๔ แผนกุลสตรีแม่ศรีเรือน (๒)
“เธอทำอะไร” ไม่ใช่เพียงแค่นั่งตักอย่างเดียว แต่เธอกลับบดบั้นท้ายเข้ากับความเป็นชายของเขาที่แข็งขึ้นอย่างฉับพลัน จากตอนแรกที่พยายามข่มอารมณ์สุดความสามารถ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้จะไม่ทันเสียแล้ว
เพราะหญิงสาวมาปลุกอนาคอนด้าที่หลับใหลให้ตื่นขึ้น แล้วดูเหมือนว่าเธอจะรู้ตัวด้วยว่ากำลังทำอะไร ยังคงเอนกายมาพิงอกเขาแล้วยึดแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มมากอดเอวตัวเองไว้ พร้อมบอกเหตุผลที่คิดมาอย่างดี
“นั่งเก้าอี้ไงคะ พี่ไตรบอกให้เปลี่ยนเก้าอี้ไม่ใช่เหรอ เอมก็เปลี่ยนมานั่งตักพี่ไตรน่าจะนิ่มสบายกว่าเก้าอี้” ไม่เพียงแค่นั่งอย่างเดียวแต่กลับโยกกายไปมาเสียดสีกับแก่นกายชายจนเขาเม้มปากแน่น กลัวว่าตัวเองจะส่งเสียงครางออกไปให้อับอาย
แค่คิดภาพเรือนร่างของหล่อนก็ทำให้มีอารมณ์แล้ว เขาช่างอ่อนไหวเสียเหลือเกิน!
“พี่ไตรสบายไหม...หน้าแดงเป็นอะไรเหรอคะ” เหลียวมามองเขาพร้อมกับถามน้ำเสียงเป็นห่วง ทั้งที่รู้เต็มอกว่าสาเหตุที่ชายหนุ่มเป็นเช่นนี้เกิดจากการที่หล่อนหยอกล้อกับจุดอ่อนไหว แล้วยังมานั่งตักบดเบียดกายเข้าหากันอีก
เขาไม่ใช่พระอิฐพระปูนจะได้ทนไหว แล้วชายหนุ่มก็ไม่คิดจะทนด้วย...
“ต้องการอะไรกันแน่ เธอไม่รู้หรือไงว่าถ้านั่งตรงนี้อาจจะไม่ได้กินข้าว...” ถามเสียงเครียดใบหน้าแดงก่ำ รู้ทันทีว่าตัวเองคงทนไม่ไหวเป็นแน่ แทบจะกวาดข้าวของทุกอย่างบนโต๊ะลงกับพื้นอยู่แล้ว
“แล้ว...จะได้กินอะไรล่ะ” แกะมือของเขาออกแล้วเปลี่ยนจากนั่งผิงหลังเป็นนั่งคร่อมชายหนุ่มแทน ยกมือกอดลำคอหนาพร้อมเอียงศีรษะถามด้วยแววตาใสซื่อกับน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ที่ทำให้เขาอยากกำราบเหลือเกิน
“เธอเป็นคนเริ่ม จะมาขอให้หยุดก็ไม่ทันแล้วนะ” เหมือนเขายังคงให้โอกาสเธอเลือกเป็นครั้งสุดท้าย แล้วหญิงสาวก็ไม่คิดไตร่ตรองเลยสักนิด กลับตอบตกลงอย่างง่ายดายเพราะหล่อนเองก็ต้องการเขาเช่นเดียวกัน
“ค่ะ”
หล่อนเปลี่ยนตัวเองเป็นอาหารชั้นเลิศให้เขาได้ชิมตามความต้องการ ไม่มีแม่ครัวคนไหนกล้าเข้ามาในห้องอาหารเมื่อได้ยินเสียงครวญครางของเจ้านาย ต่างให้พื้นที่ส่วนตัวแก่พวกเขาโดยไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีก
ใครจะกล้าพูดว่าไตรเตชินกินข้าวต้มในช่วงกลางวัน กับสาวสวยที่เข้ามาทำงานในไร่ได้หลายสัปดาห์แล้ว
ปากบอกไม่ชอบ แต่ดูการกินที่มูมมามเหมือนว่าจะตรงข้ามกับคำพูดอย่างสิ้นเชิง
การใช้ชีวิตกว่าสองเดือนที่ผ่านมาไม่ได้รู้สึกร้อนรนหรือกระวนกระวายอย่างที่คิด ตอนแรกเขาอยากกำจัดหล่อนไปให้พ้นหน้า แต่ยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ก็ดูเหมือนว่าความคิดจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จนร่างสูงไม่อยากทบทวนความรู้สึกของตัวเองเพราะกลัวความจริงที่น่าหวั่นใจ เนื่องจากเขากำลังหวั่นไหวกับหญิงสาวที่ตัวเองเอ่ยปากว่าเกลียดนักหนา
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เธอเข้ามาอยู่ในสายตาแล้วยังเริ่มคืบคลานเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในไร่ ทุกคนให้การต้อนรับหญิงสาวเป็นอย่างดี แม้ปากเขาจะไม่ยอมเอ่ยถึงสถานะของเราแต่ทุกคนก็ทราบกันโดยทั่วว่าเอมไอรินเป็นผู้หญิงของเจ้านาย จึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับเธอ
หรือจะมีก็เป็นแค่พวกที่อยากลองของ...
“รีดเรียบอะไรขนาดนี้” สิ่งที่เห็นได้ชัดในช่วงนี้ก็คือสิ่งของรอบตัวเขาที่เป็นไปอย่างประณีต ไม่ว่าจะผ้าห่มผ้าปูหรือผ้าม่านต่างหอมสะอาดไม่เคยไร้กลิ่น เป็นความหอมละมุนที่เขายังนึกชอบ นอกจากนั้นยังรวมถึงเสื้อผ้าที่เคยสวมอย่างลวกๆ ก็ถูกรีดจนเรียบเส้นขอบคมกริบแทบจะบาดมือได้อยู่แล้ว
การเปลี่ยนแปลงในเรื่องเล็กน้อยที่เขาสังเกตเห็นแต่ไม่ได้เอ่ยกับใคร จนกระทั่งวันนี้ที่ได้พูดกับป้านาที่เป็นแม่บ้านเก่าแก่อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เขายังเด็ก
“ป้าเป็นคนรีดเสื้อผ้าเหรอครับ ความจริงไม่ต้องรีดทุกตัวก็ได้นะ” นึกสงสารแม่บ้านที่ตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่คน ด้วยเขาไม่ค่อยชอบความวุ่นวายเท่าไหร่จึงจ้างเพียงแค่สามคนเท่านั้นเพราะบ้านก็ไม่ได้ใหญ่มากมาย ความจริงอยากจ้างแค่คนเดียวด้วยซ้ำแต่เพราะทั้งสามเป็นคนเก่าแก่ตั้งแต่รุ่นพ่อแม่จึงไม่อาจไล่ไปไหนได้
ป้าแม่บ้านเห็นเจ้านายถามอย่างนั้นก็แอบอมยิ้ม ส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธแล้วบอกความจริงให้ร่างสูงได้ทราบ แล้วดูเหมือนว่าจะทำให้เขาตกใจพอสมควร สีหน้าจึงได้เปลี่ยนไปแทบจะทันที
“เปล่าค่ะ คนทำทุกอย่างคือหนูเอมต่างหาก ป้าไม่ได้แตะอะไรเลย” ช่วงนี้เอมไอรินเข้ามาช่วยเหลืองานมากขึ้นแม้ว่างานสวนกับรีสอร์ทจะเยอะแล้วก็ตาม หล่อนขยันจนแม่บ้านเก่าแก่นึกเอ็นดูอยากได้มาเป็นแม่ศรีเรือนให้เจ้านายของตนเหลือเกิน ซึ่งดูจากสถานการณ์แล้วก็คงไม่ยากเท่าไหร่
เพราะดูเหมือนร่างสูงจะใจอ่อนให้สาวเจ้าบ้างแล้ว แม้ปากจะพร่ำบอกว่าไม่ชอบก็ตาม...
“ครับ? หมายความว่ายังไงผมไม่เข้าใจ” ก้มมองเสื้อผ้าของตัวเองที่นอกจากหอมแล้วยังรีดเรียบอีกต่างหาก แม้จะเป็นแค่ชุดเสื้อเชิ้ตที่ใส่ทับเสื้อยืดเพื่อเข้าไร่ก็ตาม ตรงไหนขาดหรือด้ายหลุดรุ่ยก็ถูกจัดการให้กลับมาสวมใส่ได้อีกครั้ง
คิดว่าเป็นฝีมือของแม่บ้านเสียอีก กลับกลายเป็นหล่อนที่ทำทุกอย่าง ความรู้สึกอบอุ่นที่โอบล้อมในตอนนี้มันหมายความว่าอย่างไรกันนะ
เหมือนว่าเขาจะรู้แต่ไม่ยอมอยากยอมรับ...
“หนูเอมเป็นคนซักผ้า รีดผ้า ทำความสะอาดห้อง ทำแทบจะทุกอย่างให้คุณไตรเลยนะคะ เธอเก่งงานบ้านงานเรือน ทำอาหารก็อร่อย บางอย่างทำไม่เป็นเรียนครั้งเดียวก็เป็นเลย เห็นว่าจะมาขอให้ป้าสอนแกะสลักอยู่เลย” ไม่รู้ว่าแม่บ้านโฆษณาเกินจริงหรือเปล่า แต่เขาก็เชื่อไปแล้วว่าหล่อนสามารถทำทุกอย่างได้
