บทที่ 2 ตะครุบเหยื่อ
นั่งทำใจอยู่นานนับครึ่งชั่วโมง นิราดาก็ปรายตามองไปยังหมอหนุ่มที่นั่งร่วมวงดื่มอยู่กับนาย เมื่อลอบมองจนแน่ใจแล้วว่าเจ้าของรถคันหรู ไม่ได้มีทีท่าสนใจและมองมายังเธอ คนที่รอจังหวะจะหนีกลับบ้าน จึงค่อย ๆลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินคร่อมตัวหายเข้าไปยังหลังเรือนไม้ของเจ้าของไร่
“เด็กเลี้ยงแกะ”
ยังไม่ทันได้ก้าวขาพ้นจากบริเวณจัดงาน นิราดาก็สะดุ้งยวบ เมื่อจู่ ๆคนที่เธอหมายจะหนีหน้ามายืนจังก้า ขวางทางของเธอเอาไว้
เด็กสาวสั่นสะท้าน สองมือชื้นไปด้วยเหงื่อ มองใบหน้าเครียดขึงของเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“คิดว่าจะหนีฉันพ้น”
“หนูดาไม่ได้หนีค่ะ หนูดาแค่จะกลับบ้าน”
นิราดาพูดเสียงสั่น ความจริงคือเธอกำลังหนีเขา แต่ดันหนีไม่รอด มาโดนจับได้เสียก่อน ขอบตาของเด็กสาวร้อนผ่าว หัวใจเต้นโครมครามยามที่สบสายตาเข้ากับสายตาดุกร้าวของหมอหนุ่ม
“เหรอ” ธนัทสุมเท้าเดินเข้าใกล้เด็กสาว โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ดวงหน้าซีดเซียว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาตื่นกลัว “ก็เห็น ๆอยู่ว่าเธอกำลังหนี”
เม็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นตามไรผมของเด็กสาว ทำให้รู้ว่าเจ้าหล่อนกำลังกลัวเขา
แบบนี้แหละดี
“หนูดาไม่ได้หนีคุณจริง ๆนะคะ หนูดาแค่จะกลับบ้าน” กลอกตาไปมาในขณะที่พูด มองหาทางหนีทีรอดของตัวเอง แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ทันเธอไปเสียหมด
“ถ้าคิดหนี ฉันจะจับเธอส่งตำรวจ”
นิราดาทรุดนั่งคุกเข่าลงที่พื้น ยกมือขึ้นมาไหว้ผงก ๆเอ่ยอ้อนวอน ร้องขอความเมตตาอยากหมอหนุ่ม
“คุณอย่าจับหนูดาส่งตำรวจเลยนะคะ หนูดาไม่หนีแล้วค่ะ”
เสียงของเด็กสาวสั่นระรัว ความกลัวถาโถมเข้ามา ถ้าถูกจับ แม่ไม่เอาเธอไว้แน่ น้ำสีใสที่เอ่อล้นดวงตาคู่สวย หยดแหมะลงบนแก้มนวลสองข้าง แต่ทว่าคนมองกับนิ่งเฉย มองหยาดน้ำตาของเด็กสาวด้วยอารณ์ที่ไม่อ่อนไหว
ก่อนหน้านี้เขาก็เคยโดนหลอกเพราะน้ำตาของเด็กคนนี้มาแล้ว มันจะไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
“อย่ามาบีบน้ำตา ฉันเคยให้โอกาสเธอแล้ว แต่เธอเลือกที่จะทิ้งมันไปเอง”
“หนูดาขอโทษที่ไม่ได้ติดต่อคุณไป หนูดาขอโทษ คุณอย่าแจ้งตำรวจเลยนะคะ หนูดายอมรับผิดทุกอย่างแล้ว คุณจะให้หนูดาทำอะไรหนูดาจะทำให้คุณทุกอย่างค่ะ” นิราดาร้องไห้โฮ ใบหน้าเลอะไปด้วยคราบน้ำตา นาทีนี้ถ้าต้องทำอะไรเพื่อให้เขายอมยกโทษและไม่เอาผิดเธอ เด็กสาวยอมทำทุกอย่าง
“แน่ใจนะว่ายอมทำทุกอย่าง” เขาเลิกคิ้ว ถามย้ำด้วยใบหน้าระรื่น แค่นี้แหละที่เขาต้องการ
“หนูดาแน่ใจค่ะ”
“ดี ทำให้ได้อย่างที่พูดก็แล้วกัน ลุกขึ้นแล้วตามฉันมา” ยังไม่ทันได้ก้าวเดิน คนที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นก็พูดสวนขึ้นมา เล่นเอาคนถูกถามต้องหันกลับไปมองด้วยสายตา ดุ ๆ
“คุณจะพาหนูดาไปไหนคะ”
“สรุปว่าเธอจะเอายังไงกันแน่ ถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูด ฉันจะได้ไม่เสียเวลากับเด็กเลี้ยงแกะอย่างเธอ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ คือหนูดาแค่เห็นว่ามันดึกแล้ว” จะห้าทุ่มอยู่รอมร่อ แล้วเขาจะพาเธอไปไหนกัน “หนูดากลัวแม่จะว่าถ้ากลับบ้านดึกค่ะ”
“ถ้าเธอไม่ถ่วงเวลา ป่านนี้ฉันอาจเสร็จธุระแล้วก็ได้ รีบ ๆตามฉันมา อย่าถามเยอะ”
ธนัทพูดแค่นั้นก็เกินไปที่รถของตัวเอง ปลดล้อก เปิดประตูแล้วขึ้นไปนั่งอยู่บนรถ มองคนที่ยื่นทำหน้าคิดหนักผ่านหางตา นับหนึ่งถึงห้าถ้ายังไม่เดินมา เขาจะไม่ใจดีอีกต่อไป
นับยังไม่ถึงเลขห้า ประตูรถฝั่งคนนั่งก็ถูกเปิดเข้ามาพร้อมกับร่างบอบบางที่ก้าวมานั่งอยู่บนรถด้วยใบหน้าหม่นเศร้า
ทำหน้าอย่างกับว่าเขาจะพาไปฆ่าอย่างนั้นแหละ หมอหนุ่มมองค้อนพร้อมกันนั้นก็กระชากรถขับออกไปด้วยความไม่สบอารมณ์
นิราดาขยับไปนั่งชิดอยู่กับฝั่งประตู มองทางที่รถกำลังแล่นผ่านไปด้วยหัวใจที่เต้นผิดจังหวะ ถึงจะไม่ได้มีโอกาสเข้ามาในเมือง แต่ก็พอจะรู้ว่าธนัทกำลังขับรถผ่านตัวอำเภอแล้วไปที่ไหนสักแห่ง นั่งอยู่บนรถราวสามสิบนาที เด็กสาวก็รู้สึกกลัวขึ้นมา เมื่อเส้นทางที่รถกำลังแล่นผ่าน ไร้บ้านเรือนตั้งอยู่ทั้งสองข้างทาง ก่อนที่จะได้คิดเตลิดไปไกล รถคันหรูก็ขับมาหยุดอยู่ตรงทางเข้าที่มีประตูรั้วเหล็กบานใหญ่ปิดอยู่ หมอหนุ่มปลดล้อกเข็มขัดนิรภัย เปิดประตูลงไปจากรถ ก่อนที่เขาจะไขกุญแจ เลื่อนเปิดประตูรั้วบ้านแล้วกลับขึ้นมานั่งบนรถ
ขับผ่านประตูรั้วมาได้ราวสองเมตร เจ้าของรถหรูก็ลงไปจากรถแล้วปิดประตูรั้วบานใหญ่ จากนั้นก็กลับขึ้นมาบนรถแล้วขับไปทางถนนลูกรัง ครู่เดียวก็มาจอดนิ่งสนิทอยู่หน้าเรือนไม้หลังขนาดกลาง
นิราดากำสายเข็มขัดนิรภัยแน่นพลันก็สะดุ้งขึ้น เมื่อคนที่นั่งอยู่เบาะข้างพูดขึ้นมาท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบสงบ
“ลงไปสิ”
เด็กสาวเม้มปาก สุดหายใจลึกยาว นัยน์ตากลมโตสั่นระริกอย่างไม่ปิดบัง มือขาวบางสั่น เอื้อมไปปลดสายเข็มขัดนิรภัยอย่างเชื่องช้าเสียจนคนที่มองอยู่อดที่จะเอี้ยวตัวจัดการปลดล้อกสายเข็มขัดเอง
