ตอนที่ 2 วสันตฤดูอีกครั้ง
วสันตฤดู ณ เมืองเจียงโจวในเดือนสาม ช่างเป็นภาพอันงดงาม มวลบุปผาเบ่งบานสะพรั่งอวดโฉมไปทั่วทุกหนแห่ง
ภายในคฤหาสน์เก่าตระกูลอวิ๋น ณ ตรอกชิงอู๋ อวิ๋นเหยาเหยา เอื้อมมือผลักหน้าต่างออก
ห้องหับที่เคยอับทึบพลันอาบไล้ด้วยแสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามา นางนั่งลงหน้าคันฉ่องทองเหลืองริมหน้าต่าง เฝ้ามองดรุณีน้อยผู้มีใบหน้าเยาว์วัยที่สะท้อนออกมา
ใบหน้าที่ซูบตอบ ผิวพรรณหยาบกร้านติดจะเหลืองซีด แม้เครื่องหน้าจะดูประณีตงดงามอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อาจต้านทานการเลี้ยงดูแบบทิ้งๆ ขว้างๆ มาหลายปีได้ ยามนี้มองดูอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กหญิงกะโปโลนางหนึ่งเท่านั้น
เนิ่นนานกว่าที่เด็กหญิงในคันฉ่องจะกลับมามีแววตาสดใสและยอมรับความจริงทุกอย่างได้
ต้นท้อเก่าแก่แก่นอกหน้าต่างกำลังออกดอกสะพรั่ง กลีบดอกร่วงหล่นปลิวตามลมเข้ามาในห้อง อวิ๋นเหยาเหยาหยิบกลีบดอกสีชมพูที่ตกอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งขึ้นมา ก่อนจะลุกขึ้นทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง
ภายนอกคือวสันตฤดูอันอบอุ่นสดใส อวิ๋นเหยาเหยาในวัยสิบสองปีมองดูคฤหาสน์เก่าที่ทั้งแปลกหน้าและคุ้นตาแห่งนี้ พลางหลับตาลงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
นางสิ้นใจไปในความฝันโดยไม่รู้ตัวอย่างนั้นหรือ?
หากเทียบกับความจริงที่ว่าตนเองตายไปแล้ว อวิ๋นเหยาเหยากลับห่วงใยบุตรธิดาที่เป็นดั่งดวงใจทั้งสองมากกว่า ทว่าเมื่อมองดูแสงตะวันอันเจิดจ้าและภาพเหตุการณ์เก่าๆ ตรงหน้า นางก็รู้ดีว่าตนเองไม่อาจทำสิ่งใดได้เลย
นางไม่อาจตื่นขึ้นมาในจวนหมิงอิงโหวได้อีก ไม่อาจเห็นเฉิงเอ๋อร์และซินเอ๋อร์ ไม่รู้ว่าวันหน้าการแต่งงานของพวกเขาจะเป็นเช่นไร และไม่รู้ว่าสามีของนางจะปกป้องลูกทั้งสองได้ดีหรือไม่
นางนั่งเหม่อลอยอยู่หน้าคันฉ่อง มองดูโฉมหน้าอันเยาว์วัยของตนเองอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน
นางจำต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่ง... นาง อวิ๋นเหยาเหยา อดีตหมิงอิงโหวฮูหยิน ภรรยาของเฉินอู๋หมิงได้กลับมาแล้ว
กลับมาในช่วงอายุสิบสองปี... ก่อนที่เรื่องราวทุกอย่างจะเกิดขึ้น
“คุณหนู ท่านตื่นแล้วหรือเจ้าคะ” สาวใช้ที่เดินถืออ่างน้ำเข้ามาเห็นร่างที่ยืนอยู่ริมหน้าต่าง ก็รีบวางอ่างลงแล้วปราดเข้ามาบ่นกระปอดกระแปด “ท่านหมอกำชับแล้วว่าให้ท่านถนอมร่างกาย เช้าตรู่อย่างนี้จะมายืนตากลมเย็นตรงหน้าต่างได้อย่างไร หากไข้กลับขึ้นมาอีกจะทำอย่างไรเจ้าคะ?”
สาวใช้ตัวน้อยวัยสิบห้าปีผู้นี้หน้าตาสะสวย วาจาและการกระทำเด็ดขาดคล่องแคล่ว นางคือ ไห่ถัง คนสนิทที่อวิ๋นเหยาเหยาให้ความไว้วางใจและรักใคร่ที่สุดเมื่อหลายปีก่อน
อวิ๋นเหยาเหยาปิดหน้าต่างแล้วนั่งลงตามแรงจูงใจของไห่ถัง ปล่อยให้นางจัดการจัดแจงเสื้อผ้าและมวยผมให้อย่างรวดเร็ว ในอ่างไม้คือน้ำอุ่นที่หาได้ยาก นางล้างหน้าบ้วนปากอย่างว่าง่าย พลางกวาดสายตามองสำรวจห้องนอนที่ห่างหายไปนานอย่างละเอียด ก่อนจะเลือกสวมชุดที่มีสีสันสดใสขึ้นมาเล็กน้อย
ไห่ถังมองดูคุณหนูที่เติบโตมาด้วยกันพลางลอบถอนใจในอก เอ่ยเสียงเบาว่า “คุณหนู นายท่านสั่งว่าเช้านี้ให้ท่านไปร่วมโต๊ะอาหารด้วย ยามนี้เราควรไปกันได้แล้วเจ้าค่ะ”
อวิ๋นเหยาเหยาพยักหน้า พลางตบหลังมือสาวใช้น้อยเบาๆ เป็นเชิงปลอบโยน “ข้ารู้แล้ว จะไปเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าอย่ากังวลเลย”
พิษไข้ที่เกือบจะคร่าชีวิตคนไปคราวนั้น ส่งผลกระทบต่อคุณหนูของนางมากเหลือเกิน ไห่ถังมองดูเจ้านายที่ยามนี้ดูสุขุมและนิ่งสงบกว่าแต่ก่อน แม้จะรู้สึกสงสารจับใจ แต่ก็รู้ดีว่าพวกนางนายบ่าวในบ้านหลังนี้ทำได้เพียงต้องอยู่อย่างเจียมตัวเช่นนี้เอง
ขณะเดินไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาว อวิ๋นเหยาเหยามีความรู้สึกซับซ้อนท่วมท้น คฤหาสน์เก่าตระกูลอวิ๋นแห่งนี้คือสถานที่ที่นางไม่เคยกลับมาเหยียบอีกเลยนับตั้งแต่จากไปตอนอายุสิบสอง
ในบ้านหลังนี้ นางมีความทรงจำอันอบอุ่นอยู่ไม่มากนัก ยามที่จากไปคราวนั้น นางไม่เคยคิดจะกลับมาอีกเลย
ฤดูใบไม้ผลิตอนอายุสิบสอง และพิษไข้ที่ไห่ถังเอ่ยถึง... เหตุใดนางจะไม่จำมันให้แม่นยำเล่า
บิดาผู้รักอนุยิ่งกว่าเมียเอกเพื่อความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน คิดจะขายบุตรสาวสายตรงที่ไม่เป็นที่โปรดปรานอย่างนางไปเป็นอนุของบุตรชายสติฟั่นเฟือนของอดีตผู้บังคับบัญชา
นางแว่วข่าวนี้มาจากพวกบ่าวไพร่ อวิ๋นเหยาเหยาในวัยเยาว์ยามนั้นคงจะเจ็บปวดรวดร้าวใจยิ่งนัก แต่ต่อให้เจ็บปวดเพียงใด นางก็ไม่เคยฝากความหวังไว้กับบิดาผู้เย็นชาและไร้หัวใจผู้นั้น
กลางดึกคืนนั้น นางสวมเพียงเสื้อผ้าบางไปขดตัวอยู่ใต้ต้นท้อเก่าแก่ ทนตากลมหนาวอยู่ทั้งคืน จนวันรุ่งขึ้นก็ล้มป่วยเป็นไข้สูงจนหมดสติไป
เพราะกลัวว่าจะหนีไม่พ้นชะตากรรมที่ถูกบิดาแท้ๆ ทอดทิ้งและขายทิ้ง นางจึงรวบรวมความหวังอันน้อยนิดลอบส่งจดหมายไปหาท่านน้า
หากอีกฝ่ายยินดีช่วยเหลือนัดดาที่ความสัมพันธ์ห่างเหินเช่นนางก็นับว่าเป็นความเมตตา แต่หากไร้สิ้นหวัง นางก็จะโกนผมไปเป็นชีที่วัดหนานซานนอกเมือง เสียดีกว่าถูกขายกิน
นั่นคือการเดิมพันแบบทุบหม้อข้าวสู้ในวัยเยาว์ เดิมพันด้วยอนาคตอันริบหรี่ของตนเอง
โชคดีที่ท่านน้ามาช่วยนางไว้ ทำให้นางหลุดพ้นจากหล่มโคลนตระกูลอวิ๋น และจากบ้านที่อาศัยมานานแต่ไม่เคยเป็น "บ้าน" แห่งนี้ไปเสียที
นึกถึงใบหน้าที่สั่นประสาทของบิดายามไปเยี่ยมนางที่เมืองหลวงในชาติก่อน รวมถึงอนุเซี่ยผู้เป็นที่โปรดปรานซึ่งมีแต่ความอิจฉาริษยาแต่ไม่กล้าแม้จะยื่นกรงเล็บมาแตะต้องนาง
อวิ๋นเหยาเหยาก็ลอบยิ้มหยัน ศัตรูที่เคยดูน่าเกรงขามราวกระแสภูผาใหญ่ตรงหน้า เมื่อนางเติบโตและแข็งแกร่งขึ้น สุดท้ายพวกเขากลับกลายเป็นเพียงธุลีที่ไร้ความสำคัญ
ยามนั้นนางรู้ซึ้งแล้วว่า นางได้เติบโตขึ้นจริงๆ
นางไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยที่ทำได้เพียงร้องไห้ตามมารดาผู้โศกเศร้าอย่างไร้หนทางอีกต่อไป และไม่ใช่ผู้น่าสงสารที่ถูกตระกูลอวิ๋นบงการชีวิต เส้นทางของนางเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตั้งแต่วันที่แต่งให้เฉินอู๋หมิง
นางอาศัยบารมีของตระกูลเฉิน และพึ่งพาอำนาจของเฉินอู๋หมิง มิเช่นนั้นพวกญาติที่เห็นแก่ได้และรับมือยากเหล่านั้นคงไม่ถูกสลัดหลุดไปง่ายๆ
ทว่านางก็รู้ดีว่าทุกเรื่องล้วนต้องพึ่งพาตนเอง นางแต่งให้เฉินอู๋หมิง เป็นฮูหยินผู้ดูแลจวน สิ่งที่ได้รับมาไม่ใช่เพียงเพราะคำว่า ‘จะรับผิดชอบ’ ที่บางเบานั่น ความพยายามและหยาดเหงื่อที่นางทุ่มเทไประหว่างการเติบโตต่างหากที่สะท้อนกลับมาเป็นผลลัพธ์แก่นางในที่สุด
นางไม่ใช่คนที่มีวาสนาได้อยู่อย่างไร้เดียงสาโดยมีคนคอยปกป้อง ดังนั้นจึงต้องยืนหยัดด้วยตนเอง ก้าวเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคง
ไม่นานนัก นางและไห่ถังก็มาถึงห้องโถงอาหาร
ด้วยความที่อนุเซี่ยชื่นชอบดอกไม้ใบหญ้า ภายในและภายนอกโถงอาหารจึงเต็มไปด้วยไม้กระถางและมวลบุปผาสีสันสดใส ดูรื่นรมย์และมีรสนิยมไม่น้อย
เมื่อนางก้าวเข้าประตูไป ทุกคนในครอบครัวก็นั่งรออยู่ก่อนแล้ว... ผู้ใหญ่สองคน และบุตรชายหญิงอีกคู่หนึ่ง
ที่ตำแหน่งประธานคือบิดาผู้ที่นางไม่ได้พบหน้ามานานหลายปี ในวัยกลางคน บิดาในฐานะประมุขของบ้านถูกอนุเซี่ยและลูกๆ ประคบประหงมเอาใจจนมีท่าทีน่าเกรงขาม เขาหมุนแหวนหยกที่นิ้วมือ พลางปรายตามองนางแวบหนึ่งแล้วเชิดคางขึ้น “นั่งลงสิ”
อนุเซี่ยที่อยู่ข้างกายมีโฉมงามเย้ายวน เต็มไปด้วยเสน่ห์ของสตรีที่โตเต็มวัย นางปิดปากยิ้ม “นายท่าน แม้เราจะเป็นครอบครัวเล็กๆ ไม่ค่อยถือสาหาความเรื่องกฎระเบียบ แต่การให้บิดาต้องมารอบุตรสาวเช่นนี้ก็ดูจะไม่ค่อยดีนัก วันหน้าหากคุณหนูใหญ่แต่งเข้าบ้านอื่นไป ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกผู้คนนินทาว่าไร้กิริยามารยาทนะเจ้าคะ”
พออนุเซี่ยเปิดปาก สายตาทั้งสี่คู่บนโต๊ะอาหารก็จับจ้องมาที่อวิ๋นเหยาเหยาเป็นจุดเดียว
บิดาขมวดคิ้วดูท่าทางไม่สบอารมณ์ ส่วนบุตรชายหญิงของอนุเซี่ยที่นั่งข้างๆ คนพี่มีท่าทีโอหังดูแคลน คนน้องแฝงแววเยาะเย้ย ช่างเป็นคนครอบครัวเดียวกันโดยแท้
อวิ๋นเหยาเหยาในวัยเยาว์มักจะก้มหน้าอดทน ยึดถือคติแบกรับความอัปยศ ในบ้านหลังนี้ นอกจากมารดาที่ล่วงลับไปแล้ว นางคือเป้านิ่งที่ใหญ่ที่สุด ต่อให้คนในบ้านนี้จะมีเรื่องขัดแย้งกันเอง แต่เมื่อเจอหน้าคราใด พวกเขาก็พร้อมใจกันสามัคคีเพื่อ "กำจัดศัตรู" อย่างนางทันที
นางนั่งลงที่โต๊ะอาหารอย่างสงบเงียบ ทำราวกับไม่รับรู้ถึงเจตนาร้ายรอบกาย ชาติก่อนนางทำอย่างไรนะ... หลังจากไปถึงเมืองหลวงและแต่งให้เฉินอู๋หมิงได้ไม่กี่ปี นางก็แอบหาความผิดของบิดาจนเขาถูกปลดจากตำแหน่ง
บิดาแท้ๆ ที่ในหัวคิดแต่จะขายนางเพื่อแลกกับความก้าวหน้า นางเห็นแก่สายเลือดและบุญคุณที่เลี้ยงดูมา จึงเพียงแค่ตัดเส้นทางราชการของเขาเสีย
ส่วนอนุเซี่ย ที่อาศัยความโปรดปรานของบิดมารังแกนางมาแต่เล็กแต่น้อย อวิ๋นเหยาเหยาก็ส่งนางโลมชื่อดังเข้าไปในจวนเพื่อแย่งชิงความรักที่นางให้ความสำคัญที่สุด ให้นางโลมผู้มีชั้นเชิงเหล่านั้นสั่งสอนจนนางต้องอยู่อย่างทุกข์ระทม
สำหรับบุตรชายหญิงของนางที่คอยกลั่นแกล้งนางทั้งต่อหน้าและลับหลัง ก็ล้วนพบกับอุปสรรคและพ่ายแพ้ด้วยน้ำมือของนางเช่นกัน
อวิ๋นเหยาเหยาค่อยๆ กลืนอาหารรสเลิศลงคอด้วยสีหน้าเรียบเฉย บางทีนางอาจเคยเป็นผู้น่าสงสารที่ไม่มีใครรัก แต่นางไม่ใช่คนใจบุญสุนทานที่จะตอบแทนความแค้นด้วยความดีแน่นอน
ยามที่นางยังติดอยู่ในกรงขังแห่งนี้ นางเคยเกลียดพวกเขาเพียงใด... เกลียดบิดาที่รักอนุจนลืมเมียเอก เกลียดอนุเซี่ยที่หน้าเนื้อใจเสือ อิจฉาริษยาพี่น้องคู่นั้นที่ได้รับความรักท่วมท้น ในโลกของนางตอนนั้น พวกเขาคือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือขุนเขาและอุปสรรคที่ยากจะข้ามพ้น
ทว่ายามนี้ ทุกอย่างเริ่มต้นใหม่ นางนั่งอยู่ต่อหน้าพวกเขา แต่ใจกลับสงบนิ่งดั่งผิวน้ำ
เพราะนางรู้ดีว่า ยามนี้นางแข็งแกร่งพอ และมีสติปัญญาเพียงพอที่จะโต้กลับพวกเขาได้แล้ว
ชาตินี้ นางจะยังคงจัดการคนทั้งสี่คนนี้เช่นเดิม เพียงแต่ท่วงท่าจะสุขุมและแนบเนียนกว่าเดิม จะไม่ยอมให้พวกเขามาส่งผลกระทบต่อชีวิตอันงดงามในอนาคตของนางแม้เพียงเศษเสี้ยวเดียว
วันนี้คือวันที่สามเดือนสาม... ยังเหลือเวลาอีกสิบวัน ก่อนที่ท่านน้าจะเดินทางมาเจียงโจวเพื่อรับนางเข้าเมืองหลวง
สิบวัน... เพียงพอให้นางทำอะไรได้หลายอย่างแล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ บิดาก็เรียกบุตรสาวคนโตเข้าไปในห้องหนังสือ
เมื่อนางยืนอยู่ต่อหน้าเขาอย่างสงบเสงี่ยม ท่ามกลางแสงแดดที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา เขาก็ลอบสังเกตนางอย่างละเอียดเป็นครั้งแรกในรอบนานปี
ความรู้สึกแรกที่เขาสัมผัสได้คือ... ความผอม
เด็กหญิงวัยสิบสองปี กลับดูไม่แข็งแรงกำยำเท่ากับน้องสาวที่อายุน้อยกว่านางปีหนึ่ง ร่างกายที่ขาวซีดซูบผอมที่ยืนอยู่ตรงนั้น ดูราวกับจะปลิวไปตามลมได้ทุกเมื่อ
เขาจิบชาพลางมองอยู่นานจึงได้สติ พูดตามตรง เขาแทบไม่เชื่อว่านี่คือบุตรสาวของตน หากไม่ใช่เพราะใบหน้านี้ได้รับจุดเด่นมาจากเขาและอดีตภรรยา และมีเค้าลางความงามของดรุณีแรกรุ่นอยู่บ้าง เขาคงสงสัยว่านี่เป็นเด็กขอทานมาจากที่ใด
นึกถึงคำพูดที่อนุเซี่ยพร่ำบอกเมื่อคืนเรื่องการเลี้ยงดูนางให้ดีเพื่อส่งตัวเข้าจวนเจ้าเมือง เขาก็ขมวดคิ้ว “ช่วงนี้ร่างกายของเจ้าฟื้นไข้เป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อเทียบกับบุตรสาวคนเล็กที่ปากหวานชอบออดอ้อนเยี่ยงนี้ การอยู่กับบุตรสาวคนตรงหน้ากลับทำให้เขารู้สึกขัดเขิน ทำได้เพียงเอ่ยตำหนิและวางท่าให้น่าเกรงขามดั่งการสั่งสอนลูกน้องไม่กี่ประโยค
อวิ๋นเหยาเหยาก้มหน้าต่ำ ท่าทางดูขลาดกลัว “เรียนท่านพ่อ ลูกดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ”
บิดาหาได้ใส่ใจในคำตอบไม่ เขาเพียงพูดในสิ่งที่อยากพูด “พ่อได้มองหาการแต่งงานที่เหมาะสมไว้ให้เจ้าแล้ว ช่วงนี้เจ้าจงดูแลร่างกายให้ดี เมื่อพักฟื้นจนดีขึ้นแล้ว ทั้งสองตระกูลจะได้มาดูตัวกัน”
ดูตัวเพื่อไปเป็นอนุของคนอื่นน่ะหรือ? มีเพียงบิดาของนางเท่านั้นที่ไร้ยางอายและไม่เกรงกลัวฟ้าดินได้ถึงเพียงนี้
“ลูกจะทำตามที่ท่านพ่อสั่งเจ้าค่ะ” อวิ๋นเหยาเหยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง ก่อนจะยืนนิ่งเป็นท่อนไม้อยู่ที่เดิมโดยไม่เอ่ยคำใด มือเรียวขยำผ้าเช็ดหน้าเบาๆ มองดูอย่างไรก็เป็นเพียงคนไร้ค่าที่เข็นไม่ขึ้นและดูไม่มีสง่าราศี
บิดามองแล้วรู้สึกขัดใจขึ้นมาทันที อยู่ๆ ก็รู้สึกรำคาญตาอย่างยิ่ง เมื่อเอ่ยต่ออีกไม่กี่คำแล้วเห็นนางยังคงมีท่าทีหวาดระแวงเช่นเดิม จึงโบกมือไล่นางออกจากห้องหนังสือไป
อย่างไรเสียก็ต้องแต่งเข้าบ้านอื่นไปแล้ว จะไร้กิริยาอย่างไรก็ไม่รกหูรกตาเขา ขอเพียงนางว่าง่ายและเชื่อฟังก็พอแล้ว
อวิ๋นเหยาเหยาเดินผ่านสายตาหลากหลายรูปแบบของพวกบ่าวไพ่ กลับไปยังห้องนอนที่ตั้งอยู่มุมอับทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเรือนหลัง
จำได้ว่าในชาติก่อน นางขัดขืนสุดชีวิต โต้เถียงบิดาจนเรื่องราวบานปลายใหญ่โต หลังจากนั้นก็ถูกทำโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชนถึงสองวันสองคืน
หากไม่ใช่เพราะกลัวนางจะตายไปจนไม่มีคนส่งมอบให้ทางนั้น คนตระกูลนี้คงไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ แน่
ดังนั้น แม้ภายหลังท่านน้าจะมารรับนางไป ก็ต้องเสียแรงไปไม่น้อย ไม่เพียงแต่ชื่อเสียงของนางจะมัวหมอง แต่ยังต้องเสียผลประโยชน์ให้แก่บิดาผู้โลภมากของนางอีกมากมาย
คนหน้าไหว้หลังหลอกที่รักศักดิ์ศรีจอมปลอมเช่นนี้... อวิ๋นเหยาเหยากระตุกยิ้มที่มุมปาก การจากไปครานี้ อย่างน้อยนางต้องลอกหนังคนบ้านนี้ออกมาให้ได้สักชั้นหนึ่งก่อน!
.
