๕ ตัวจริงมาตัวสำรองต้องถอย (๔)
“จะไปไหน” คว้าแขนเรียวเอาไว้เมื่อไม่มีทีท่าว่าหล่อนจะหันกลับมามองกัน ยอมเสียหน้าเป็นฝ่ายทำลายความเงียบก่อน แต่หล่อนกลับสะบัดแขนเขาทิ้งอย่างไม่ไยดีแล้วเอ่ยเสียงเย็นชา ความน้อยใจเริ่มก่อตัวจนกลั่นเป็นน้ำตาแต่พยายามกลั้นเอาไว้ไม่ยอมให้มันไหล เธอจึงไม่อยากหันไปมองเขาให้ชายหนุ่มเห็นความอ่อนแอของตน
“กลับห้อง” คนฟังกัดฟันแน่นจนเห็นสันกราม ความเงียบที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนช่องว่างที่ทำให้พวกเขายิ่งห่างไกลกันมากกว่าเดิม ก่อนที่คนตัวสูงจะตัดสินใจเอ่ยบางอย่างที่ทำร้ายจิตใจคนฟังมากกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
เพราะเขาทำเพื่อความสะใจของตัวเองอย่างเดียว...
“เก็บของกลับไปให้หมด อย่าเหลือไว้ในห้องฉันแม้แต่ชิ้นเดียว ไม่อย่างนั้นฉันจะโยนลงถังขยะ” แม้ของในห้องเขาจะมีไม่เยอะแต่ก็ใช้เวลาเก็บเกือบสิบนาทีเพราะมองภาพตรงหน้าไม่ค่อยชัด ม่านน้ำตาบดบังเอาไว้จนต้องรีบปาดน้ำตาออก คว้าเสื้อผ้ากับเครื่องสำอางบางส่วนแล้วเดินแกมวิ่งกลับไปห้องของตัวเอง
ขณะที่เขาก็เดินเข้าห้องน้ำไปนานแล้ว ยืนอยู่ใต้ฝักบัวเพื่อให้น้ำเย็นชะล้างความรู้สึกในใจบ้าง
ทำไมเขาถึงไม่ดึงเธอเข้ามาโอบแทนที่จะไล่ออกไป...ผลลัพธ์มันจะต่างจากตอนนี้หรือเปล่า
ร่างสูงทำได้เพียงแค่คิดเพราะความจริงเขาได้ทำร้ายจิตใจหญิงสาวไปแล้ว สิ่งเดียวที่ชายหนุ่มชดเชยได้ในตอนนี้ก็คือการกลับไปขอโทษ ซึ่งคนปากหนักอย่างไตรเตชินไม่มีวันเอ่ยคำนั้นออกไปอย่างแน่นอน
เหมือนว่าการทะเลาะกันครั้งนี้ของพวกเขา คล้ายจะรุนแรงมากกว่าครั้งไหนเสียอีก...
ยามเช้าที่อากาศสดชื่นแจ่มใส เหมาะแก่การออกไปเดินเล่นรับแดดยามเช้าเป็นอย่างมาก ทว่าร่างบางกลับตื่นสายกว่าทุกวันต่างจากปกติที่มักรู้สึกตัวตั้งแต่ฟ้าไม่ทันสาง สองสามวันมานี้หล่อนมีอาการง่วงนอนบ่อยผิดปกติ จะว่านอนไม่เต็มอิ่มก็ไม่ใช่เพราะนอนแต่หัววันโดยไม่มีใครมารบกวนตลอด
นับจากวันที่ทะเลาะกันคราวนั้นก็ผ่านมาเกือบสองสัปดาห์แล้วที่พวกเราไม่ได้พูดคุยกัน เรียกว่าเขาออกไปจากไร่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงเพื่อทำธุระตามที่แม่บ้านเก่าแก่บอก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่กลับบ้านด้วยซ้ำ โดยเธอไม่รู้ว่าเขาไปทำธุระเรื่องงานหรือเรื่องอื่นกันแน่
บอกตัวเองให้ปล่อยวางแต่ก็ไม่เคยทำใจปล่อยเรื่องของเขาได้จริงสักที สุดท้ายก็เป้นตนที่ต้องเจ็บปวดอยู่ผู้เดียว
แค่คำว่าขอโทษที่อยากได้ยิน...เขายังให้กันไม่ได้เลย
“น้องเอม ดอกเดซี่เยอะเลย” หล่อนหันไปมองคนที่เข้ามาใหม่ก่อนลดระดับสายตาจดจ้องยังดอกไม้ขนาดเล็กสีขาวบริสุทธิ์ แต่กระนั้นในสายตาของคนอื่นก็เป็นเพียงดอกหญ้าไร้ค่าไม่มีราคา จึงไม่นิยมนำไปจัดใส่ช่อหรือซื้อขาย
ทว่าเธอกลับชอบที่มันแข็งแรงแข็งแกร่ง ทนแดดทนลมและฝนได้เป็นอย่างดี เหมือนชีวิตของตนตอนนี้ที่ถูกเหยียบย่ำมานับครั้งไม่ถ้วน แต่สุดท้ายก็ต้องยืดหยัดอยู่ให้ได้
“ออกดอกแล้วเหรอคะ เหมือนเอมจะเพิ่งปลูกไปได้ไม่นานนี่เอง” เธอเป็นคนนำไปปลูกแต่กลับไม่ได้ไปดูแลรดน้ำเลยด้วยซ้ำ ไม่คิดว่ามันจะเติบใหญ่จนออกดอกสวยงามขนาดนี้
“ออกเยอะเลยค่ะ มีแต่คนไปเก็บไปทำมงกุฎกันทั้งนั้น”
“ไปเก็บบ้างดีกว่า” พูดอย่างอารมณ์ดีแล้วเดินไปยังหลังบ้านซึ่งมีต้นมะขามขนาดใหญ่แผ่ก้านใบให้ร่มเงา เมื่อก่อนรอบต้นมีเพียงดินที่ไร้หญ้าปกคลุม หล่อนจึงปลูกดอกไม้เพื่อให้มีสีสันสวยงามแซมด้วย ไม่คิดเลยว่าตอนนี้ออกดอกจะยิ่งสวยมากกว่าเดิม
“มงกุฎก็สวย...ถ้าเป็นช่อจะสวยขนาดไหนนะ” เริ่มก้มลงเก็บดอกไม้อย่างมีความสุข เธอพยายามลืมเรื่องทุกข์แล้วทิ้งเอาไว้ข้างหลัง ตอนนี้อยากเก็บเกี่ยวรอยยิ้มเอาไว้ก่อน เรื่องอื่นจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน
ดอกไม้สีขาวสวยงามในสายตาของหล่อนเหลือเกิน นำมาถักเป็นมงกุฎก็สวย เข้าช่อกันเป็นช่อขนาดใหญ่ก็น่าจะสวยเช่นเดียวกัน เธอนั่งเก็บดอกไม้อยู่อย่างนั้นก่อนจะนึกถึงใครบางคนที่หายหน้าไปเกือบสองสัปดาห์
ทั้งที่ตนเป็นฝ่ายเดินออกมาจากห้องนั้นเอง แต่ไม่รู้ทำไมถึงต้องมานั่งเสียใจด้วย ต่างจากไตรเตชินที่ไม่รู้สึกอะไรเลยสักนิด
“ทำไปให้...เขาคงไม่อยากได้ของเราหรอก...” พูดไม่ทันจบก็ส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว ไม่อยากคิดถึงเขาให้เสียบรรยากาศ ตอนนี้เธอกำลังมีความสุข
ดอกไม้สวยขนาดนี้...เขาได้ไปก็คงโยนทิ้งนั่นแหละ
จากตอนแรกที่คิดว่าอีกฝ่ายอาจมีใจให้กันบ้าง ตอนนี้กลับเปลี่ยนความคิดแล้ว เพราะคนอย่างเขาไม่เคยรักใครจริงหรอก โดยเฉพาะเธอที่อีกฝ่ายบอกมาตลอดว่ารังเกียจมากแค่ไหน
“มาพอดีเลยหนูเอม” เก็บดอกไม้เยอะเต็มสองมือจึงเดินกลับเข้ามาในบ้าน พบป้านาที่เดินออกมาหาตนพอดีจึงยิ้มให้คนอายุมากกว่า
“คะ มีอะไรเหรอคะ” ท่าทางของท่านเหมือนมีเรื่องจะพูดกับตนจึงเข้ามาถามด้วยความสงสัย
“มีคนมาหาแหนะ...”
“มาหาเอม...ไม่จริงหรอก คงไม่มาถี่ขนาดนี้” คิ้วสวยขมวดเข้าหากันทันที คิดถึงเพื่อนชายที่มาหากันเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ช่วงหลังก็มักส่งข้อความมาบ่อยเพียงแต่เธอเลือกจะไม่อ่าน เพราะไม่ต้องการสานความสัมพันธ์หรือไปรื้อฟื้นเรื่องเก่า
สำหรับตนเรื่องของเรามันจบลงไปแล้ว...
“เป็นผู้หญิงค่ะ หน้าตาสะสวยทีเดียว” ได้ยินคำชมอย่างนั้นก็นึกสงสัยว่าแขกที่มาหาตนเป็นใคร เพราะหล่อนไม่ได้บอกเพื่อนสักคนว่าอยู่ที่นี่
