บทที่ 8 หวั่นไหว 50%
บทที่ 8 หวั่นไหว 50%
ในตอนที่เดินตามแผ่นหลังบอบบางของหญิงสาวเข้ามาด้านในอาคารใจกลางเมืองที่เป็นจุดศูนย์รวมของผู้รากมากดีและผู้ที่มีอันจะกิน
หากมินตราอยากได้รถหรู ๆ ไว้ขับแต่เธอไม่มีวาสนา ห้องชุดสุดหรูพวกนี้นนทภพเองก็ไม่มีวาสนาเช่นกัน
ทว่าการเดินตามผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันไม่กี่ครั้ง พูดคุยกันแค่ครั้งแรก มันกลับทำให้เขากล้าพอที่จะก้าวข้ามกฎของตัวเอง
ถูกต้อง...นี่คือครั้งแรกที่เขาก้าวเข้ามาในห้องของผู้หญิง
สถานที่ที่ชายผู้ตั้งมั่นจะไม่ยอมตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ใด ๆ อย่างเขาจะไม่มีวันเหยียบย่างเข้าไป เพราะมัน...อันตราย
แต่เมื่อมินตรายกมือแตะประตูลิฟต์เพื่อปลดล็อกให้เขาเข้าไปยังปลายทาง ความรู้สึกในอกของนนทภพก็เริ่มเต้นแรง ราวกับหัวใจจะหลุดออกมาจากอก
“คุณอยู่ชั้นบนสุดเลยเหรอ” เขาถามขณะที่มองตัวเลขดิจิทัลที่สว่างค้างไว้
“ฉันไม่ชอบให้ใครเดินเหยียบหัว” มินตราตอบอย่างไม่ยี่หระทั้งยังกดข้อความโต้ตอบกับใครสักคนอยู่
พอได้ยินคำตอบนนทภพก็ไม่สามารถกลั้นยิ้มได้อีก เขาก้าวเท้าเข้ามาประจันหน้ากับเธอ มินตราเงยหน้าสบตาเขาและมองเลยไปด้านหลังข้างบนศีรษะของชายหนุ่ม
“ที่นี่ไม่มีกล้องไม่ต้องกลัวว่าจะมีคลิปหลุด”
เป็นคำพูดของเขา มินตรามองดวงตาสีเข้ม เธอเห็นสีนัยน์ตาของเขาชัดเจนขึ้นแล้ว
ภายในกล่องสี่เหลี่ยมที่ทะยานขึ้นไปยังชั้นบนสุดของตึกมหานครแห่งนี้ มันสว่างจนไม่ว่าเขาและเธอเราก็ต่างเห็นกันและกันอย่างชัดเจน
“ก็ถึงพาคุณมาที่นี่ไงคะ…” คำตอบของเธอเรียกได้ว่าเหนือความคาดหมายของเขา
นนทภพรู้มินตราเป็นคนฉลาด เพราะถ้าเขาคิดจะทำอะไรมิดีมิร้ายเธอ ทางหนีทีไล่หญิงสาวตรงหน้าก็คงเตรียมการไว้ให้ตัวเองหมดแล้ว
วันนั้นเธอมีการ์ดสี่คน…วันนี้ก็คงเช่นกัน เขายิ้มกว้างขึ้นและถือวิสาสะจับมือเธอเอานิ้วโป้งลูบหลังมือบาง
“เราก็แค่จะมาดื่มไวน์กันคุณนนท์” นนทภพยิ้มและกดใบหน้าลงรับคำเธอ แต่เขาก็โน้มตัวเข้ามาใกล้…ใกล้แบบที่ลมหายใจร้อนผ่าวเฉียดโดนซอกคอเธอ
“ใช่…นั่นคือความต้องการของคุณ แต่สำหรับผม…สาบานว่าไม่ได้คิดแค่นั้น” เขาซ่อนแววยิ้มในดวงตาที่แค่เพียงมองเธอก็สะท้านไปทั้งร่าง
“ผมคิดมากกว่านั้น…และอยากรู้จักคุณมากกว่านี้”
นนทภพพูดจบก็ยกมือเธอขึ้นมาจูบหลังมือ
“ผมเป็นซัปพอร์ตเตอร์ที่ดีนะ…ไม่ใช่แค่มินที่ไม่อยากผูกมัด ผมเองก็เช่นกัน” สุดท้ายเขาก็เปิดเปลือยธาตุแท้ออกมาแล้ว
คำพูดอาจจะจูงใจคนฟัง รอยยิ้มก็คงจะสะกดดวงตา แต่สิ่งที่ทำให้เธอชั่งใจคือสิ่งที่เขาพูดออกมานี่ต่างหาก
ถ้าหากความสัมพันธ์มันไม่ได้อยู่บนความยุ่งยาก อะไร ๆ มันก็คงจะดี
มินตราเงยหน้ามองเขาและทันใดนั้นใบหน้าคมคายก็โน้มลงมา ริมฝีปากของเราเกือบจะแตะกัน แต่เป็นโทรศัพท์ของเธอที่สั่นเตือนขึ้นมาก่อน
สองมือบางยกขึ้นดันอกแกร่ง แต่นนทภพไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป เขากดปากหนาลงมาบนปากบางก่อนจะขบเม้มปากล่างของเธอและจูบ…
นานเป็นนาทีที่เขาจะปล่อยให้มินตราเป็นอิสระ
“ฮะ… ฮะโหล” เสียงของเธอสั่นพร่าในขณะที่หัวใจเต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
มินตราก้าวออกจากลิฟต์อย่างเร็วคล้ายคนที่กำลังหนีอะไรบางอย่าง หลังมือบางยกขึ้นแตะริมฝีปากที่ยังรู้สึกชา ส่วนหัวใจของเธอยังคงเต้นระส่ำ
ความรู้สึกแบบนี้เธอไม่เคยเจอมาก่อนเลยในชีวิต
“กลับห้องสิ พะ พรุ่งนี้มีงาน” เป็นยลดาที่โทร. มาเช็กว่ามินตราถึงห้องหรือยัง และพอได้ยินเสียงหอบก็หยอกเย้ากลับมา
“กลับคนเดียวฉันจะกลับกะใครได้ ใครไปที่นั่นนะ!”
จากที่ตื่นเต้นเพราะโดนจู่โจมขโมยจูบ แต่พอรู้ว่าใครไปปรากฏตัวที่คลับนั่นมินตราก็กำโทรศัพท์แน่น
เสียงฝีเท้าที่เดินย่ำตามมาด้านหลังมินตรายังไม่ทันจะเปิดประตูเพนต์เฮาส์ด้วยซ้ำ กระไอร้อนผ่าวประชิดติดแผ่นหลังก่อนที่มือหนาจะสอดเข้ามาตรงช่วงแขนของเธอที่ยกขึ้นและดันบานประตู
“บอกมันไปตายซะ!” มินตรากัดฟันพูดกับยลดา
ณัฐชัยไปเมาอาละวาดที่โต๊ะเพื่อนของเธอ!
หลังจากวางสายไป มินตราก็ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู กระบอกตาเธอร้อนผ่าวด้วยความเคียดแค้น มือบางกำแน่นจนข้อขึ้นสีขาว
นนทภพยังคงยืนอยู่ด้านหลัง มองเห็นเพียงแผ่นหลังของเธอที่แข็งตึง ไม่ยอมขยับเข้าไปในห้อง
เหมือนว่าตอนนี้เธอกำลังจดจ่ออยู่กับบางสิ่ง บางอย่างที่อยู่ลึกในใจ…ไม่ใช่เขา
“ขยะ!” มินตราโพล่งออกมา ณัฐชัยอ้างชื่อของเธอและเพื่อนสนิทเพื่อเข้าไปในคลับนั้น
“ขยะ…มันก็แค่ขยะ เดี๋ยวจัดการให้” นนทภพจับจุดคนได้เร็ว
เสียงทุ้มที่กระซิบมาข้างใบหูก่อนที่ร่างหนาจะดันตัวเธอเข้ามาภายในห้อง
มินตราเม้มปากก่อนที่ร่างกายจะโดนอุ้มยกมาวางไว้ที่โซฟากลางห้อง และเขาก็นั่งยอบกายลงตรงหน้าเธอ
“คลับของคุณไม่ปลอดภัยเลย ถ้าวันนี้ฉันอยู่ตรงนั้นจะเป็นยังไง!!” น้ำเสียงเธอสั่น แต่แฝงความโกรธเกรี้ยวอย่างชัดเจน
มินตรากำมือแน่น ดวงตาแดงก่ำจนเหมือนจะร้องไห้ระบายความกรุ่นโกรธ
เธอจ้องเขม็งไปที่นนทภพราวกับกล่าวโทษเขาทั้งหมด
นนทภพเงียบไป เขาค่อยเอื้อมมือไปแตะหลังมือเธอเบา ๆ แล้วลูบปลอบ
รอยยิ้มจุดขึ้นที่มุมปาก แต่ดวงตากลับจับจ้องไปยังอากัปกิริยาของหญิงสาวตรงหน้าอย่างเงียบงัน
ไม่ใช่ไม่รู้สึกผิด แต่เขากำลังประมวลทุกอย่างอยู่ในใจ
ยลดาบอกเธอว่าณัฐชัยมันบุกไปอาละวาดในคลับเมื่อคืน พร้อมคำขู่และความเดือดดาลที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
แค่คิดมินตราแทบจะทนไม่ไหว ถ้าเธออยู่ที่นั่นจริง ๆ จะยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนในสภาพนั้น
เธอคงไม่มีหน้าเหลือที่จะมองใครอีกแล้ว!
“เดี๋ยวผมจัดการให้…โอเคไหม มินอย่าหงุดหงิดเลยนะ”
นนทภพกล่อมเธอด้วยน้ำเสียงเย็น ๆ แต่มินตรากลับร้อนเป็นไฟยิ่งกว่าเดิม
“คุณจะจัดการยังไง! ถ้าฉันไม่ออกมาที่นี่คนคงได้แห่พูดเรื่องนี้กันแน่!” เธอมองหน้าเขาแล้วพูดอย่างเป็นตัวเอง
นนทภพมองเธอและก็รู้ว่าที่มินตราไม่ชอบที่สุดคือเรื่องไม่ดีที่คนจะเอาไปพูดกันต่อ
เธอเป็นคนหยิ่งทะนง เข้าถึงยากไม่แคร์ใคร แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้แคร์สายตาคนอื่นนัก
หรืออาจจะเพราะตัวหญิงสาวเองก็คงจะมีแผลที่บอกใครไม่ได้เช่นกัน และนั่นก็เป็นสิ่งที่นนทภพต้องรู้ให้ได้
“ดื่มอะไรเย็น ๆ ก่อนไหม คุณจะได้ใจเย็นแล้วเรามาคุยกัน”
นนทภพทำตัวไม่ต่างกับเจ้าของห้อง เขาจัดการเครื่องดื่มมาบริการเสิร์ฟเธอถึงที่
มินตราสร่างเมาไปเรียบร้อยแล้ว เธอยกเครื่องดื่มที่บริกรหน้าตาดีอย่างเขาเสิร์ฟลงคอแบบรัว ๆ เพียงครู่เดียวอาการสร่างเมาก็เข้มข้นขึ้นอีกครั้ง
“คุณจะจัดการยังไง คุณรู้ไหมว่าเที่ยวที่ร้านคุณแพงกว่าสิบร้านที่ฉันเที่ยวทั้งปีอีก” น้ำเสียงของเธอยืดยานทั้งยังมองหน้าเขาอย่างหาเรื่อง
ไวน์แดงขวดนี้ของนนทภพร้ายแรงจริง ๆ แต่มินตราสูญเสียสติสัมปชัญญะไปเกือบหมดแล้ว
“แต่ดูสิว่าความปลอดภัยของลูกค้าอยู่ไหน! ถ้ามันมีมีดมีปืนมายิงฉันตายคุณรับผิดชอบฉันไหวเหรอ!” นนทภพมองใบหน้ากลมเกลี้ยงแดงก่ำที่จ้องเขาอย่างเอาเรื่อง
มินตราน่าจะเป็นคนดื่มแล้วตัวแดง ในคลับมันมืดเขามองไม่เห็นเธอชัด แต่ตอนนี้ภายในห้องของเธอ…นนทภพมองเห็นผิวกายขาวเนียนสะอาดของเธอเปลี่ยนสีแบบชัดเจนเต็มสองตา
“ถ้าคุณเป็นอะไรไปผมก็ยินดีรับผิดชอบ…”
เขากล่อมเธออย่างใจเย็น ทั้งยังใช้ปลายนิ้วเก็บเส้นผมที่มาปิดกรอบหน้าสวยนั่นด้วย
มือบางปัดออกและหัวเราะออกมาก่อนจะส่ายหน้ามองเขาราวกับคำพูดของเขามันน่าขบขันนักหนา
“จะรับผิดชอบ! เฮอะ!! คุณรับผิดชอบฉันไม่ไหวหรอก ฉันงี่เง่า ปากร้าย เรื่องมาก ร้ายกาจที่สุด ฉันแพ้ไม่เป็น ไม่มีใครทนฉันได้หรอก อย่ามาพูดว่าจะรับผิดชอบฉันอีก เพราะขนาดคนที่ทำให้ฉันเกิดมายังไม่มีปัญญารับผิดชอบกันเลย!!”
มินตราพูดจบก็หัวเราะอีกครั้งและยกกระดกแก้วไวน์ขึ้นมาดื่มจนหมดแก้ว และพริบตาเดียวร่างเล็กก็ทิ้งตัวหงายหลังไปกับโซฟาทันที
นนทภพกะพริบตาช้า ๆ มองเธอที่นอนหลับตาหายใจแผ่วเบา และเขาก็เห็นน้ำสีใสที่ไหลออกมาจากหางตาเธอ
ชายหนุ่มวางมือลงบนศีรษะเธอแล้วลูบด้วยความรู้สึกนึกเอ็นดู
“ที่แท้ก็เด็กมีปัญหานี่เอง…”
