บทที่ 3 คนที่ช่วย OR คนที่แฉ (เจอหน้า)
บทที่ 3 คนที่ช่วย OR คนที่แฉ (เจอหน้า)
หลังจากยลดาปลีกตัวไปแล้วมินตราก็วางขวดไวน์ในมือลงเพราะมีแก้วทรงสูงที่บรรจุน้ำสีแดงเบอร์กันดีจากซอมเมอลิเยร์มาเสิร์ฟเพื่อเรียกความสนใจ
“คุณมินลองดื่มดูครับผมแนะนำเป็นตัวนี้ แต่ถ้าคุณมินอยากเปิดขวดพวกนี้ต้องรอนายครับ เดี๋ยวคุยธุระเสร็จจะลงมา”
มินตรายิ้มกดใบหน้าลงก่อนจะหย่อนสะโพกนั่งลงบนเก้าอี้บาร์ตัวสูง
“ที่จริงฉันก็แค่ยืมชื่อเจ้านายคุณบอกปัดเพื่อนเฉย ๆ ค่ะ”
มินตราพูดจบก็ยกแก้วไวน์ขึ้นดื่ม ก่อนจะอมยิ้มและเลิกคิ้วใส่อีกฝ่ายที่ทำหน้าอึ้งใส่เธอ
“ผมคิดว่าคุณมินอยากจะเจอนายผมซะอีก…”
“ไม่ค่ะ มินไม่ได้อยากรู้จักใครเพิ่มและขอเวลาส่วนตัว”
มินตราใช้นิ้วมือดันขวดไวน์ตรงหน้าที่ไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้แสดงออกว่าหลงใหลมันนักหนา แต่เมื่อหมดประโยชน์ก็ดันมันหลบทางไป และเธอก็หันมาสนใจเครื่องดื่มที่ตนเองเป็นคนสั่ง
แม้มันเป็นสิ่งที่หายาก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้มินตราจะต้องหลงใหลไปกับมันขนาดนั้น…ก็แค่เครื่องดื่ม
หญิงสาวอมยิ้มให้กับสิ่งที่ตนเองกำลังทำ โดยไม่รู้เลยว่าหลังกล้องวงจรปิดที่อยู่เหนือศีรษะเธอนั้นมีใครบางคนก็นั่งอมยิ้มอยู่เช่นกัน
มินตราใช้เวลาอยู่หน้าบาร์ตั้งแต่มาถึงที่นี่จนเวลาผ่านไปเป็นชั่วโมง จากที่นั่งหลังตรงก็เปลี่ยนไปนั่งห้อยปลายเท้าข้างหนึ่งด้วยท่าทีสบายขึ้น
จะว่าเป็นเพราะแอลกอฮอล์ในเลือดที่มีปริมาณมากเกิน ดื่มที่บ้านมากับเพื่อนก็ไม่ใช่น้อยแล้วไหนจะที่ดื่มอยู่ตอนนี้อีก
เธอก็ไม่ใช่คนดื่มเก่งกาจอะไร ดื่มได้ก็อ้วกเป็น
“พักก่อนค่ะ”
เมื่อปริมาณเครื่องดื่มในแก้วลดลงจนเกือบหมดซอมเมอลิเยร์คนเดิมก็ยังคงทำหน้าที่บริการกันเป็นอย่างดี มันดีเสียจนสิ่งที่ดื่มเข้าไปเอ่อล้นตีขึ้นมาจนมินตราต้องร้องขอพัก
“คุณมินจะรับอาหารหน่อยไหมครับ”
มินตรารู้สึกว่านี่ก็เป็นคำถามที่ดี สองวันมานี้เธอกินอะไรไม่ค่อยลง นอกจากดื่มของมึนเมาก็ไม่ค่อยมีอาหารตกถึงท้องเลย
“เอาอะไรทานเล่น ไม่มัน ไม่ทอดมาอย่างหนึ่งก็ได้ค่ะ”
เธอก็นั่งมานานและดื่มไปค่อนข้างเยอะ คิดว่าหาอะไรมารองท้องหน่อยก็น่าจะดี
“เอาเหมือนเดิม”
และเก้าอี้ด้านข้างก็มีคนมานั่งหลังจากที่ว่างมาตั้งแต่เธอเข้ามา มินตราไม่ได้สนใจว่าจะมีลูกค้าคนใหม่จะเข้ามาสั่งเครื่องดื่มเหมือนเดิมหรือไม่เหมือนเดิมยังไง
แต่จนเมื่อปลายจมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมสะอาดที่ลอยกรุ่นออกมาจากร่างกายกำยำของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งบนเก้าอี้บาร์ที่ถัดจากเธอ
มินตราเม้มปากและอดไม่ได้ที่จะหันไปมอง ก่อนจะหันหน้ากลับมาอย่างรวดเร็วเพราะเป็นเขาที่มองเธออยู่ก่อนแล้ว
ดวงตาคมเข้มจ้องมองเธอด้วยแววตาราบเรียบ มุมปากหยักยกโค้งขึ้นนิดหนึ่ง มินตรากะพริบตาก่อนจะเบนหน้ากลับมาพร้อมกับเผลอกำก้านแก้วไวน์ในมือ
“ไม่คิดว่าจะเจอกันที่นี่... มาดื่มแก้เหงาเหรอครับ?”
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นเบา ๆ แต่ชัดเจนราวกับกระซิบข้างหู
ผู้ชายตัวสูงผิวขาว โครงหน้าคมชัดทุกองศา ใบหน้าเรียวเล็ก คิ้วเข้ม ดวงตาเรียวรีสีน้ำตาลเข้มคู่นั้น ปลายจมูกโด่งรับกับปากหยักที่ยังคงยิ้มอย่างรู้ดี
มินตราจดจำคนคนนี้ได้เป็นอย่างดี
เขาแสดงออกชัดเจนว่าจำเธอได้...
แล้วเธอจะต้องแสดงออกว่าจำเขาได้ด้วยหรือเปล่า...
“มินตรา วงศ์ยศวรรศวาณิชย์ เจ้าของเช็คเงินสดห้าล้านที่ผมส่งคืนกลับไป”
เขาเปิดประเด็นขึ้นมาอย่างไม่รออะไร และเก้าอี้ตัวข้างหมุนมาเผชิญหน้า แม้เธอจะไม่ได้หันไปก็รู้ว่าเขา…กำลังมองเธออยู่
มินตราจิกเล็บนิ้วโป้งที่ทาเคลือบด้วยสีเจลอย่างดีลงไปกับก้านแก้วไวน์
“หรือมันน้อยไปคุณถึงส่งคืน?”
ในเมื่อเขากล้าเผชิญหน้าแล้ว ทำไมเธอจะต้องหลบด้วย
มินตราหมุนเก้าอี้ที่นั่งอยู่หมุนหันไปประจันหน้ากับชายหนุ่มตรงหน้า ดวงตาคมเข้มจ้องมองเธอด้วยความสนใจอย่างไม่ปิดบัง ราวกับต้องการเจาะลึกเข้าไปถึงทุกอณูในตัวเธอ
มุมปากหยักค่อย ๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
ชายหนุ่มมั่นใจมากว่ามินตราจะต้องจำเขาได้ และจะจำได้จนไม่มีวันลืม
“บางอย่างเงินก็ซื้อไม่ได้”
รอยยิ้มกว้างของเขาพร้อมกับแก้วไวน์ที่ยื่นมาชนกับแก้วไวน์ของเธออย่างถือวิสาสะ มินตราแอบกัดกระพุ้งแก้มตัวเอง
“ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเงินมันจะซื้อทุกอย่างไม่ได้ คุณต้องการเท่าไหร่กับความเสียหายในวันนั้น”
เธอจ้องตาเขาและถามกลับไปด้วยน้ำเสียงขึ้นจมูก แต่สิ่งที่เขาทำคือยิ้มราวกับว่าคำถามของเธอเป็นเรื่องที่ทำให้เขายิ้มได้
รอยยิ้มของเขาก็ยังคงเป็นแบบวันนั้นที่เราเจอกันครั้งแรก…หัวใจของเธอเต้นแรงขึ้น เมื่อเขาแค่เพียงขยับขาปลายเท้าก็ถึงพื้นแล้ว
ความสูงของผู้ชายตรงหน้าเขาสูงกว่าเธอเป็นสิบเซนติเมตร เขาขยับขาลุกขึ้นและดึงเก้าอี้ตัวที่ขวางกั้นเราออกไปก่อนจะมานั่งแทนที่
“คุณคิดว่าเงินห้าล้านของคุณมีค่ามากขนาดไหน?”
เขาถามกลับก่อนจะดึงแก้วไวน์ในมือเธอไป…แบบที่เธอทำกับเขาในวันนั้น
“คุณคิดจะแฉฉันเหรอ วิธีการของคุณก็คือจะเอากล้องวงจรปิดในโชว์รูมของคุณไปขายนักข่าวใช่ไหม”
ทั้งใบหน้าและแววตาของเธอดุดันจนคนที่คุยด้วยหลุดหัวเราะออกมา
“ผมจะทำแบบนั้นให้คุณเกลียดผมทำไม ผมรู้ว่ามินเป็นคนหน้าบาง…และก็เป็นผมเองที่ช่วยเพื่อนมินปิดข่าวอีกแรงด้วย”
คำตอบของเขายิ่งทำให้คนที่สะสมความเครียดมาตลอดหลายวันกำมือแน่น มินตราเชิดใบหน้าขึ้นอย่างถือดี
“มินรู้ไหมว่าเรื่องราวในวันนั้นที่คุณทำ มันทำผมเสียหายไปเท่าไหร่”
“เท่าไหร่ฉันก็มีปัญญาจ่ายคุณก็แค่บอกตัวเลขมาไม่ต้องเล่นลิ้น” คนฟังทั้งยิ้มทั้งหัวเราะ
ในอกของเขาชุ่มชื้นไปหมด ความเหนื่อยล้าจากการทำงานในวันนี้หายเป็นปลิดทิ้ง
“ผมรู้ว่าคุณมีฐานะ แต่ผมก็ไม่ใช่คนไม่มีเงินนะ ห้าล้านของคุณเทียบไม่ได้เลยกับยอดขายวันนั้นของผม แก้วไวน์แตกกระจาย น้ำไวน์ที่กระเด็นหกเลอะ แม้คุณจะจากไปพร้อมกับชัยชนะและความสะใจ แต่งานของผมไปต่อไม่ได้”
“...”
“คุณรู้ไหมว่าผมต้องสะสมคอนเน็กชันเท่าไหร่ ลูกค้าบินมาจากต่างประเทศเพื่องานนี้กี่สิบคน คุณคิดว่าถ้ารอบหน้าผมจัดงานอีกจะมีใครกล้ามาไหม…เพราะฉะนั้นเงินของคุณมันไม่มีค่าเลยสำหรับผม”
คำพูดของเขาเหมือนกับน้ำเย็น ๆ สาดเข้ามาที่ใบหน้าเธอ
น้ำเสียงของเขาจริงจังมากขึ้น และมันก็ทำให้มินตราอึดอัดจนเหมือนจะหายใจไม่ออก
ใช่…วันนั้นเธอชนะและสะใจโดยไม่ได้คิดว่าคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง
“แล้วคุณต้องการอะไร ปากคุณบอกไม่แฉทั้งยังช่วยฉันแต่สิ่งที่คุณทำอยู่ไม่ใช่การบีบบังคับกันเพื่อให้ได้ในสิ่งที่คุณต้องการ!”
ไม่ใช่ว่ามินตราไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร เธอส่งเช็คเงินสดแสดงความรับผิดชอบไปให้แล้วแต่เขาไม่รับ
ทั้งยังกลับส่งเช็คคืนมา พร้อมกับส่งทนายมาเจรจาให้เธอไปพบเพื่อเคลียร์เรื่องนี้กัน
แต่ยังไม่ได้นัดวันอะไรเลย...แล้วเราก็มาเจอกันที่นี่ คืนนี้!
“ถ้ามินพูดแบบนี้ก็น่าจะรู้ว่าผมต้องการอะไรจากคุณ”
ลำคอของมินตราแห้งผาก เธอหันไปมองหน้าเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยโทสะคุกรุ่นมือก็กำแน่น
“ฉันไม่รู้!”
“อยากให้ผมพูดกับคุณตรงนี้จริง ๆ เหรอว่านนทภพ พชรเมธากุล ต้องการความรับผิดชอบในเรื่องนั้นจากคุณยังไง?”
