Chapter 3 ประหม่า
คิดไปก็แค่นั้น...
เพราะเรื่องที่ได้ฟังมาทำให้สิมิลันนั่งใจลอย ไม่ได้ยินสักนิดว่าพฤกษ์กำลังเดิน
ไปเดินมาอยู่หัวโต๊ะพรีเซนต์งาน ดวงตาคอยมองหล่อนหวังให้รับไม้ต่อเรื่องโครงการใหม่ที่เกาะมัดไม้ แต่สิมิลันกลับนั่งเหม่อจนคนข้าง ๆ สะกิด
“คุณสิมิลันคะ ถึงคิวคุณแล้วคะ”
นั่นถึงทำให้สิมิลันสะดุ้งแล้วหันมองคนเรียกแล้วถามกลับใจลอย “คะ มีอะไรคะ”
“คุณไม่ได้ฟังเลยหรือคะ” คนเรียกกระซิบสีหน้าเหยเกเมื่อหุ้นส่วนนับสิบของบริษัทหันมองกันเป็นตาเดียว
“เอ่อ... ฉัน” สิมิลันพูดไม่ออก หล่อนกวาดตามองไปรอบโต๊ะพบสายตาตำหนิมองมาเป็นตาเดียวก็ยิ่งรู้สึกประหม่าหนัก
พฤกษ์เห็นดังนั้นจึงพูดนำ “เมื่อคืนคงเตรียมตัวพรีเซนต์ดึกไปหน่อยสินะครับ เชิญคุณสิมิลันออกมาพูดเรื่องโครงการรีสอร์ตอนุรักษ์ธรรมชาติสัตว์น้ำริมชายฝั่งของเราสักนิดสิครับ”
“ค่ะ”
สิมิลันรับคำทั้งประหม่า มือสั่นระริกหยิบเอกสารขึ้นมาถือไว้ก่อนจะอธิบายรายละเอียดโดยมีพฤกษ์สำรวมกิริยานั่งเป็นประธานหัวโต๊ะ กว่าจะเสร็จก็ผ่านไปราวสองชั่วโมงกว่าที่หล่อนจะหายใจทั่วท้องหลุดพ้นจากบรรดาหุ้นส่วนจอมจับผิดของบริษัท
“เสร็จแล้วหรือคะพี่มิน”
ปณิตาพนักงานฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์เข้ามาหยุดทักทาย สิมิลันลืมตาเด้งตัวจากเก้าอี้ยืดตัวตรงยิ้มเนือยส่งให้
“จ้ะ” หล่อนตอบสั้น ๆ เลิกคิ้วมองสาวอ่อนวัยกว่าที่เอียงคอสำรวจ “มีอะไรรึเปล่าทำไมมองพี่แบบนี้”
“เมื่อคืนพี่มินดึกมากหรือคะ”
“ก็ดึกนะ” สิมิลันขมวดคิ้วถามกลับ “ว่าแต่ถามทำไม”
“ก็แบบว่า” สาวรุ่นน้องยิ้มเอียงอายแล้วกระซิบเสียงใส “เห็นปกติมาพร้อมกับบอสตลอด แบบนี้แสดงว่าใกล้มีข่าวดีแล้วนะคะ”
สิมิลันชะงักเข้าใจความหมายที่รุ่นน้องสาวสื่อทันที หน้านวลใสขึ้นสีเห่อร้อนผะผ่าวจนต้องรีบหันกลับไปหยิบแฟ้มงานทำทีเปิดและตอบปณิตาไปโดยไม่มองหน้า
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกนะ”
“ไม่ใช่ได้ไงคะ คนเขาลือกันให้แซ่ด” ปณิตาเย้าอีก
“ไม่ใช่ก็แล้วกันน่า นึกยังไงถึงถาม” สิมิลันเหลือบมองทั้งที่มือยังระวิงกับเอกสาร
“ก็มันน่าคิดไงคะ” ปณิตาสะกิดให้มองตาม “ดูสิคะ”
สิมิลันมองตามเห็นพฤกษ์ยืนยิ้มจิบกาแฟพิงประตูหน้าห้องทำงานมองมาแล้วหล่อนต้องรีบหลบสายตา
“ไม่ใช่อย่างที่เธอคิดหรอก”
“ทำไมจะไม่ใช่คะ ใคร ๆ เขาก็รู้ว่าคุณพฤกษ์หมายตาพี่มินมานานแค่ไหน”
สิมิลันไม่ตอบเพียงแต่หัวเราะเบาในลำคอแทน แต่ปณิตาไม่ยอมเลิกสอดรู้ถามกลับตาใส
“พี่มินจะปิดเป็นความลับไปอีกนานแค่ไหนคะ”
“ก็... นี่อยากรู้จริง ๆ สินะ” สิมิลันเว้นระยะครู่หนึ่ง จ้องตอบสายตาอยากรู้จัดของคนถาม “คงยังอีกนานจ้ะ ไม่ใช่เร็ว ๆ นี้หรอก”
“ตกลงใช่จริง ๆ ใช่ไหมคะ เรื่องพี่มินกับบอส” คนถามเสียงรัวออกอาการตื่นเต้น
สิมิลันได้แต่ยิ้มบางไม่ตอบรับหรือปฏิเสธเพราะรู้ว่าคนอย่างปณิตาลองได้อยาก
รู้เรื่องใดไม่มีวันเก็บความสงสัยไว้ ที่ทำได้คือเลี่ยงที่จะตอบแต่สาวรุ่นน้องยังสะกิดตั้งท่าจะซักต่อ
พฤกษ์เดินเข้ามาด้านหลังยกนิ้วชี้แตะปาก ปณิตาหันไปเห็นพอดีถึงกับหน้าซีดเกรงเจ้านายจนล่าถอยไปเงียบ ๆ แต่สิมิลันไม่เห็นจึงพูดตัดบทไป
“พี่กับบอสไม่มีอะไรหรอกน่า”
ไม่มีอะไรหรือ?…
พฤกษ์ได้ยินเต็มสองหู นึกเคืองหล่อนนิด ๆ สายตาคมกราดมองรอบ ๆ ไม่เห็นใครอื่นนอกจากเขาและหญิงสาวคู่กรณีก็เดินเข้าหาแล้วลูบผมหล่อนจนคนโดนสัมผัสถึงกับสะดุ้งหันมองแล้วกระเถิบออกห่าง
“อย่าค่ะ หน้าต่างมีหูประตูมีช่อง”
“ไม่เห็นเป็นไรเลย” เขายิ้มมุมปากเผยลักยิ้มบุ๋มลึกสองข้าง “คนรักกันหยอกล้อกันเป็นเรื่องธรรมดาออกจะตาย”
“ธรรมดาของบอสแต่อันตรายต่ออาชีพมินสิคะ”
“บอกแล้วไงอยู่กันสองคนอย่าเรียกบอส”
สิมิลันฟังน้ำเสียงตัดพ้อของอีกฝ่ายก็ได้แต่ถอนหายใจ ยิ่งพฤกษ์แสดงออก หล่อนก็ยิ่งเกร็งสายตาคนมอง
“มินไม่ชอบที่คนมองว่าเป็นหนูตกถังข้าวสารค่ะ”
“จะเป็นไรไปล่ะ ก็พี่ชอบ”
“เอ๊ะ! พี่พฤกษ์งอแง” หล่อนว่าพลางขืนตัวออกจากฝ่ามือหนาที่พาดบนไหล่ ถึงไม่จาบจ้วงแต่หล่อนไม่ชอบและไม่เคยนึกสนุกด้วยจนต้องลุกหนีเดินออกไปที่ระเบียงหลบสายตาสอดรู้สอดเห็นของสามสาวขาเมาท์ประจำออฟฟิศ
หล่อนเกลียดนักที่ใครต่อใครชอบมองว่าเป็นเด็กเจ้านาย เป็นของเล่นของบอส
ที่เขาจะควงไปไหนมาไหนก็ได้ห้ามขัดใจ หล่อนไม่ใช่หนูที่อยากตกถังข้าวสารโดยเฉพาะพฤกษ์ที่ไม่ใช่แค่ถังธรรมดาแต่เป็นถังข้าวสารฝังเพชร
ไม่มีใครไม่รู้จักพลฤกษ์ เศรษฐีใหญ่ติดอันดับหนึ่งในห้าของประเทศที่ใคร ๆ ก็รู้ว่าสมบัติตระกูลหิรัญภักดิ์มากมายขนาดไหน ทั้งทรัพย์สินเงินทองไม่พอยังรวมไปถึงอสังหาริมทรัพย์เกือบทั่วประเทศที่มีชื่อคนในตระกูลโดยเฉพาะบุตรชายคนเดียวของหิรัญภักดิ์เป็นเจ้าของ และชายหนุ่มที่กำลังส่งประกายตาวิ้ง ๆ โปรยเสน่ห์ใส่หล่อนอยู่ขณะนี้ก็คือ พฤกษ์ นายน้อยหนึ่งเดียวแห่งตระกูลหิรัญภักดิ์...
ร่างสูงใหญ่ก้าวตามติด สิมิลันหันกลับมาเจอก็ชักสีหน้ารู้สึกผิดที่ผิดทางเมื่อเห็นสายตาพนักงานคนอื่นมองมาที่เขาและหล่อนเป็นตาเดียว
“หยุดตรงนั้นค่ะ พี่พฤกษ์” สิมิลันร้องห้ามพลันถอยหลังจนแทบชนระเบียง
พฤกษ์หยุดชะงักสายตาแสดงความผิดหวังรุนแรง “รังเกียจที่จะให้ใครรู้ว่าเราคบกันขนาดนี้เชียวหรือมิน”
“เปล่านะคะ” สิมิลันเสียงอ่อย “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ”
“แต่ท่าทางนั่น”
พฤกษ์หน้างอจ้องหล่อนนิ่ง สิมิลันจ้องตอบตาละห้อยอยากแก้ข้อกล่าวหาที่เขาจงใจรวน แต่พอเหลือบมองไปด้านในเห็นสายตาสามสาวขาเมาท์แล้วได้แต่ชะงักมือ “มินไม่ได้รังเกียจพี่พฤกษ์ ก็แค่อาย”
