๔ แผนกุลสตรีแม่ศรีเรือน (๔)
สิ่งที่ได้รับรู้ทำให้เธอจำต้องเดินเลี่ยงไปคุยกับเขาเพราะเรื่องค่อนข้างเครียดพอสมควร กว่าจะวางสายก็เกือบสามสิบนาทีที่คุยกัน
เป็นคนในอดีต...ที่ลดสถานะเหลือเพียงแค่เพื่อนกันเท่านั้น
เมื่อถึงเวลาส่งไวน์เขาก็ต้องขับรถเข้ามาในตัวจังหวัดเพื่อนำผลิตภัณฑ์ส่งตามโรงแรมและห้างสรรพสินค้า นอกจากนั้นยังวางขายตามร้านค้าทั่วไปโดยลดราคาเพื่อให้เข้าถึงคนได้หลายระดับ ปกติชายหนุ่มมักจะอยู่หลายวันกว่าจะกลับไร่ แต่คราวนี้เขาไม่อยากอยู่นานนึกจะส่งของแล้วกลับเลย
กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างธนนท์ปภพติดต่อให้มาดื่มด้วยกัน จึงจำต้องเลื่อนการกลับบ้านมานั่งดื่มเป็นเพื่อนอีกฝ่าย โดยไม่ได้พูดอะไรกันมากนักนอกจากชมบรรยากาศของเมืองยามค่ำคืนอยู่ดาดฟ้าของโรงแรมนครเฟื่องรัตน์ ถึงแม้จะสร้างมานานแต่ก็มีคนเข้าพักเต็มตลอด เรียกว่าการบริหารงานของเพื่อนเขาดีกว่าที่คิดเอาไว้ ถึงขนาดบิดายอมยกทุกอย่างให้ลูกชายคนโตจัดการแล้วปลีกวิเวกไปอาศัยอยู่ต่างประเทศเพียงลำพัง
คิดแล้วก็นึกถึงบุพการีของตัวเอง ตอนนี้เขาสูญเสียคนในครอบครัวไปหมดแล้วทั้งยังเป็นลูกคนเดียว ความเหงาขับเคลื่อนให้ตนเลือกจะหาผู้หญิงมาแต่งงานสร้างครอบครัวด้วย แต่ไม่คิดว่าสุดท้ายแล้วโชคชะตาจะนำพาหญิงอีกคนมาให้กัน
“ดูมึงเครียดนะ” บอกคนที่นั่งฝั่งตรงข้าม เพราะนอกจากไวน์แล้วก็ดูเหมือนไตรเตชินจะไม่แตะอย่างอื่นเลย ต่างจากเจ้าของโรงแรมที่ประชุมทั้งวันจนหิวต้องสั่งอาหารมารับประทาน
“กูเครียดเหรอวะ คิดว่าไม่นะ...ตอนนี้กูมีความสุขที่สุดเลย” ปฏิเสธเพื่อนแทบจะทันทีแม้คิ้วจะขมวดเป็นปมก็ตาม เขาไม่อยากยอมรับว่าตอนนี้ตนกำลังเครียดกับความคิดบางอย่างที่เริ่มก่อตัว ซึ่งไม่เป็นผลดีกับตนเองเท่าไหร่
ความรักที่เธอปฏิเสธ กำลังไล่ตามเขาเหมือนเงา แล้วเธอก็อยู่ในห้วงความคิด สลัดอย่างไรก็ไม่หลุดอีกต่างหาก
“หึ คิดแบบนั้นเหรอ ถ้าคิดแล้วสบายใจก็คิดไปเถอะ แต่กูมองแล้วเห็นว่ามึงดูไม่ค่อยปกติเท่าไหร่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า” คบกันมานานตั้งแต่สมัยมัธยมจนถึงปัจจุบัน ผ่านร้อนผ่านหนาวด้วยกันตลอดทำไมจะมองไม่ออกว่าเพื่อนกำลังมีปัญหา
แล้วดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่คิดไม่ตกเสียด้วย...
“เปล่า กูคิดว่าตัวเองจัดการได้” ยังคงเก็บงำความเครียดเอาไว้เหมือนเดิม
“ความรักเหรอวะ” ลองถามแล้วหยิบไวน์ขึ้นมาจิบไม่ทุกข์ร้อนแต่อย่างใด ธนนท์ปภพก็แค่ถามเพราะอยากรู้เท่านั้น ไม่ได้คาดหวังว่าอีกฝ่ายจะบอก แม้จะพอคาดเดาได้บ้างก็ตามว่าสาเหตุเกิดจากความรักอย่างแน่นอน
คนแบบไตรเตชินจะเครียดเรื่องอะไร...ไร่ก็กำลังไปได้สวยขนาดนี้
มีเพียงเรื่องเดียวให้คิดไม่ตกก็คือความรักนั่นแหละ
“ไม่หรอก มันไม่ใช่ความรัก...ก็แค่คนที่ผ่านเข้ามาชั่วคราวเดี๋ยวก็ออกไปแล้ว” ไม่ผิดจากที่เขาคิดเอาไว้เท่าไหร่ แล้วดูเหมือนเพื่อนจะไม่ค่อยเชื่อในความรักเสียด้วย ซึ่งเขาก็เข้าใจและค่อนข้างเห็นด้วยพอสมควร
เพราะธนนท์ปภพก็เคยเจ็บช้ำกับความรักเหมือนกัน เขาจึงไม่เชื่อและศรัทธาในความรักอีก ใช้โอกาสนี้เตือนเพื่อนสนิทที่กำลังจะถลำลึก ดูจากแววตาแล้วอีกไม่นานก็คงตกหลุมรักผู้หญิงคนนั้นลึกกว่าเดิม จึงอดเป็นห่วงไม่ได้
“ใช้สมองให้มากกว่าหัวใจ มีอะไรให้ช่วยก็บอก หรือจะให้คนไปสืบประวัติไหม คนของกูเก่งเรื่องนี้ทั้งนั้น” ทุกวันนี้ใครจะเข้าหาธนนท์ปภพมักจะถูกสืบประวัติอย่างดี จึงเผื่อแผ่มายังไตรเตชินด้วยความหวังดีแต่อีกฝ่ายกลับส่ายหน้า
รู้สึกว่าตัวเองยังสามารถรับมือกับสถานการณ์ตอนนี้ได้ เอาไว้วันไหนไม่ไหวค่อยให้เพื่อนสนิทช่วยแล้วกัน
“เอาไว้ก่อนแล้วกัน ถ้าถึงตาจนจริงๆ จะขอให้มึงช่วย” คิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายจะต้องพูดแบบนี้ เขาจึงพยักหน้าตอบรับไปตามสถานการณ์
“อือ”
สองหนุ่มนั่งดื่มไวน์ด้วยกันโดยคนกุมบทสนทนาทั้งหมดเป็นประธานบริษัทหนุ่มหล่อที่งานล้นมือ แม้จะมอบหมายงานให้น้องชายอีกสองคนไปดูแลแล้ว แต่ก็ยังเหลืองานในมืออีกค่อนข้างมาก ทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลาให้ตัวเองเท่าไหร่ พอมีเวลาว่างประกอบกับเพื่อนเข้ามาในตัวจังหวัดจึงนัดพูดคุยกัน
แต่ไตรเตชินต่างออกไปจากทุกครั้ง คนที่พูดเป็นต่อยหอยกลับเงียบกริบไม่ค่อยเล่าอะไรให้ฟังเท่าไหร่ คิ้วก็ขมวดเข้าหากันแทบตลอดเวลาเหมือนคนมีเรื่องเครียดหรือกังวลจนคิดไม่ตก คราวนี้ธนนท์ปภพจึงได้ถามย้ำอีกครั้ง
“มึงดูเครียดอยู่นะ...”
“ไม่ได้เครียด กูชิว” ตื่นจากภวังค์ความคิดพร้อมส่ายหน้าปฏิเสธ แสร้งยกไวน์ขึ้นจิบเพื่อกลบเกลื่อนความในใจของตัวเอง ตอนนี้เขาเครียดจนแทบบ้าเพราะรู้ว่าความรู้สึกของตัวเองกำลังไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควร
“หึ อย่างนั้นเหรอ” พยักหน้าตามน้ำก่อนแสยะยิ้มอย่างรู้ทัน ไม่ถามอะไรอีกแต่เลือกจะมองเลยไปยังหญิงสองคนที่ส่งสายตาให้พวกเขามาพักใหญ่แล้ว จ้องหลายคราวแล้วชายหนุ่มก็รู้ตัวเพียงแต่ไม่ต้องการไปต่อจึงเลือกจะเมิน
ทว่าเพื่อนมีเรื่องเครียดแบบนี้เขาก็อยากให้ไตรเตชินมีความสุข...
“คนนั้นมองมึง สักหน่อยไหม” ยกไวน์ขึ้นจิบแล้วปรายสายตามองไปยังผู้หญิงที่มองพวกเขาเช่นเดียวกัน เธอยกแก้วไวน์ขึ้นเหมือนต้องการทักทาย ธนนท์ปภพก็ยิ้มให้ตามมารยาทแล้วหันมามองเพื่อนที่ทำหน้าบอกบุญไม่รับ
เขาไม่มีอารมณ์จะไปต่อกับใครทั้งสิ้น
“กูไม่...ขอบใจที่บอก ไว้เจอกันใหม่คราวหน้า” แต่เมื่อคิดว่าใครคนหนึ่งเข้ามาในความคิดของเขา ก็ทำให้ชายหนุ่มชะงักคำปฏิเสธแล้วเปลี่ยนเป็นตอบรับอย่างรวดเร็ว อยากรู้เหมือนกันว่าความรู้สึกของตัวเองที่มีต่อหล่อนเป็นเพียงความหลงใหลในร่างกายหรือมากกว่านั้น
ไม่รอช้ารีบเดินไปทักทายผู้หญิงที่ส่งสายตาหวานหยาดเยิ้มให้กัน ยกแก้วไปชนกันหล่อนแล้วถามเสียงทุ้มเหมือนเห็นแค่หล่อนทั้งที่ความจริงเพื่อนเธอเพิ่งออกไปเมื่อครู่
“มาคนเดียวเหรอครับ” เป็นประโยคคลาสสิคที่ใช้ถาม ซึ่งหล่อนก็แสร้งทำทียิ้มหวานพร้อมตอบอย่างใจกล้าพร้อมกับแววตาเชิญชวน
“เปล่าค่ะ มากับเพื่อน...แต่ว่าต้องกลับคนเดียว”
“ผมไปส่งไหม” เหมือนรู้กันว่าต้องการอะไร เพียงแค่มองตาหล่อนก็พร้อมจะไปกับเขาทันที ชายหนุ่มจึงไม่อยากเสียเวลาอารัมภบทให้มากความ รู้อยู่แล้วว่าคืนนี้จะจบลงตรงไหน ก็อยากรีบไปถึงที่หมายโดยไว
“รบกวนหรือเปล่าคะ” เตรียมตัวลุกแต่ก็ไม่วายเอ่ยถามย้ำอีกครั้ง
“ไม่ครับ...ไม่รบกวนเลยสักนิด” แล้วพวกเขาก็เดินออกไปพร้อมกัน เหลือเพียงสายตาของธนนท์ปภพที่มองตามแล้วยกยิ้ม หวังว่าเพื่อนของตนจะปิดจบคืนนี้อย่างสวยงาม โดยไม่รู้เลยว่าร่างสูงกลับไม่สามารถทำสิ่งที่ตัวเองถนัดมาตลอดกับหญิงอื่นลง
ความรู้สึกผิดเจือปนและเห็นเพียงใบหน้าของเอมไอริน จนสุดท้ายเขาก็ต้องขอโทษหญิงสาวแล้วปล่อยเธอกลับ เหลือเพียงตนต้องนั่งกุมขมับไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิด
“ทำไมเป็นแบบนี้วะ กูเป็นอะไรเนี่ย เกิดอะไรขึ้นกับมึงไอ้ไตร...” ยีหัวตัวเองก่อนล้มตัวลงนอนบนเตียงกว้างในโรงแรมเพียงลำพัง
ขอใช้เวลาอยู่กับตัวเองหน่อยแล้วกัน เขาจะได้คิดว่าต่อจากนี้ควรทำอย่างไรกับความรู้สึกของตัวเอง...
