ตอนที่ 7 แสงจันทร์เปื้อนราคี
ท่ามกลางผืนน้ำที่โอบล้อมเรือนร่างของบุรุษทั้งสอง แสงจันทร์นวลทอดเงาไหวระริกบนผิวน้ำ แม่ทัพเซียวหลงเหยียนยังคงนิ่งสงบ ทอดสายตาคมปลาบจ้องมองเรือนร่างกำยำทว่านวลละเอียดของพยัคฆ์หนุ่มเบื้องหน้าด้วยความพึงใจลึกล้ำ
ในยามนี้ จอมทัพผู้มากเล่ห์หาได้รีบร้อนลงมือหักหาญไม่ เขากำลังปล่อยมนต์วิเศษเป็นแรงกดดัน ทำหน้าที่ล่อลวงให้นายกองหนุ่มผู้นี้ตกลงสู่บ่วงตัณหาจนยากจะถอนตัว เสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจเอื้อนเอ่ยทำลายความเงียบ แทรกซึมไปกับเสียงซัดสาดของสายน้ำ
"นายกองหนุ่ม... หากเจ้าปรารถนาจะทะยานขึ้นสู่ที่สูง เหนือกว่าผู้ใดในวัยเดียวกัน สิ่งสำคัญที่สุดที่เจ้าต้องมี... คือหัวใจที่เด็ดเดี่ยว"
จอมทัพเฒ่าเว้นจังหวะ สายตาคู่นั้นกวาดมองหยาดน้ำที่เกาะพราวบนลาดไหล่แกร่งและแผ่ขยายไปตามแผงอกผึ่งผายของจ้าวหานเฟิง ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ดั่งลิ่มตอกย้ำความจริงอันโหดร้ายแทงทะลุใจนักรบหนุ่ม
"และเมื่อใดที่เจ้าตัดสินใจก้าวข้ามเส้นแบ่งของศีลธรรมไปแล้ว... เจ้าจะไม่มีวันก้าวถอยหลังกลับไปได้อีกเป็นอันขาด"
คำเตือนนั้นดั่งคำสาปทมิฬที่สลักลึกลงไปในวิญญาณ จ้าวหานเฟิงยืนนิ่งขบกรามแน่นจนขึ้นสันนูน ความเงียบงันและไอเย็นรอบกายบีบรัดหัวใจจนแทบหายใจไม่ทั่วท้อง เขารู้ซึ้งแก่ใจดีว่าในโลกแห่งความเป็นจริงอันโสมมใต้เงามืดของสมรภูมิแห่งนี้ การจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจและเกียรติยศในเวลาอันสั้นเพื่อครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง มันมีราคาค่างวดที่ต้องจ่ายแพงลิบลิ่วเกินกว่าจะจินตนาการ
นั่นคือการยอมขายเรือนร่าง สละศักดิ์ศรี และมลายจิตวิญญาณอันซื่อตรงให้แก่บุรุษผู้ทรงอำนาจเบื้องหน้า หากเขายังดันทุรังอาศัยเพียงแค่พละกำลัง ฝีมือ และผลงานตามตำราพิชัยยุทธ์อันขาวสะอาด กว่าจะปีนป่ายขึ้นไปถึงจุดที่ปรารถนา ร่างกายก็คงร่วงโรยเข้าสู่วัยชราอย่างไร้ค่า
ความเงียบงันปกคลุมลำธารสายนั้นเนิ่นนาน มีเพียงเสียงสายน้ำไหลเอื่อยที่คอยชำระล้างกรวดหิน จ้าวหานเฟิงทำได้เพียงนั่งนิ่ง ปล่อยให้จิตใจจมดิ่งอยู่กับความสับสนอลหม่านที่ตีรวนอยู่ในอก เวลาผ่านไปหลายอึดใจเขาก็ยังมิอาจเค้นคำตอบใดๆ ออกมาให้แก่จอมทัพเบื้องหน้าได้ ศักดิ์ศรีอันละอายและภาระหน้าที่พะอืดพะอมจนคำพูดมันจุกอยู่ที่คอ
ทว่า... แม่ทัพเซียวหลงเหยียนกลับมิคิดจะรอคอยอีกต่อไป ไฟตัณหาอันหิวกระหายที่ถูกกักขังไว้ในส่วนลึกโหมกระพือขึ้นจนเกินจะฝืนทน ร่างสูงใหญ่ขยับฝ่าความเย็นเยียบของสายน้ำเข้าประชิด พริบตานั้น ฝ่ามือหนาอันหยาบกร้านจากการจับศาสตราวุธมาแรมปี ก็เลื่อนต่ำลงสัมผัสเข้ากับส่วนลึกแห่งความเป็นชายของนายกองหนุ่มอย่างจงใจ
"อ๊า..."
จ้าวหานเฟิงถึงกับสะดุ้งสุดตัว ร่างแกร่งสั่นสะท้านไปทั้งสรรพางค์กายด้วยความเสียวกระสันอันรุนแรงที่แล่นริ้วเข้าสู่แกนกลางลำตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว กระแสน้ำอันเย็นยะเยือกในลำธารมิอาจดับไอร้อนที่เริ่มเดือดพล่านบนผิวเนื้อของเขาได้ ชายหนุ่มพยายามประคองสติอันพร่าเลือน เอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่าและสั่นเครือ
"ท่านแม่ทัพ... พวกเราทำแบบนี้มัน... มันจะดีจริงๆหรือ..."
เมื่อเห็นพยัคฆ์หนุ่มเริ่มไร้สิ้นแรงต้านทาน แม่ทัพเซียวหลงเหยียนก็ยกยิ้มมุมปาก นัยน์ตาคู่คมวาววับด้วยความพึงใจลึกล้ำดุจผู้ชนะที่กุมชะตาชีวิตของเหยื่อไว้ในอุ้งมือ เขาขยับวงหน้าเข้าไปใกล้จนชิดใบหูของอีกฝ่าย ก่อนจะกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันทรงเสน่ห์ทว่าร้ายกาจ
"มันย่อมดีต่ออนาคตของเจ้าแน่นอน..."
สิ้นคำยืนยันอันเคลือบยาพิษ ฝ่ามือหนาของจอมทัพเฒ่าก็เริ่มขยับขับเคลื่อน ลูบไล้บดเบียดไปมาอย่างมีชั้นเชิงเพื่อกระตุ้นเร้าการตื่นตัว สัมผัสอันช่ำชองหน่วงหนักและเน้นย้ำสร้างความปั่นป่วนให้ขุนศึกหนุ่มผู้ใสซื่อจนหัวใจเต้นระรัวราวกับรัวกลองรบ ร่างกายของจ้าวหานเฟิงเริ่มบิดเร้า สัญชาตญาณดิบที่พยายามกดข่มไว้บัดนี้กำลังถูกปลุกให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างช้าๆ
หลังจากการปลุกเร้าจนสมอุราท่ามกลางกระแสน้ำอันเย็นยะเยือก จอมทัพเฒ่าผู้เจนโลกก็เอื้อมมือมาเกาะกุมฝ่ามืออันสั่นเทาของนายกองหนุ่มพลางจูงรั้งร่างแกร่งให้ก้าวเดินขึ้นสู่ตลิ่งเบื้องบน สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยอย่างอาทรทว่าแฝงนัยยะลึกล้ำ
"พวกเราขึ้นไปด้านบนกันก่อนเดี๋ยวเจ้าจะจับไข้เอาได้"
คนทั้งสองเคลื่อนย้ายเปลี่ยนบรรยากาศมาประทับอยู่ ณ บริเวณโขดหินใหญ่ริมธาร ผิวมันวาวของหินผาสะท้อนรับกับแสงจันทร์และหมู่ดาวที่ส่องประกายเต็มท้องนฟ้า ยามนี้แก่นความเป็นชายของจ้าวหานเฟิง พองโตตึงแน่นจนสู้แสงจันทร์
"ข้าปรารถนาจะลิ้มลองความแกร่งกร้าวของยอดบุรุษเช่นเจ้ามาเนิ่นนานแล้ว..."
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนหาได้รีรอช้าให้เวลาสูญเปล่า ยอดขุนศึกผู้สูงวัยกว่าโน้มกายก้มต่ำลงเบื้องหน้าพยัคฆ์หนุ่ม ก่อนจะครอบครองแกนกายนั้นด้วยริมฝีปากและเรียวลิ้นอันร้อนระอุ ดำดิ่งลงสู่ความหิวกระหายที่เก็บกักมานาน
"อ๊า...!"
จ้าวหานเฟิงถึงกับร่างสะท้านฮวบ ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความเสียวซ่านอันหนักหน่วงจนแทบกลับกลายกึ่งพร่าเลือน วงหน้าหล่อเหลาแหงนหงายขึ้นสู่ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ หยาดเหงื่อและหยาดน้ำเกาะตามไรผม ท่ามกลางห้วงอารมณ์ที่ถูกเคี่ยวกรำด้วยความกระสันรัญจวนอันไร้ทางต้าน ภาพใบหน้าอันงดงามละมุนตาของสตรีผู้เป็นดวงใจพลันผุดขึ้นมาในมโนสำนึกดั่งดวงประทีปดวงเดียวที่หลงเหลืออยู่
"ไป๋เหม่ยหลาน... ข้าคิดถึงเจ้า... คิดถึงเจ้าเหลือเกิน..."
น้ำเสียงแหบพร่าครางละเมอรำพันถึงเพียงแต่นางอันเป็นที่รักอย่างสุดหัวใจ เสียงสะอื้นไห้ในอกที่ต้องยอมแลกเกียรติยศผสมปนเปไปกับเสียงหอบหายใจกระเส่า ยามที่ร่างกายและสัญชาตญาณดิบกำลังเพลิดเพลินหลงระเริงไปกับรสสัมผัสอันช่ำชองที่จอมทัพ
"ท่านแม่ทัพ... ข้า... ข้าไม่ไหวแล้ว มันจะออกมาแล้วขอรับ!"
จ้าวหานเฟิงเค้นสุ้มเสียงกล่าวออกมาด้วยความตื่นตระหนกและเป็นกังวลอย่างถึงที่สุด ทว่าร่างกายกลับทรยศต่อความยับยั้งชั่งใจเมื่อถูกคลื่นความเสียวกระสันอันหนักหน่วงโถมเข้าเล่นงานจนสติสัมปชัญญะแทบดับสูญ วงหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวด้วยความรัญจวน แขนทั้งสองข้างยึดเกาะลาดไหล่หนาของจอมทัพไว้แน่นเพื่อพยุงร่างอันสั่นเทา
"เจ้าปลดปล่อยความเป็นชายของเจ้าออกมาเลย... ข้าจะเป็นผู้รองรับมันไว้เอง"
แม่ทัพเซียวหลงเหยียนเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่พล่าเลือนด้วยความกระหาย ก่อนจะทวีความเร็วและความหนักหน่วงของเรียวลิ้นอย่างช่ำชองยิ่งกว่าเดิม เขาหมายมั่นปรารถนาที่จะลิ้มลองหยาดธารสีขาวขุ่นอันเปี่ยมด้วยพลังวัยฉกรรจ์ของนายกองหนุ่มผู้นี้อีกครั้งอย่างหิวกระหาย
เพียงไม่กี่อึดใจ ท่ามกลางเสียงลมราตรีที่พัดผ่าน สะโพกสอบของนายกองหนุ่มพลันกระตุกเกร็ง จ้าวหานเฟิงแผดเสียงครางกระเส่าลั่นก่อนจะปลดปล่อยหยาดน้ำแห่งความปรารถนาอันปะทุเดือดออกมาจนหมดสิ้น ท่านแม่ทัพใช้ริมฝีปากและโพรงปากอันร้อนระอุกลืนกินทุกหยาดหยาดธารคาวโลกีย์นั้นลงคออย่างไม่กระดิกสายตาหนี ประดับไปด้วยความพึงพอใจลึกล้ำดุจผู้ชนะที่สยบพยัคฆ์หนุ่มได้สำเร็จ
ร่างของจ้าวหานเฟิงสะท้านเยือกไปมาไม่หยุด หยาดน้ำตาแห่งความอัปยศระคนเสียวซ่านรินไหลอาบแก้ม ชายหนุ่มหอบหายใจจนแผงอกเพื่อมขึ้นลงราวกับคนสิ้นเรี่ยวแรง บัดนี้ร่างกายของเขาซวนเซคล้ายสาวน้อยผู้ไร้เดียงสาที่เพิ่งเคยพานพบกับบทเรียนโลกีย์เป็นครั้งแรก... เป็นครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสชาติของความปรารถนาอันมืดดำและดิบเถื่อนที่แท้จริง ซึ่งลบล้างเกียรติยศและอุดมการณ์ทหารเสือของเขาจนหมดสิ้น
