๖ เผชิญหน้า (๒)
“เอม” เปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวสำหรับเป็นพนักงานเสิร์ฟอาหาร ชุดที่สวมค่อนข้างเรียบร้อยต่างจากตัวจริงของหล่อนพอสมควร ผมรวบขึ้นเก็บหมดเห็นใบหน้าสวยชัดเจน ทำงานมาหลายสัปดาห์ก็ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้บ้างแล้ว
ด้วยหน้าตาสวยหมดจดของหล่อนทำให้ได้พบกับคนหลากหลายรูปแบบ ผู้ชายที่เข้ามาจีบโดยตรงไม่อ้อมค้อม กับคนที่เข้ามาเพื่อขอซื้อเธอไปเป็นเด็กเลี้ยง หรือทำเหมือนจะหยอดทั้งที่มากับเมียตัวเอง พบมาหมดแล้วต้องพยายามพูดเพื่อรักษาน้ำใจ แม้ในใจจะด่าไปหลายร้อยรอบก็ตาม
แต่เมื่อหล่อนออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าพร้อมทำงาน กลับพบคนที่คุ้นหน้ากันเป็นอย่างดี เขาเรียกเธอแล้วรีบเดินมาหยุดยืนตรงหน้า ทำให้เห็นหน้าของร่างสูงชัดเจนนึงได้ยิ้มกว้างพลางเอ่ยทักทายเพื่อนตัวเอง
“อ้าวโต้ง มาทำงานที่นี่เหมือนกันเหรอ” ไม่คิดว่าจะเจอชายหนุ่มที่นี่ด้วยซ้ำจึงได้ถาม เขาพยักหน้าพลางบอกเธอโดยไม่ปิดบังแววตาแห่งความสุขเอาไว้
ชายหนุ่มก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะเจอเธอที่นี่...โชคดีเหลือเกิน
“ใช่ ทำพาร์ทไทม์เพราะแค่งานบัญชีอย่างเดียวเงินไม่พอใช้หรอก เดี๋ยวนี้เขาทำสองงานกันทั้งนั้นแหละ” เรียนจบด้านบัญชีมาโดยตรงแต่เหมือนเงินเดือนที่ได้จะไม่พอค่าใช้จ่าย เพราะมารดาของเขาต้องเข้าโรงพยาบาลเพื่อฟอกไตทุกสัปดาห์ แต่ละครั้งก็มีค่าใช้จ่ายซึ่งค่อนข้างมากพอสมควร งานเดียวไม่สามารถเลี้ยงปากท้องได้
จึงเอาเวลาว่างในช่วงวันหยุดและตอนเย็นมาทำงานเสริม ไม่คิดว่าจะได้เจอกับผู้หญิงที่ตัวเองไม่อาจลืมได้ แม้เราจะเลิกรากันมาหลายปีแล้ว หล่อนก็ยังคงติดอยู่ในใจของเขาเหมือนเดิม
“แม่ดีขึ้นหรือยัง” คอยถึงเรื่องมารดาเขาที่เธอเคยเจอหลายครั้ง ท่านเป็นคนใจดีแล้วชอบชวนคุย ยามไปบ้านของอีกฝ่ายรู้สึกอบอุ่นมากกว่าอยู่บ้านตัวเองอีก ถึงจะเลิกรากันไปแต่ก็ยังคงเหลือความเป็นเพื่อนเอาไว้
เพราะคนหมดรักคือเธอ...
ที่จริงจะเรียกว่ารักก็ไม่ถูก เขาเข้ามาตรงจังหวะอ่อนแอจึงได้ตอบตกลงคบ จนสุดท้ายรู้ว่าไปกันไม่ได้ขืนรั้งไว้ก็สงสารชายหนุ่ม จึงเลือกปล่อยเขาไปให้เจอคนที่ดี
คนที่รักอีกฝ่ายอย่างจริงใจดีกว่า
“ดีขึ้นมากแล้ว ขอบใจมากนะที่ให้ยืมเงิน เดี๋ยวเราจะทยอยคืนให้” ตัวเองก็ไม่ค่อยมีเงินเท่าไหร่แต่ยังอุตส่าห์ใจดีให้เขายืมเพราะรู้ว่าชายหนุ่มจำเป็นต้องใช้มากกว่า ทำให้เขายิ่งซาบซึ้งมากกว่าเดิมในน้ำใจของหล่อน
“อือ ไม่เป็นไร...ยังไงก็เพื่อนกัน” รอยยิ้มหล่นหายไปเมื่อได้ยินสถานะของเรา เพราะเขารู้ว่าต่อให้พยายามแค่ไหนเธอก็คงไม่หันมามองกัน แต่ก็เลือกจะรออยู่ที่เดิมเพราะใจรักไปแล้วจะให้ถอยกลับมาก็ยาก
ขอลองดูสักตั้งก็คงไม่เสียหาย...
“แม่เราถามหาเอมประจำเลย บอกว่าคนสวยของแม่ไม่มาแล้วเหรอ ถ้าว่างช่วงไหนไปหาแม่เราหน่อยได้ไหม แกบอกว่าจะเตรียมอาหารที่เอมชอบไว้ให้” คนถามกลั้นหายใจรอคำตอบด้วยซ้ำ ขณะที่เธอก็ลองทบทวนดูเห็นว่าไม่มีอะไรเสียหายจึงพยักหน้าตกลง
“ได้สิ”
อย่างไรพวกเขาทั้งสองก็คือเพื่อนกัน เธอรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้คิดกับชายหนุ่มมากกว่านั้น ถึงแม้ว่าเขาจะต้องการเลื่อนสถานะก็ตาม แต่เป็นแบบนี้ก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่หรือ
“ดีเลย” แล้วพวกเขาก็แยกย้ายไปทำงานตามหน้าที่
เธอขยันขันแข็งกับงานที่ทำให้คุ้มกับค่าจ้าง โดยไม่ได้คิดถึงใครบางคนที่อยู่ห่างกันคนละอำเภอด้วยซ้ำ บ้านของหล่อนอยู่ในตัวจังหวัดจึงย้ายกลับมาบ้านเดิม ขณะที่เขาอยู่อำเภอใหญ่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร
ห่างก็ดีเหมือนกัน เผื่อมันจะทำให้คิดถึงเขาน้อยลง...
ขณะเดียวกันมีชายคนหนึ่งกำลังนั่งมองอาหารด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เหมือนว่าสิ่งรอบข้างไร้สีสันขาดชีวิตชีวาไปด้วย มองไปทางไหนก็ดูอึมครึมเสียเหลือเกิน ไม่รู้นานเท่าไหร่นับจากวันที่หญิงสาวห่างออกไป แม้ตนจะเป็นฝ่ายเอ่ยปากไล่ก็ตาม
แต่เอมไอรินต้องการแบบนั้นไม่ใช่เหรอ คงเพราะหาหลักยึดใหม่ได้แล้วจึงตีตัวออกห่างกัน ยิ่งคิดก็เพิ่มความหงุดหงิดจนกลายเป็นไม่อยากอาหารไปเสียดื้อๆ
“อิ่มแล้วเหรอคะ” คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามรีบถามทันที
อนามิกาอยู่ที่บ้านหลังนี้มาหลายวันแล้วแต่ก็ยังทำตัวไม่ถูกยามอยู่กับชายหนุ่ม เขามักมีใบหน้าบึ้งตึงอยู่เป็นนิจ ทั้งยังเสียงดังแล้วชอบดุด่าคนงานอีกต่างหาก เหมือนหงุดหงิดตลอดเวลาจนเธอไม่เข้าใจว่าไปแหย่รังแตนที่ไหนได้ทุกวัน
ตอนแรกก็กังวลว่าจะต้องยอมพลีกายให้อีกฝ่าย ทว่าความกลัวก็หมดไปเพราะเขาแยกห้องนอนกับเธอชัดเจน ทั้งไม่เคยเข้ามาหายามค่ำคืนอีกต่างหาก เรียกว่าต่างคนต่างอยู่ก็ไม่ผิดนัก ต่างจากก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
เกิดอะไรขึ้นกับไตรเตชินกันนะ...
“อิ่มแล้วล่ะ” ตอบอย่างขอไปทีโดยไม่มองหน้าเธอด้วยซ้ำ เขาหงุดหงิดทุกครั้งยามเห็นหญิงสาว ความชอบแปรเปลี่ยนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน
