๒ เสนอตัว (๑)
๒
เสนอตัว
คนที่ตื่นเช้าผุดลุกจากเตียงแต่ยังคงนั่งนิ่งเงยหน้ามองคนบุกรุก ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะเข้ามาในห้องส่วนตัวโดยไม่ขออนุญาตก่อน แม้ว่าเขาเป็นเจ้าของห้องก็ดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย แต่หล่อนก็ไม่ได้บอกไปตามตรงว่าตัวเองไม่ชอบ เลือกจะยิ้มหวานให้เขาพร้อมถามเหมือนต้องการยั่วอีกฝ่ายให้หงุดหงิด
เพราะดูเหมือนว่าแค่เห็นหน้ากันก็ทำให้เขาอารมณ์เสียไปทั้งวันแล้ว
ชายหนุ่มอาจกำลังคิดหาทางเพื่อกำจัดเธอให้พ้น แต่เหมือนว่าเขาก็ไม่อาจทำอย่างใจคิดได้ จึงต้องพบกับความกระวนกระวายใจเหมือนอย่างตอนนี้
“เข้ามาในห้องเอมทั้งที่ประตูยังล็อคแบบนี้ต้องการอะไรคะ อยากลักหลับกันอย่างนั้นเหรอ...คราวหลังบอกสิจะได้ไม่ต้องล็อคประตู” ว่าแล้วก็วาดขาลงยืนบนพื้น ก่อนปรายตามองเขาอย่างเย้ายวนเต็มไปด้วยความเชิญชวนจนร่างหนารีบขยับออกห่าง ลืมคิดถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิทเอาแต่อยากหาเรื่องหล่อน
ตื่นเช้าลงมาข้างล่างเพื่อรับประทานอาหาร มองรอบบ้านไม่พบเอมไอรินจึงถือกุญแจแล้วไขเข้ามา เห็นว่าอีกฝ่ายนอนหลับตาพริ้มเหมือนกำลังฝันหวาน ต่างจากตนที่นอนแทบไม่หลับเพราะคิดแผนเพื่อไล่เธอออกจากบ้านแต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเดิมคือใช้ทำงานในไร่ให้หนัก เดี๋ยวเธอก็ทนไม่ไหวแล้วออกไปเองนั่นแหละ
ไม่เชื่อหรอกว่าหญิงสาวจะอยู่ที่นี่ได้ตลอด
คนอย่างเธอคงทำงานหนักไม่ได้...เก่งแต่เรื่องบนเตียงมากกว่า
“คนอย่างเธอฉันไม่เคยคิดอยากจับสักนิด”
“แต่เมื่อวานก็จับแล้วนะ ทั้งจับทั้งลากเลยล่ะ ปากไม่ตรงกับใจเลยนี่น่า...ความจริงก็ชอบเอมแล้วใช่ไหมคะ” เธอโต้กลับทันควันเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น เรื่องอะไรจะให้ชายหนุ่มหนีรอดไปได้ เธอถูกเขาจูงจนเดินตามแทบไม่ทัน
หากล้มลงคงได้โดนเขาลากไปกับพื้นเป็นแน่ ไตรเตชินคงไม่ได้ใจดีกับหล่อนขนาดนั้นหรอก แต่กระนั้นเธอก็ยังชอบเขาเหมือนเดิม เป็นความรักที่น่าพิศวงเสียจริง อยากรู้เหมือนกันว่าตอนไหนความรักจะหมดไป
อาจต้องลองไปให้สุดแล้วเจ็บอีกสักครั้งหรือเปล่าหล่อนก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน...
“คนอย่างไตรเตชินไม่มีวันชอบเธอเป็นอันขาด...รีบลุกไปทำงานได้แล้ว” พูดจบก็เดินออกจากห้องปล่อยร่างบางมองตามพลางถอนหายใจเหนื่อยล้า ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องทนกับความเจ็บปวดจากการถูกเกลียดด้วย
แค่เธอเดินออกมาก็ไม่ต้องปวดใจเหมือนตอนนี้หรอก...
แต่ทำอย่างไรได้ในเมื่ออยากลองไปให้สุดดูสักครั้ง แล้วถ้าวันนั้นเขายังไม่รักกันหล่อนจะยอมเป็นฝ่ายเดินออกมาเอง
“นั่งสิ ยืนอยู่ทำไม” เดินมาที่ห้องอาหารเห็นแม่บ้านนำมื้อเช้าขึ้นเสิร์ฟ เธอยิ้มพลางค้อมศีรษะให้บรรดาคุณป้าคุณน้าที่ตนไปผูกสมัครขอเป็นลูกศิษย์เรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายก็ยิ้มกลับแล้วนำข้าวต้มที่หญิงสาวทำขึ้นมาเสิร์ฟ
“ไม่ให้กิน” เจ้าของบ้านเอ่ยขึ้นขณะที่หล่อนกำลังจะตักข้าวเข้าปาก สร้างความสงสัยแก่เอมไอรินจนต้องขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจว่าทำไมตัวเองถึงถูกห้าม
“อยากกินก็ไปทำเอง นี่คนของฉันทำก็ต้องเป็นฉันที่ได้กินคนเดียว” ยักคิ้วอย่างเหนือกว่าแล้วยกยิ้มมุมปากขณะมองเธอนิ่ง ทำเอาคนตัวเล็กกว่าเกือบหลุดหัวเราะในความเด็กน้อยของเขา แล้วเฉลยความจริงให้ชายหนุ่มทราบ
“ก็นี่แหละค่ะ...เอมทำเอง” บอกด้วยความภาคภูมิใจแต่ดูเหมือนไตรเตชินจะไม่ได้มีอารมณ์ร่วมด้วย เพราะคิดว่าเธอกำลังโกหกตาใส
“ทำเองได้ยังไง เธอนอนหลับตื่นสายแล้วจะมาทำตอนไหน...ในฝันอย่างนั้นเหรอ” ร่ายยาวไม่เชื่อกับคำพูดของเธอ พอเห็นว่าหญิงสาวอ้าปากเตรียมเถียงก็รีบดักทางเธอเอาไว้ “ฉันไม่ใช่ควายจะได้โง่เชื่อเธอหรอกนะ ข้าวต้มพวกนี้แม่บ้านของฉันเป็นคนทำ ฉันจำรสชาติได้...” ว่าแล้วก็ตักชิมข้าวต้มปลาที่นานครั้งจะกินสักที รู้สึกว่ากับข้าวอร่อยขึ้นจึงได้ตักเข้าปากไม่หยุด
เธอเห็นเขากินอร่อยก็ยกมือเท้าคางมองอีกฝ่าย แอบอมยิ้มอย่างมีความสุขโดยไม่ได้พูดอะไรอีก รอจนเขากินไปได้ครึ่งชามพอดีกับที่แม่บ้านเดินเข้ามาเตรียมเสิร์ฟของหวาน จึงได้ใช้โอกาสนี้รีบเอ่ยถามให้คนอายุมากกว่าได้ทราบว่าใครกันแน่ที่เป็นแม่ครัว
“ป้านาคะ ข้าวต้มปลาที่เอมทำเป็นยังไงบ้างคะ อร่อยหรือเปล่า” คนที่กำลังรับประทานอาหารชะงักทันที
“อร่อยมากเลย ทุกคนในครัวตักกินจนหมดหม้อเลยล่ะ หนูเอมทำกับข้าวอร่อยจริงๆ ขอบคุณที่ตื่นเช้ามาช่วยทำกับข้าวนะ ตอนนี้ก็ทยอยขนไปโรงอาหารกลางแล้ว ใกล้เที่ยงก็จะได้เริ่มทำให้คนงานกินพอดีเลย” เอมไอรินยิ้มรับคำชมหน้าชื่นตาบาน ต่างจากร่างสูงที่ทำตัวไม่ถูกวางช้อนลงอย่างรวดเร็ว หยิบน้ำขึ้นมาดื่มแล้วเลือกจะดื่มกาแฟแทนข้าวต้ม
อาหารเช้านี้เป็นฝีมือของหล่อน...หญิงสาวตื่นตอนไหนกันแน่
เขามั่นใจว่าตอนเข้าไปหาในห้องเธอยังหลับไม่รู้เรื่องอยู่เลย แล้วจะบอกว่าตื่นไปทำอาหารได้อย่างไร
“พอดีเอมตื่นเช้าเลยไปช่วยคุณป้าคุณน้าทำงานในครัวน่ะค่ะ ทำเสร็จก็เห็นว่ายังไม่สายเลยกลับเข้ามานอนในห้อง ไม่คิดว่าพี่ไตรจะคิดถึงกันจนเข้ามาตาม” อธิบายเองหมดทุกอย่างพร้อมกับมองเขาด้วยรอยยิ้มเหมือนกำลังจะล้อเลียน
เจ้าของไร่ถึงกับพูดไม่ออกทำได้เพียงดื่มกาแฟให้หมดแก้วในคราวเดียว แต่ลืมไปว่าเป็นกาแฟร้อนทำเอากาแฟลวกลิ้นแต่ยังต้องทำตัวนิ่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ร้อน...ร้อนไหม...” เห็นเขาถูกน้ำร้อนลวกลิ้นก็เป็นห่วง แต่ก็พยายามกลั้นขำกับความหน้าตายของชายหนุ่ม ร้อนจนทนแทบไม่ไหวยังเก็บอาการเอาไว้ได้ทั้งที่หน้าแดงก่ำ เม้มปากแน่นแล้วหลบหน้าเขาโดยที่คนตัวสูงก็รู้ว่าหล่อนกำลังขำ
“ฉันจะไปทำงาน เธอก็รีบไปทำงานอย่าให้เห็นว่าอู้!” รู้ว่าเขากำลังอับอายแต่ดึงความดุเข้ามาข่ม เธอจึงพยักหน้าขึ้นลงพร้อมรับคำเสียงกลั้วหัวเราะในลำคอ “ค่ะ” มองตามคนตัวสูงที่เดินออกจากห้องไปแล้ว หลงเหลือเพียงหล่อนที่นั่งกินข้าวต้มอย่างมีความสุข
