๕ ตัวจริงมาตัวสำรองต้องถอย (๒)
“ไม่ได้หึง ความรู้สึกของฉันห่างไกลจากคำนั้น ใช้คำว่ารังเกียจ ขยะแขยงน่าจะเหมาะกว่า ไม่ใช่เข้าไปเอากันในห้องแล้วออกมาทำเหมือนว่าเป็นแค่เพื่อนกัน...” มือบางกำเข้าหากันพลางเม้มปากแน่น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ เธอจะแสดงตัวตนให้เขาเห็นมากแค่ไหนแต่เหมือนว่าเขาจะไม่เข้าใจกันเลยสักนิด
ไตรเตชินยังคงมองหล่อนเป็นเพียงผู้หญิงไร้ค่าเหมือนเดิม...
อยากร้องไห้ก็ต้องกลั้นน้ำตาเอาไว้ เลือกกดเสียงต่ำแล้วบอกเขาเช่นเดียวกัน “ให้เกียรติกันหน่อยนะคะ เอมไม่เคยทำแบบที่พี่ใส่ร้ายเลยสักครั้ง” รีบปกป้องตัวเองเพราะทราบว่าที่เขาพูดมาไม่เป็นความจริงเลยสักนิด
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง ผู้หญิงแบบเธอก็ทำได้ทุกอย่างนั้นแหละ ขนาดเอาตัวเข้าแลกยังทำมาแล้วเลย กับแค่พาผู้ชายเข้ามานอนในห้องคงไม่ยากเกินไปหรอก” เดินเข้ามาใกล้ร่างบางมากกว่าเดิม โน้มใบหน้าแล้วพูดใส่เธอโดยสายตายังคงสบกัน เข้าเว้นช่วงไปจังหวะหนึ่งก่อนเอ่ยประโยคปิดท้ายที่ทำให้หล่อนเจ็บปวดมากกว่าเดิม
“เธอมันเก่งอยู่แล้วนี่...เรื่องจับผู้ชาย” พูดจบเจ้าของบ้านก็เดินเข้าไปข้างใน ปล่อยเธอให้ยืนกำมือแน่นแล้วมองตามเขาอย่างโกรธเคืองเช่นเดียวกัน ใช่ว่าหล่อนจะยอมเป็นผู้ถูกกระทำฝ่ายเดียวเสียเมื่อไหร่ เมื่อเขาไม่ยอมรับฟังความจริงก็ไม่ต้องฟัง
เธอเองก็ไม่คิดจะง้อเช่นเดียวกัน!
“แล้วฉันผิดตรงไหนเนี่ย” พึมพำกับตัวเองแล้วเลือกเดินอ้อมไปทางห้องครัวไม่เข้าไปในส่วนของชายหนุ่ม ยอมรับว่ายังไม่อยากเจอหน้าเขาให้หงุดหงิดใจเล่น
ไปหลงรักผู้ชายคนนี้ได้อย่างไรนะ...
สองหนุ่มสาวมึนตึงต่อกันทำให้บรรยากาศในบ้านขมุกขมัวไปด้วย อากาศหายใจลดเหลือน้อยลงทุกทียามต้องเผชิญหน้ากับไตรเตชิน เหมือนจะมีเพียงป้าน้อยคนเดียวที่เข้าหน้าติด ส่วนคนอื่นหากเข้าไปรับใช้ก็โดนตอกกลับมาทุกราย เล่นเอาหายใจไม่ทั่วท้องมาหลายวันแล้ว
ขณะเดียวกันคนที่ดูไม่ทุกข์ร้อนไม่รับรู้เรื่องใดก็ทำตัวปกติแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา ยามจะคุยด้วยก็พยายามเลี่ยงไม่เอ่ยชื่อของเจ้านายให้เอมไอรินเปลี่ยนสีหน้า จากปกติที่หล่อนต้องขึ้นไปนอนห้องชั้นบน ตอนนี้ก็เปลี่ยนมานอนห้องเดิมโดยคุณผู้ชายไม่ได้ลงมาตามแต่อย่างใด
ทุกคนจึงสรุปได้ในทันทีว่าทั้งคู่กำลังทะเลาะกัน แต่ก็ไม่มีใครทราบถึงสาเหตุของการทะเลาะในครั้งนี้
แล้วก็ไม่มีใครกล้าถามด้วย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า หลายวันมานี้คุณไตรดูหงุดหงิดผิดปกติ” ระหว่างที่รับประทานอาหารร่วมกันคนที่เป็นฝ่ายเปิดหัวข้อคือหัวหน้าแม่บ้านผู้อยู่บ้านหลังนี้มานาน ทุกสายตาเหลือบมองเอมไอรินที่ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกลับมากินข้าวได้ตามปกติ
ทำราวกับไม่รู้สึกรู้สาอะไร ชื่อของเขาเป็นเพียงคนไม่รู้จักสำหรับหล่อน คนที่เหลือก็ทำตัวไม่ถูกมีเพียงเจียวใช้โอกาสนี้ระบายความอึดอัดในใจตัวเอง
“จะไปรู้เหรอป้า ใครก็เข้าหน้าไม่ติดแล้วเนี่ย...กาแฟรอบที่สามของวันยังไม่ถูกใจเลย” พูดแล้วก็นั่งเครียดเหมือนเดิมเพราะตัวเองต้องเป็นฝ่ายรับหน้าเจ้านาย ไม่รู้ว่าจะทำยังไงร่างสูงถึงจะอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
ทุกสายตาต่างจับจ้องไปยังสาวสวยที่กินข้าวไม่รู้ร้อนรู้หนาว เหมือนไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นเพราะตนเองไม่ต้องออกไปรับหน้าคนขี้หงุดหงิด เนื่องจากกลัวว่าหากเขาเห็นหน้าตนจะพาลอารมณ์เสียมากกว่าเดิมน่ะสิ
“เอม...” ป้านาเรียกหญิงสาวเพราะอยากถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งสอง แต่เหมือนว่าหล่อนจะปิดการรับรู้ เลือกลุกจากเก้าอี้ก่อนเดินไปเก็บจานแล้วล้างให้สะอาด ไม่ปล่อยเป็นภาระของแม่ครัวที่เหลือ
“อิ่มพอดีเลย ไปทำงานก่อนนะคะ” ยกมือไหว้คนอายุมากกว่าแล้วเดินออกไปทันที ทำเอาคนทั้งสามหันมองหน้ากันเลิกลัก ทราบทันทีว่าเรื่องคงจะใหญ่กว่าที่คิดเอาไว้ ไม่เช่นนั้นหญิงสาวที่ยอมไตรเตชินมาตลอดคงไม่แสดงออกเช่นนี้หรอก
ร่างบางเดินอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อจะเริ่มทำงานในเช้าวันใหม่ ทราบดีว่าทุกคนใช้ชีวิตลำบากเพราะอารมณ์แปรปรวนของเจ้านาย เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเหมือนคนวัยทอง ซึ่งหล่อนรู้ถึงสาเหตุของเรื่องทั้งหมดเพียงแต่ไม่คิดว่าเป็นความผิดของตัวเอง
บริสุทธิ์ใจเสียอย่างจะสนใจทำไมล่ะ...
“จะเป็นอะไรก็ช่างสิ ไม่เกี่ยวกับเราสักหน่อย”
ดีเสียอีกรอยบนตัวจะได้จางลงไปบ้าง หลังจากโดนเขาสร้างรอยเอาไว้มาหลายสัปดาห์แล้ว
มาถึงไร่ส้มก็เริ่มทำงานของตัวเองทันที เธอชอบมาที่นี่ตอนเช้าเพราะร่มรื่นไม่ค่อยแดด ส่วนช่วงบ่ายจะเข้ารีสอร์ทไปช่วยเก็บห้องทำความสะอาด กลายเป็นทำจนชินเกือบลืมไปแล้วว่าตัวเองเรียนจบด้านภาษา
หรือบางทีจะขอสมัครเป็นรีเซฟชั่นดีนะ ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการก็มีต่างชาติเยอะเสียด้วย ไม่ต้องทนตากแดดตากลมอยู่ไร่แถมได้เงินเพิ่มเยอะอีก แต่ไม่รู้เจ้านายจะยอมหรือเปล่า
ยิ่งขี้หงุดหงิดเป็นทุนเดิมคงพูดอะไรกับเขามากไม่ได้หรอก
“น้องเอมมาเช้าจังเลยนะครับ” เสียงทักทายจากหนุ่มคนเก่าที่ขยันขายขนมจีบกันเสียเหลือเกิน ทั้งที่คนในไร่ต่างก็ทราบถึงสถานะของเธอกับไตรเตชิน แต่เหมือนพี่เสกจะไม่เชื่อเพราะนายไม่ได้ประกาศชัดเจน จึงยังเกี้ยวพาราสีหล่อนเหมือนเดิม
แล้วดูท่าจะหนักข้อขึ้นทุกวันจนตั้งรับแทบไม่ไหวอยู่แล้ว
“ค่ะ อยากรีบทำงานให้เสร็จเร็วๆ น่ะค่ะ เผื่อจะได้พักนานขึ้นหน่อย” ตอบไปตามมารยาทแล้วเริ่มทำงาน ไม่ค่อยอยากพูดคุยกับอีกฝ่ายเท่าไหร่ กลัวเจ้าตัวจะทึกทักว่าหล่อนมีใจแล้วเรื่องอาจไปกันใหญ่มากกว่าเดิม
แค่ไตรเตชินเธอก็รับมือไม่ไหวแล้ว ไม่อยากเอาเรื่องของใครเข้ามาให้ตัวเองปวดหัวเพิ่มอีก
