๕ ตัวจริงมาตัวสำรองต้องถอย (๓)
“ได้ที่พักหรือยังครับ มาพักในใจพี่ก็ได้นะ หัวใจของพี่พร้อมเปิดรับน้องเอมเสมอ ให้แค่น้องเอมคนเดียวไม่ยอมให้ใครเข้ามาอยู่ข้างในเลย” เจอคำหยอดเข้าไปทำเอาเธอถึงกับยิ้มแหยะ ไม่อยากทำร้ายน้ำใจอีกฝ่ายแต่ให้ตอบรับก็คงไม่ไหว
“ไม่เป็นไรค่ะ เกรงใจ...ให้มันว่างแบบนั้นแหละ” พูดจบก็คิดจะเดินไปทางอื่น กลับได้ยินประโยคเรียกเพื่อรั้งหล่อนเอาไว้
“ระวังครับน้องเอม...” หล่อนถึงกับสะดุ้งแล้วก้มมองพื้นด้วยความตกใจ
“คะ” แต่ก็เห็นเป็นทางราบไม่มีสิ่งใดกีดขวาง จึงหันไปมองคนพูดแล้วเลิกคิ้วเชิงถาม
“ระวังสะดุดรักพี่ไงครับ หัวคะมำขึ้นมาพี่ช่วยไม่ทันหรอกนะ” เกือบกรอกตาใส่หลังจากฟังจบแต่ก็ต้องรักษามารยาทเอาไว้ จึงทำเพียงแค่พยักหน้ายิ้มอย่างเดียว ไม่คิดว่าตัวเองจะต้องมาเจอคนประหลาดแบบนี้มาก่อน
“อ้อ ค่ะ”
กำลังจะเดินไปอีกโซนเพื่อหนีห่างจากคนที่คิดแต่จะใช้คำหวานที่แสนเลี่ยนจีบตน แต่แล้วกลับสะดุดขาตัวเองจนเกือบล้มลงบนพื้นแล้วหากไม่ใช่อีกฝ่ายที่รีบวิ่งเข้ามาคว้าเธอจากทางด้านหลัง จับไหล่เล็กเอาไว้ไม่ให้ล้มลงหน้ากระแทกพื้น
“ว้าย” ร้องอุทานด้วยความตกใจ
“พี่บอกแล้วว่าจะสะดุดแน่...” เขาจับไหล่เธอไว้แน่นก่อนดึงให้เธอกลับมายืนตรงเช่นเดิม ไม่ได้ล่วงเกินร่างบางมากกว่านั้น ก่อนคิดจะเอ่ยคำหวานแต่แล้วกลับถูกขัดจากเจ้านายที่เดินหน้าเคร่งขรึมมาแต่ไกลพร้อมน้ำเสียงทรงพลัง
“ทำอะไรกันน่ะ!!” ทุกสายตาหันไปสนใจผู้มาใหม่เป็นตาเดียว เสกลอบกลืนน้ำลายหนืดลงคอ แค่เห็นหน้าไตรเตชินคำว่าซวยก็ตีแสกกลางหน้า ขยับห่างเอมไอรินพร้อมกับพยายามอธิบายให้อีกฝ่ายได้ทราบถึงเหตุแห่งการใกล้ชิดครั้งนี้
“เปล่าครับนาย ผมแค่ ผมแค่เห็นว่าน้องเขาจะล้มเลยเข้าไปช่วยเท่านั้นเองครับ!” ละล่ำละลักบอกคนอายุมากกว่า ซึ่งเขาก็ทำหน้านิ่งมากกว่าเดิม คล้ายภูเขาไฟที่พร้อมจะระเบิดทุกเมื่อ ซึ่งหญิงสาวก็กลัวเป็นอย่างมากว่าจะเกิดปัญหาขึ้นต่อหน้าคนหมู่มาก จึงพยายามอธิบายให้เขาอารมณ์เย็นลง
“เอมแค่สะดุดค่ะ แล้วพี่เขาก็เข้ามาช่วย...” แต่เธอไม่รู้ว่าคำเรียกนั้นยิ่งทำให้ร่างหนาหงุดหงิดมากกว่าเดิม ไม่อยากฟังคำพูดหรือคำอธิบายใดอีก นอกจากจูงแกมลากร่างบางให้ออกจากที่ตรงนั้นโดยเร็ว เรียกสายตาคนงานให้มองเป็นจุดเดียว
“กลับ!”
แล้วเธอก็ต้องเดินตามแรงจูงของเขาแม้ว่าจะไม่เต็มใจก็ตาม ขนาดความยาวของขาที่ไม่เท่ากันทำให้เธอจำต้องก้าวเร็วกว่าปกติ หงุดหงิดที่ชายหนุ่มเอาแต่ใจตัวเองไม่ยอมฟังเรื่องราวจากตน เมินกันมาหลายวันแล้วไม่รู้จะมาสนใจทำไม
“ลากอีกแล้ว ลากอะไรบ่อยนักหนาคะ พี่ไตรไม่คิดจะให้เอมเดินเองเลยหรือไง ล่ะขาตัวเองสั้นมากมั้งคะถึงได้ก้าวถี่ขนาดนี้ เดินตามไม่ทันแล้วนะพี่ไตร!” ระหว่างทางก็โวยวายเสียงดังเพื่อให้เขาเห็นใจตัวเองบ้าง ชายหนุ่มจึงหันมามองแล้วเลือกย่อกายลงมาเพื่ออุ้มร่างบางพาดบ่า
“งั้นก็ไม่ต้องเดิน” เธอไม่คิดว่าการโวยวายของตัวเองจะยิ่งสร้างปัญหามากกว่าเดิม เขาเดินดุ่มกลับบ้านโดยมีหล่อนพาดบนไหล่แกร่ง ยังคงโวยวายด้วยความโมโหกับการกระทำของอีกฝ่าย พยายามทุบแผ่นหลังกว้างทั้งยังเตะเขาอีกต่างหาก
แต่ชายหนุ่มก็ไม่ยอมปล่อยเธอลงสักที ทั้งยังเดินมาถึงบ้านอย่างรวดเร็วอีกต่างหาก เข้ามาข้างในซึ่งแม่บ้านกำลังทำความสะอาด ทุกคนมองเขาเป็นตาเดียวด้วยความตกใจ ซึ่งเขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ก้าวเท้าขึ้นไปบนห้องชั้นสองทันที รู้ดีว่ายังมีเรื่องต้องเคลียร์กับหล่อน
“เวียนหัว!” ตะโกนบอกอีกฝ่ายเสียงดัง แล้วเหมือนว่าเขาจะรำคาญจึงตีเข้าที่บั้นท้ายงอนจนเกิดเสียงดัง
เพี๊ยะ
“เจ็บนะคะ!” หล่อนทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่างแม้แต่จะโต้ตอบเขาก็ตาม จึงตะโกนบอกอีกฝ่ายทั้งที่ตอนนี้ตัวเองก็เริ่มจะเวียนหัวจริงๆ แล้ว
กระทั่งถูกปล่อยลงบนเตียงกว้างอย่างแรงจนตัวเด้งตามเบาะนุ่ม หญิงสาวพยายามจะหนีออกจากห้องกลับถูกเขาคว้าตัวมาได้แล้วรีบขึ้นคร่อมทันที ร่างบางรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยของตัวเอง เพราะไม่รู้ว่าเขาจะทำอะไรบ้าง
“ชอบนักหรือไงอ่อยผู้ชายไปทั่ว ให้ท่าหมดไม่สนว่าจะเป็นใคร คันมากขนาดนั้นเลยเหรอ” ไม่รู้ว่าคำพูดนั้นกลั่นออกมาจากสมองหรือเปล่า แต่มันเต็มไปด้วยคำดูถูกที่ทำให้คนฟังเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง เธอพยายามดิ้นหนี้กลับถูกเขาตรึงไว้บนเตียงไม่อาจหนีไปไหนพ้น
“พูดบ้าอะไรของพี่” โต้กลับเสียงดัง เกลียดที่ถูกเขาตีตราไปแล้วว่าตัวเองเป็นคนเช่นไร
แต่ตอนนี้เธอจะหนีออกจากตรงนี้ได้อย่างไร เมื่อชายหนุ่มปิดกั้นทางเอาหนีเอาไว้หมดแล้ว “ฉันถามว่าอยากได้มากเลยใช่ไหม ถ้าอยากก็มาบอกสิเดี๋ยวจะสนองให้ถึงใจเอง” พูดจบก็ก้มลงมาจุมพิตที่ริมฝีปากบางเฉียบแต่หญิงสาวเลือกจะหลบหนีได้ทันท้วงที ปากหยักจึงประทับลงบนแก้มนุ่มแทน จนเขาต้องจับใบหน้าหวานให้หันกลับมา
“อย่านะ อย่าทำอะไรเอมนะ...อื้อ” ไม่สนใจเสียงร้องโวยวายของเธอ นอกจากความต้องการของตัวเองเพียงอย่างเดียว เปลี่ยนจากเสียงปฏิเสธของหล่อนเป็นเสียงครางได้ไม่ยาก เพียงแต่ครั้งนี้ต่างจากทุกครั้งเพราะดวงตากลมที่เคยมองด้วยความหวาน กลับเต็มไปด้วยร่องรอยคราบน้ำตาแห่งความเสียใจ
ที่เขาไม่เคยเชื่อกันเลยสักครั้ง...
เป็นครั้งแรกหลังจากความต้องการสงบลงกลับไม่ได้มีความอิ่มเอมอย่างที่คิด ดวงตาคมจ้องแผ่นหลังบางที่เปลือยเปล่าเจือแววรู้สึกผิด แม้เธอจะครางรับและทำทุกอย่างตามความต้องการของเขา แต่ร่างสูงก็รู้ดีว่ามันไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ เขากำลังรังแกหญิงไร้ทางสู้คนหนึ่ง ซึ่งหล่อนไม่สามารถปกป้องตัวเองได้เลย
ดวงตาวูบไหวเพียงแค่คิดว่าตนเองกำลังจะถูกเกลียด ปกติเธอมักจะหันหน้าเข้าหาแล้วขยับกายมานอนหนุนแขนแล้ววางมือบนอกเขา เนื้อตัวเรามักจะเสียดสีกันรับรู้ถึงความอบอุ่นของกันและกันอยู่เสมอ แต่คราวนี้กลับไม่ได้เป็นเหมือนอย่างเคย
บรรยากาศในห้องมีแต่ความอึดอัดและเย็นชา จนเขาไม่อาจทนเงียบได้อีกต่อไป กำลังจะเอ่ยปากถามถึงสาเหตุที่ทำให้เราทะเลาะกัน พยายามขยับเข้ามาใกล้เธอมากกว่าเดิม แต่ร่างบางกลับลุกนั่งแล้วหยิบเสื้อผ้ามาสวมรวดเร็ว โดยไม่ยอมหันมามองเขาเลยสักนิด ทำเหมือนโกรธกันนักหนาทั้งที่ความจริงเขาต่างหากที่ควรจะต้องโกรธเธอ
