บท
ตั้งค่า

1

ฉันเดินออกจากห้องน้ำก่อนเดินเข้าไปกระแทกตัวนั่งที่เก้าอี้แลคเชอร์ตัวหนึ่งภายในห้องเรียนอย่างหงุดหงิด นี่เป็นเทอมสุดท้ายแล้ว ไม่คาดคิดด้วยซ้ำว่ายัยนั่นจะหน้าด้านพอเข้ามาคุยด้วย ทั้งที่แทบไม่ได้คุยกันเป็นชิ้นเป็นอันนับตั้งแต่เรื่องนั้น

“เป็นอะไรไปวา? หน้าบูดเป็นตูดลิงเชียว?”

ฉันปรายตามองคนถามที่เป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยประถม แต่รู้ตัวดีว่าหงุดหงิดเกินกว่าจะเอ่ยปากตอบคำถามเพื่อนรักที่ไม่คิดที่จะหักหลังฉันสักครั้ง จึงทำได้เพียงพ่นลมหายใจหนัก ๆ ออกมา

ฉันชื่อทิวา อเนกพงศ์ เพื่อน ๆ ส่วนใหญ่มักเรียกชื่อจริงฉัน เพราะสั้นกระชับ แต่ก็อย่างที่เพื่อนรักเรียก ฉันมีชื่อเล่นว่า ‘วา’ ตอนนี้ฉันเป็นนักศึกษาปีสี่ สาขาภาษาอังกฤษของมหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดังแห่งหนึ่ง ฉันไม่ใช่คนรวยล้นฟ้าหรอก ครอบครัวฉันมีธุรกิจขายอุปกรณ์ก่อสร้างเล็ก ๆ ในจังหวัดเท่านั้น แต่ที่มาเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้ เพราะฉันสอบชิงทุนได้ เป็นทุนการศึกษาที่จะช่วยสนับสนุนด้านค่าเทอมจนกว่าจะจบการศึกษา ซึ่งแน่นอนว่าต้องใช้เวลาเรียนไม่เกินสี่ปีเท่านั้น และฉันก็ค่อนข้างมั่นใจว่าฉันจะจบได้ภายในสามปีครึ่งแน่ ๆ ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ส่วนหนึ่งมาจากการสนับสนุนของครอบครัว และเงินจากงานพิเศษที่ฉันทำหลังเลิกงานและเสาร์ – อาทิตย์

“ตกลงแกจะบอกฉันได้หรือยังว่าอะไรทำให้แกมานั่งหงุดหงิดอย่างนี้?” ดูเหมือนยัยเพลง หรือเพลงดาว จะไม่ยอมปล่อยให้ฉันปิดปากเงียบได้ง่าย ๆ

ฉันถอนหายใจ รู้ดีว่าถ้าไม่พูด ยัยเพลงดาวก็จะต้องเซ้าซี้จนกว่าจะได้คำตอบนั่นแหละ “ฉันเจอยัยอาโปในห้องน้ำ”

แล้วบทสนทนาของเราก็ชะงัก เพราะคนที่ตกเป็นหัวข้อสนทนาเดินผ่านเข้ามาในห้องเรียนที่ฉันกับเพื่อนร่วมเซคนั่งรออาจารย์อยู่ แน่นอนว่าฉันไม่พลาดที่จะส่งสายตาไม่เป็นมิตรไปให้คู่แค้นทันที

“แล้วยัยนั่นมีธุระอะไรกับแก? อย่าบอกนะว่าแกทะเลาะกับยัยอาโป?” เพลงดาวกระซิบกระซาบด้วยความเป็นห่วง “แกรู้ใช่ไหมว่าถ้ามีเรื่องทะเลาะวิวาทในมหา’ลัยน่ะ จะโดนตัดคะแนนความประพฤติ แถมต้องโดนให้ไปบำเพ็ญประโยชน์ด้วยนะแก แล้วถ้าแกถูกตัดคะแนน มันมีผลกับทุนที่แกกำลังสมัครอยู่นะ”

“รู้น่า” ฉันบอกอย่างหงุดหงิด “ฉันไม่เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือหรอก”

“ดีแล้ว” เพลงดาวเหมือนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกที่ฉันไม่ลุแก่โทสะ จนกลายเป็นเรื่องราวบานปลาย “แล้วสรุปยัยอาโปมาคุยกับแกเรื่องอะไร?”

“นายยูตะ”

“ยูตะ?” เพลงดาวนิ่งไปเหมือนกำลังคิด สีหน้างุนงงค่อยกระจ่างขึ้นเมื่อนึกออกว่าเจ้าของชื่อคือใคร “อ๋อ! นายเฉิ่มที่นาน ๆ มาเรียนทีอะนะ?”

“อืม” ฉันตอบรับในลำคอ ก่อนที่จะอธิบายต่อ “ยัยนั่นมาขอให้ฉันเลิกยุ่งกับกับนายยูตะ”

“ทำไมล่ะ?” สีหน้ายัยเพลงดาวตอนนี้ คงไม่ต่างจากฉันตอนที่ได้ฟังคำขอของยัยคู่แค้นเป็นครั้งแรกนั่นแหละ

“ก็เพราะยัยนั่นชอบนายยูตะน่ะสิ” ฉันบอกด้วยน้ำเสียงกระหายความชนะ

ฉันกับยัยอาโปมีเรื่องแค้นเคืองอะไรกันมาก่อนน่ะเหรอ?

อ๋อ! จริง ๆ สำหรับคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอกมั้ง แต่สำหรับฉันมันเป็นเรื่องที่แันไม่สามารถรับได้โดยเด็ดขาด!

เรื่องมันมีอยู่ว่าเมื่อก่อน ฉัน เพลงดาว และยัยอาโปเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่สมัยประถมแล้วล่ะ เราเรียนห้องเดียวกันมาโดยตลอด จนกระทั่งมัธยมปลาย ฉันจำได้ว่าตอนนั้นเป็นช่วงปิดเทอมกำลังจะขึ้น ม. 6 ฉันได้ส่งใบสมัครชิงทุนของโรงเรียนเพื่อไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาสองเดือน ซึ่งจะไปในช่วงปิดเทอมพอดี ฉันหวังที่จะได้ทุนนั้นมาก ถึงขั้นยอมสมัครทำงานพิเศษเพื่อจะเก็บเงินไว้เป็นค่าขนมตอนที่อยู่ไปแลกเปลี่ยนที่นั่น ซึ่งทุนที่ว่ามันมีอยู่เพียงระดับชั้นละทุนเท่านั้น ฉันตั้งใจเขียนบทความและเรียนให้ได้เกรดดี ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้ไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนนั้น แต่สุดท้ายฉันก็ชวด เพราะอะไรน่ะเหรอ?

หึ! ก็เพราะยัยอาโปได้ทุนนั้นไปตัดหน้าฉันน่ะสิ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็พูดเป็นดิบดีว่าไม่อยากได้ทุนและจะไม่ลงสมัคร ทั้ง ๆ ที่นางก็รู้ว่าฉันน่ะอยากได้ทุนนี้มากแค่ไหน แต่สุดท้ายนางก็แย่งทุนฉันไปหน้าตาเฉยเลย! เพียงเพราะยัยนั่นเป็นนักกีฬาโรงเรียน ทางคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยครูหลายคนในโรงเรียนจึงเลือกนางแทนฉัน

ฉันโกรธ! โกรธมาก! ไม่ใช่ว่าฉันจะสกัดดาวรุ่งไม่ให้เพื่อนลงสมัครชิงทุนหรอกนะ แต่ฉันก็ถามย้ำแต่แรกแล้วว่าเพื่อน ๆ ฉันมีใครจะลงสมัครไหม? ซึ่งยัยเพลงดาวกับยัยอาโปปฏิเสธการลงสมัครเองตั้งแต่แรก ถ้าสองคนนั้นคิดจะสมัครทุนนั้นเหมือนกัน ฉันคงจะไม่สมัคร เพราะไม่อยากแข่งขันกับเพื่อน

การที่ฉันชวดทุนมันไม่ใช่ประเด็นหรอก ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า ยัยอาโปเป็นคนกลับคำกลืนน้ำลายตัวเองในโค้งสุดท้าย ทรยศความไว้ใจของฉัน และปาดหน้าเค้กได้ทุนที่ฉันทุ่มเทกับมันไปต่างหาก!

นับตั้งแต่นั้นมาความเป็นเพื่อนที่ฉันมีให้ยัยนั่นก็ขาดสะบั้นลง ฉันยื่นข้อเสนอกับยัยเพลงดาวให้เลือกข้าง และฉันก็ซาบซึ้งใจจริง ๆ ที่เพลงดาวเลือกที่จะอยู่ข้างฉันแทนที่จะเป็นยัยคนทรยศนั่น

“ชอบ? นายนั่นเนี่ยนะ?” ฉันมองตามสายตาของเพลงดาวไปยังประตูห้อง ก็พบว่านายยูตะกำลังเดินผ่านประตูเข้ามา และมุ่งหน้าไปนั่งยังเก้าอี้ทั้งตั้งอยู่มุมหนึ่งด้านหลังห้องเรียนกว้าง ๆ ที่มีคนเรียนอยู่แค่สิบกว่าชีวิต โดยมีสายตาของฉันกับเพื่อนรักมองตามไป ก่อนที่เพลงดาวจะหันมาคุยกับฉันด้วยสีหน้าเหมือนพบเจอเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในชีวิต “ไม่น่าเป็นไปได้นะ”

ฉันเหลือบไปสบตาของยัยอาโปที่มองตรงมายังฉันอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะลุกขึ้นยืน แวะส่งยิ้มเยาะให้คู่แค้นเล็กน้อย แล้วมุ่งหน้าตรงไปหา ‘นายเฉิ่ม’ ที่ยัยเพลงดาวให้ฉายาไว้ ก่อนทรุดกายนั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ กัน

ก็อย่างที่ยัยเพลงดาวว่านั่นแหละ มันไม่น่าเชื่อเลยสักนิดว่ายัยอาโป สาวนักกีฬาประจำมหาวิทยาลัยจะมาหลงรักผู้ชายที่เรียกได้ว่าเป็น ‘Nobody’ ที่แท้ทรูอย่างนายยูตะได้

ก็ถ้าฟังจากชื่อและนามสกุล ก็เป็นที่รู้กันดีว่านายยูตะ ฮิเดอากิ ก็คงจะพอรู้กันล่ะนะ ว่านายนี่มีเชื้อสายญี่ปุ่นอยู่ในตัว และด้วยความที่พูดไทยได้ชัด ทุกคนในสาขาจึงรับรู้ว่ายูตะเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น หลาย ๆ คนคงจินตนการบรรเจิดไปว่านายนี่คงต้องหล่อเหลามากแน่ ๆ หลังจากที่ได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของเขา

ฉันก็ไม่อยากดับฝันสาวช่างฝันหรอกนะ แต่นายนี่ตรงข้ามกับคำว่าหล่อและมีเสน่ห์ทุกอย่างเลยล่ะ ผมสีดำของเขาไว้ยาวเป็นล้อมรอบกรอบหน้า มันคงจะดีกว่านี้ถ้านายนี่จะรู้จักนวัตกรรมที่เรียกว่า ‘เจลแต่งผม’ บ้าง กรอบดวงตาเรียวแสนไร้เสน่ห์อยู่ภายใต้แว่นตากรอบหนาที่ยิ่งทำให้ไม่ชวนมองเข้าไปใหญ่ ไหนจะการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลวมกว่าขนาดตัวจริงนั่นอีก ยิ่งเมื่อบวกกับการที่ไม่ค่อยพูดค่อยจา เรียกได้ว่าแทบจะนับครั้งได้ที่จะมีคนได้ยินเสียงของนายนี่ ยิ่งส่งให้ยูตะดูเป็นผู้ชายที่น่าเบื่อ ค่อนไปทางไม่น่าคบค้าสมาคมด้วยเสียเลย

นั่นคงเป็นเหตุผลที่ทำให้นายนี่มาเรียนเทอมล่ะไม่กี่วันตั้งแต่ปีหนึ่งแล้ว เรียกได้ว่ายูตะเป็นบุคคลที่แทบจะไร้ตัวตนในสาขาหรือมหาวิทยาลัยแห่งนี้เลยก็ว่าได้ จริง ๆ ถ้าจะว่ากันตามตรงแบบที่ไม่ต้องมานั่งแคร์ว่าจะฟังเป็นคนใจร้ายล่ะก็นะ ฉันคงพูดได้ว่านายนี่ไม่น่าจะมีชื่อในทำเนียบนักศึกษาจนถึงปีนี้ด้วยซ้ำ เพราะเขาน่ะเข้าเรียนแทบจะนับครั้งได้ กิจกรรมรับน้องของคณะก็ไม่มาร่วม กิจกรรมสาขาก็หายหัว โผล่มาอีกทีตอนสอบ ไม่มีใครรู้ว่าเขาไปไหน… แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีใครให้ความสนใจเขาอยู่แล้วล่ะ เพราะเขาเองก็ดูจะไม่ชอบสุงสิงกับใครเหมือนกัน พอเห็นเทอมนี้นายยูตะมาเรียนบ่อยขึ้น ฉันก็เลยอดแปลกใจไม่ได้ว่าบางทีอาจารย์อาจจะสงสารเลยไม่โดนรีไทร์ แล้วยื่นข้อเสนอให้นายจืดนี่มาเรียนให้บ่อยขึ้นแทนล่ะมั้ง

และด้วยความที่ฉันเป็นหัวหน้าสาขาประจำรุ่นนี้ ทั้งยังครองตำแหน่งคณะกรรมการนักศึกษาของคณะ พ่วงด้วยตำแหน่งดาวคณะในรุ่นปีของตัวเองด้วยอีกหนึ่งตำแหน่ง ฉันจึงต้องทำการสอดส่องสารทุกข์สุกดิบของเพื่อนร่วมรุ่นเสียหน่อย และนั่นเองคงเป็นเหตุผลที่ยัยอาโปเห็นว่าฉันให้ความสนใจนายทึ่มนี่เป็นพิเศษล่ะมั้ง

“นี่… นายยูตะ” ทุกคนในห้องหันมามองฉันเป็นตาเดียว โดยเฉพาะยัยอาโป คงกำลังสงสัยกันล่ะมั้งว่าทำไมผู้หญิงที่เป็น ‘Somebody’ ของคณะ ถึงได้ว่าเสียเวลาพูดคุยกับนาย ‘Nobody’ คนนี้อยู่ได้ ทั้งที่ทุกคนก็ไม่ค่อยอยากคบค้าสมาคมกับเขานักหรอก “หายหน้าไปนานเลยนะ นายมีปัญหาอะไรรึเปล่า? บอกฉันได้นะ เผื่อฉันช่วยได้”

“เปล่า” คำตอบนั้นแทบจะไม่เล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากของเขาด้วยซ้ำ ก่อนที่เขาจะเมินฉันไปมองหนังสือที่วางอยู่ตรงหน้าแทน ฉันหน้าม้านไปเล็กน้อย รู้สึกฉุนกึกขึ้นมาติดหมัดที่ถูกเมินอย่างนั้น ปกติมีแต่คนอยากคุยกับฉัน แล้วนายจืดนี่กลับทำท่าเหมือนอยากหนีไปจากตรงนี้ทั้งที่ฉันอุตส่าห์เดินเข้ามาคุยด้วยนี่นะ!? บ้าไปแล้ว!

“นี่… ฉันเป็นห่วงนายจริง ๆ นะ” เงียบ… นั่นคือการตอบสนองที่ฉันได้รับจากนายจืด เขาไม่ไหวติงอะไร ไม่ขอบใจในความหวังดี หรือไม่แม้แต่จะมองหน้าฉันด้วยซ้ำ! มันน่า… เฮ้อ…! “เอาเป็นว่าถ้านายกลัวเรียนไม่ทันเพื่อน ฉันติวให้นายก็ได้นะ”

เป็นอีกครั้งที่นายจืดทำเพียงปรายตามองฉันอย่างเฉยเมย ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นเพื่อย้ายไปนั่งอยู่อีกมุมห้องหนึ่งเพื่อเลี่ยงการรบกวนของฉันแทนที่ ฉันรู้สึกว่าหน้าร้อนผ่าวด้วยความอับอายอย่างเหลือคณาที่ถูกนายทึ่มไร้สังคมคนนั้นเมิน แถมยังเดินหนีอีกต่างหาก แต่พอหันไปเจอสายตาเหมือนจะเยาะของคู่แค้น ฉันจึงเชิดปลายคางขึ้นสูง ข่มความอายและโทสะเอาไว้ แล้วเดินกลับไปนั่งข้างเพลงดาวเหมือนเดิม

“ฉันว่าแกอย่าไปยุ่งกับนายนั่นเลยดีกว่านะ ไม่งั้นแกจะพาลโดนคนอื่นรังเกียจไปด้วย” ฉันทำเพียงถอนหายใจเบา ๆ ให้กับคำแนะนำของยัยเพลงดาว

การ Bully ในสถานศึกษามีให้เห็นได้ทั่ว ๆ ไป ขึ้นอยู่กับว่ามันจะรุนแรงแค่ไหนเท่านั้นเอง และดูเหมือนทุกคนในสาขาจะค่อนข้างแอนตี้และกลั่นแกล้งนายยูตะด้วยการไม่คบค้าสมาคมด้วย แถมบางคนหนักข้อมาก ๆ ก็เคยแกล้งเขาด้วยวิธีเอาชนะคะคานแบบเด็ก ๆ นั่นคงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายนั่นไม่ค่อยอยากจะมาเรียนเท่าไหร่ และการที่ฉันหยิบยื่นไมตรีให้นายจืดนั่นต่อหน้าเพื่อนร่วมชั้น ฉันก็พอจะรู้อยู่หรอกว่าอาจจะโดนหางเลขไปด้วย แต่… ความต้องการเอาชนะยัยอาโปมันมีอานุภาพรุนแรงกว่าความกลัวจะถูกรังเกียจนั้น และฉันมั่นใจว่าด้วยสถานะทางสังคมที่มีในคณะ คงไม่มีใครกล้าทำอะไรรุนแรงกับฉันนักหรอก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel