บทที่ 4 ข้อเสนอ
ร่างแบบบางกำมือแน่น รับรู้ถึงที่นอนข้าง ๆไหวยวบพร้อมกับกลิ่นกายหอมละมุนของคนที่ทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆเมื่อหัวถึงหมอน ธนัทก็หลับไปในทันที วันนี้ทั้งวันทั้งงานในหน้าที่กับงานส่วนตัว รัดตัวเขาแน่นเสียเหลือเกิน กว่าจะจัดสรรแบ่งส่วนเวลาให้ลงตัว ก็เหนื่อยแทบหมดแรง
ได้ยินเสียงกรนแผ่วเบาที่ดังมาจากคนที่นอนอยู่ข้าง ๆนิราดาก็ระบายลมหายใจ นึกขอบคุณอะไรหลาย ๆอย่างที่ทำให้เธอเอาตัวรอดจากสถานการณ์ที่คับขันได้ ขอบคุณที่อย่างน้อยธนัทก็ไม่ใช่ผู้ชายใจหยาบช้า คิดรังแกหรือเอาเปรียบคนที่ไร้ทางสู้
หายใจหายคอคล่องได้ไม่นานก็กลับมาคิดหนัก คืนนี้เธออาจจะรอด แล้วพรุ่งนี้ล่ะ จะทำอย่างไรต่อไป ถ้าต้องรับผิดชอบด้วยการหาเงินซ่อมรถให้เขา แล้วเธอจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาเงินจำนวนมากแบบนั้นมาได้
เอามือถือที่ภัทรเคยซื้อให้ไปขายก็คงได้เงินมาไม่กี่พันบาท หรือว่าบางทีพรุ่งนี้ เธออาจจะต่อรองขอผ่อนชำระเขาเป็นรายเดือน คุณหมออย่างเขาไม่น่าจะเดือดร้อนเรื่องเงิน
เพราะมัวแต่คิดหาทางออก จนไม่ทันได้สังเกตว่าคนที่นอนกรนอยู่ข้าง ๆลืมตาตื่นขึ้นมาโดยพลันพร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่คนฟังรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“รู้สึกตัวนานแล้วสินะ เด็กเลี้ยงแกะ”
พูดพร้อมกับพลิกตัวหันเข้าหาเด็กสาวแล้วเท้าศอกลงบนหมอน ดวงตาสีนิลวาววับ มองใบหน้าเหลอหลาของเด็กสาวอย่างไม่ลดละ ถ้าเขาไม่แกล้งหลับ นิราดาก็คงไม่แสดงตัว
เห็นหงิม ๆก็เจ้าเล่ห์ไม่เบา
“คุณไม่ได้หลับหรือคะ”
นิราดาถอยร่นไปชิดขอบเตียง แต่ธนัทไวกว่า มือหนาคว้าหมับที่เอวคอดเล็ก ดึงเข้ามาหา ก่อนที่กายบางจะเกยขึ้นมาทาบทับตัวของเขา
“คุณปล่อยหนูดานะคะ”
“เด็กเลี้ยงแกะ”
กายนุ่มนิ่มที่อยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาดิ้นเร้าอยู่บนกายแก่ง ทำเอาคนที่คิดว่าระงับอารมณ์ดิบได้ ต้องสูดหายใจลึกยาวแล้วเค้นเสียงดุกร้าว
“หยุดดิ้นเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าฉันไม่เตือน”
ร่างแบบบางแข็งค้าง ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยซ้ำรอบสอง แค่เห็นสายตาที่สื่อความเป็นนัยของเขาก็พอที่จะทำให้คิดอะไรขึ้นมาได้บ้าง
ถ้าต่อต้านก็เท่ากับว่าหาเรื่องใส่ตัว
“หนูดาไม่ดิ้นแล้วค่ะ”
แววตาตื่นกลัวของนิราดาดูไร้เดียงสา สองหนุ่มสาวประสานสายตากันอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งก่อนที่ธนัทจะเป็นฝ่ายคลายวงแขน ปล่อยเด็กสาวให้เป็นอิสระ นิราดาไม่รอช้า เด็กสาวผุดลุกขึ้นนั่งกอดหัวเข่า พร้อมกับเกยคางไว้บนสองแขน เหลือบตามองเจ้าของบ้านอย่างไม่วางใจ
เขากำลังทำให้เธอกลัว
“ที่เป็นลม เป็นจริงหรือแกล้งทำ”
เด็กสาวส่ายหน้าพรืด ดวงตาเบิกกว้างแล้วพูดออกไปอย่างเร็วด่วน
“หนูดาไม่ได้แกล้งนะคะ หนูดาเป็นลมจริง ๆค่ะ ตอนที่ลงจากรถ อยู่ ๆก็รู้สึกใจหวิว ตัวลอย ๆ”
ธนัทรู้ว่านิราดาไม่ได้โกหก สิ่งที่เด็กสาวบอกมันคืออาการเบื้องต้นของคนที่เป็นลมหมดสติ ถ้ายืนอยู่ท่ามกลางแสงแดด ก็ยังเชื่อได้ว่าเด็กสาวเป็นลมเพราะร้อนแดด แต่เวลาดึกสงัดเช่นนี้ แถมยังพ่วงมาด้วยอากาศเย็น ๆจนถึงขั้นหนาว เหตุผลที่ทำให้เป็นลมหมดสติก็คงไม่พ้นว่ากลัวเขา
“เป็นลมแบบนี้บ่อยหรือเปล่า”
“จะเป็นตอนที่กินข้าวไม่อิ่มค่ะ” พูดพลางเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหมอหนุ่ม ทันได้เห็นแววตาของเขาฉายแววอ่อนโยนอยู่ชั่วครู่หนึ่ง นิราดามักจะมีอาการแบบนี้อยู่เสมอถ้าเมื่อใดที่รู้สึกว่ากินข้าวไม่อิ่มหรือกินไม่ตรงเวลา แต่หนนี้ไม่ใช่เพราะท้องว่างอย่างแน่นอน
แต่มันเป็นเพราะเขา ที่ทำให้เธอหมดสติ
“เธออายุเท่าไหร่แล้ว” ถ้าให้เดาก็คงยังไม่บรรลุนิติภาวะ ดูจากความไร้เดียงสา เขาเป็นผู้ชาย ผ่านอะไรมาก็เยอะ ถึงไม่ได้ช่ำชองมาก แต่ก็ใช่ว่าจะอ่านสีหน้าและท่าทางของคนไม่ออกไปเสียทีเดียว
ผู้หญิงทุกคนย่อมมีจริตจะกร้าน แต่นิราดาไม่ ต้องพูดกันตามจริงว่า ไม่มีผู้หญิงคนไหนที่เขาเข้าหาแล้วจะปฏิเสธ กี่ราย ๆก็อยากมาเป็นคู่ควงของคุณหมอมือหนึ่งของโรงพยาบาลชื่อดังของจังหวัด
แต่เด็กคนนี้ไม่ใช่ นอกจากจะกลัวเขา นิราดายังไม่มีท่าทีฉอเลาะเหมือนผู้หญิงคนอื่น ๆ ทั้ง ๆที่ถ้าเป็นคนอื่นอยู่กับเขาสองต่อสองบนเตียงแบบนี้ ก็คงได้พากันขึ้นสวรรค์ไปหลายต่อหลายรอบแล้ว
“20ปีค่ะ”
บรรลุนิติภาวะแบบคาบเส้นพอดิบพอดี รอดคุกแล้วสินะ ไอ้หมอนัท
“แล้วเรียนอยู่ที่ไหน” ไม่รู้อะไรดลใจให้มานั่งซักประวัตินิราดา เอาเข้าจริงเขาไม่จำเป็นต้องมาเสียเวลาถามถึงความเป็นมาของชีวิตของเด็กสาวเสียด้วยซ้ำ แค่บอกสิ่งที่ต้องการออกไป ถ้าได้ก็สานต่อ ไม่ได้ก็แยกทาง แค่นั้นก็น่าจะเพียงพอแล้ว
“หนูดาไม่ได้เรียนแล้วค่ะ” นิราดาก็อยากมีโอกาสได้เรียนเหมือนเพื่อน ๆแต่ฐานะทางบ้านบวกกับที่ไม่มีใครสนับสนุนให้เธอเรียนต่อมหาฯลัย ยิ่งโดยเฉพาะแม่ที่ยื่นคำขาดให้เธอเรียนถึงแค่มัธยมฯปลายเท่านั้น
ดวงตาดำขลับกระทบแสงไฟสีนวลทอประกายอ่อนไหวยามที่จ้องมองไปยังเด็กสาว ปัญหาชีวิตครอบครัวอีกสินะ
คงไม่ใช่ทุกคนที่จะได้รับโอกาสในการศึกษา โดยเฉพาะกับครอบครัวยากไร้ นิราดาก็คงเป็นหนึ่งในนั้น
“แล้วทำไมถึงไม่เรียน”
“พ่อกับแม่ไม่มีเงินส่งค่ะ”
ต่อให้พ่อกับแม่มีเงินส่งเสียให้เธอเรียน ท่านทั้งสองก็คงไม่ทำแบบนั้น ดีแค่ไหนที่ยังได้เรียนจนจบมอปลาย ถ้าไม่ได้นายอัคราให้งานทำ เธอเองก็คงได้เรียนถึงแค่ชั้นมอสาม
“แล้วเธออยากเรียนต่อหรือเปล่า” อยู่ ๆก็อยากเป็นเป็นผู้ใหญ่ใจบุญขึ้นมาเสียอย่างนั้น แต่ยุคสมัยนี้ จะให้ทำบุญทำทานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มันก็ดูจะน้ำเน่าไปเสียหน่อย
ดวงตากลมโตจ้องมองเข้าไปในดวงตาลึกล้ำคู่นั้น เห็นแววตาคู่คมทอประกายจริงจัง เด็กสาวก็พยักหน้าด้วยรอยยิ้มบาง
“อยากค่ะ แต่หนูดาต้องเก็บเงินก่อน”
“ไม่คิดเหรอว่ามันยังมีอีกหลายทางเลือก ถ้าเธออยากเรียนต่อจริง ๆนอกจากที่จะทำงานเก็บเงินเอง” ธนัทมองอากัปกิริยาของเด็กสาว เห็นนิราดากระชับกอดตัวเองแน่น ก็พอจะรู้ได้ไม่ยากว่าเด็กสาวคงเข้าใจในสิ่งที่เขาพูด
หัวเร็วแบบนี้สิ ถึงจะพูดจากันรู้เรื่อง
“หนูดาอยากทำงานเก็บเงินส่งตัวเองเรียนมากกว่าค่ะ” ธนัทไม่ใช่คนแรกที่พูดแบบนี้กับเธอ นอกจากเขาแล้วยังมีผู้ชายอีกหลายคนที่เข้ามาตีสนิท และยื่นข้อเสนอแบบนี้ให้ ใช่อยู่ว่าเธออยากเรียน อยากมีอนาคตที่ดี แต่ถ้าต้องแลกด้วยร่างกายและศักดิ์ศรีของตัวเอง ก็สู้ไม่ต้องเรียนเสียดีกว่า
รอไว้ถ้าวันไหนพร้อม ก็ค่อยไปเรียนก็ยังไม่สาย
