหมิงตามดูแลอยู่ไม่ห่าง
“ทำไมท่านจึงปล่อยให้ท่านอ๋องทำแบบนั้นกันเจ้าคะ” นางถามอย่างฉุนเฉียวแฝงด้วยความไม่เข้าใจในสิ่งที่สามีนางต้องการแม้แต่น้อย
“เอาเถอะน่ะฮูหยิน อย่างไรเสียอนาคตของลูกสาวเราคงต้องฝากฝังไว้กับฉินอ๋องแล้ว”
“ฝากฝัง!! ทำไมกันหรือว่า หลี่หงปั๋ว” จากน้ำเสียงขุ่นเคืองแปรเปลี่ยนเป็นสงสัยทันใดเมื่อกล่าวถึงชื่อนั้นขึ้นมา
“ใช่ ตอนนี้หลี่หงปั๋วพยายามบีบคั้นข้าให้เข้าร่วมกับเขา โดยใช้อำนาจป้ายคำสั่งทหารสูงสุดของข้า ข้าเองก็ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะปกป้องนางแล้ว”
“เช่นนั้น ที่ท่านเชิญท่านอ๋องมาต้องการจะทำสิ่งใดกัน”
“ไม่นานหรอก เจ้าจะรู้เอง” เขาพูดทิ้งทวนไว้ก่อนเดินจากไป
