บทที่ 2 ถูกเซอร์ไพรส์กลับแบบไม่ทันตั้งตัว
พราวตะวันยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป สมองของเธอขาวโพลน โลกทั้งใบที่เคยเต็มไปด้วยสีสันพังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดีในเสี้ยววินาที ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนแทบ จะพยุงร่างไว้ไม่อยู่ ดวงตากลมโตเบิกกว้างจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยความร้าวรานที่เริ่มก่อตัวขึ้นในอก
"ขอโทษนะคะ คุณมาหาใคร แต่คงจะผิดห้องแล้วละค่ะเพราะฉันไม่รู้จักคุณ"
หญิงสาวแปลกหน้าคนนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเล็กน้อย คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันพลางปรายตามองพราวตะวันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างประเมิน ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวก็ทำให้พราวตะวันแทบจะทรุดลงกับพื้น มันเหมือนมีมีดนับร้อยเล่มกรีดลงกลางใจ เสียงของณัฐที่เคยบอกรักเธอทุกคืนผุดขึ้นมาในหัว ซ้อนทับกับภาพของผู้หญิงในชุดคลุมอาบน้ำที่ยืนอยู่ในห้องของเขา ห้องที่เขาเคยบอกว่าเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มีเพียงเธอเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา
พราวตะวันพยายามเค้นเสียงที่ติดอยู่ในลำคอออกมา เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง คนที่เธอรัก คนที่เธอไว้ใจ คนที่บอกว่ารักเธอทุกวัน คือผู้ชายที่ไม่ซื่อสัตย์ ความรู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกทำให้เธอแทบหายใจไม่ออก หยาดน้ำตาร้อนๆ เริ่มรื้นขึ้นมาที่ขอบตา แต่ด้วยศักดิ์ศรีและความเข้มแข็งที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก เธอพยายามกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปอย่างยากลำบาก
"ขอโทษนะคะ ฉันคงจะจำผิดไปจริงๆ" พราวตะวันกล่าวเพียงเท่านั้นเธอก็หันหลังกลับทันที เธอไม่ได้ขอเข้าไปดูให้เห็นกับตา ไม่ได้ตะโกนโวยวาย หรือเรียกหาณัฐ เพราะทุกอย่างมันอธิบายตัวมันเองอยู่แล้ว และไม่สามารถที่จะคิดเป็นอื่นไปได้เลยรองเท้าหนังผู้หญิงส้นสูงสีดำที่ถอดทิ้งไว้ระเกะระกะหน้าประตู กับสภาพของผู้หญิงคนนั้น มันคือหลักฐานที่มัดตัวจนดิ้นไม่หลุด หญิงสาวลากกระเป๋าเดินทางเดินห่างออกมาจากประตูห้องบานนั้นด้วยความรู้สึกที่เหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่าง
พราวตะวันไม่เคยคาดคิดเลยว่าเธอจะถูกสวมหมวกเขียวใบโตให้ การถูกทรยศหักหลังโดยคนที่รักและไว้ใจที่สุดมันเจ็บปวดจนเจียนบ้า โชคยังดีที่เธอไม่ได้ถลำตัวจนลึกซึ้งและมอบสิ่งที่หวงแหนที่สุดให้กับผู้ชายมักมากอย่างเขา อย่างน้อยก็ยังเหลือตัวตนไว้ให้ได้ภาคภูมิใจอยู่บ้าง ทันทีที่ประตูลิฟต์ปิดลงและกั้นเธอออกจากโลกของณัฐ หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่อาจอดกลั้น หญิงสาวยกมือขึ้นปิดหน้าร้องไห้สะอื้นอย่างน่าสงสาร ร่างบางสั่นสะท้านด้วยแรงสะอื้น ความโกรธแค้น และความผิดหวัง ความรักสามปีที่เธอเฝ้าฟูมฟัก ความฝันที่จะมีอนาคตร่วมกัน ทุกอย่างถูกทำลายลงด้วยความมักง่ายของผู้ชายคนเดียว
นาฬิกาเรือนหรูในกระเป๋าที่เตรียมมาเป็นของขวัญ บัดนี้กลายเป็นเพียงสิ่งของไร้ค่าที่ตอกย้ำความโง่เขลาของตัวเธอเอง หญิงสาวเดินออกจากคอนโดแบบไร้ชีวิตชีวา ใบหน้าสวยหวานเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลไม่หยุด ท้องฟ้ากรุงเทพฯ ในยามดึกที่เคยดูสวยงาม บัดนี้กลับมืดมิดและหนาวเหน็บราวกับกำลังตอกย้ำความอ้างว้างในหัวใจของเธอ
พราวตะวันหยุดยืนอยู่ริมถนน มือบางกำโทรศัพท์แน่นจนข้อขาว เธอตัดสินใจปิดเครื่องเพื่อตัดการติดต่อจากโลกภายนอก โดยเฉพาะจากผู้ชายที่เพิ่งเหยียบย่ำหัวใจ
เธอจนแหลกสลาย เธอไม่อยากกลับบ้านไปให้พ่อเห็นสภาพที่อ่อนแอของเธอในตอนนี้ เธอต้องการเพียงแค่สถานที่สักแห่ง... สถานที่ที่จะช่วยให้เธอลืมความเจ็บปวดนี้ไปได้ แม้เพียงชั่วคราวก็ยังดี
ความปวดร้าวที่ฝังลึกทำให้เธอตัดสินใจโบกแท็กซี่อีกครั้ง เป้าหมายต่อไปไม่ใช่สถานที่ที่เต็มไปด้วยความทรงจำ แต่เป็นสถานที่ที่จะทำให้สติสัมปชัญญะของเธอหลุดลอย เพื่อหนีจากความจริงอันโหดร้ายที่เธอเพิ่งพานพบมาหมาดๆ...เสียงเพลงแดนซ์จังหวะเร้าใจจากผับหรูใจกลางกรุงเทพฯ ไม่ได้ช่วยให้พราวตะวันรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย หากแต่ความคึกคักรอบตัวยิ่งตอกย้ำความว่างเปล่าภายในใจของเธอ แสงไฟเลเซอร์หลากสีสันที่สาดส่องตัดสลับไปมาท่ามกลางกลุ่มควันที่พ่นออกมาจากเครื่องทำควัน สร้างบรรยากาศให้ดูลึกลับและเย้ายวน ผู้คนมากมายกำลังวาดลวดลายบนฟลอร์เต้นรำด้วยความสนุกสนาน
บ้างก็หัวเราะต่อกระซิกอยู่ตามโต๊ะต่างๆ ช่างเป็นภาพที่สวนทางกับโลกทั้งใบของเธอที่เพิ่งแหลกสลายลงไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านี้ ตะวันสาวสวยวัย 25 ปี มองแก้วค็อกเทลสีสวยในมือ มันไม่ใช่แก้วแรกของค่ำคืนนี้ และอาจจะไม่ใช่แก้วสุดท้ายด้วย เธอมาที่นี่พร้อมกับความรู้สึกที่หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับไว้คนเดียวได้ และสิ่งที่พอจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้บ้าง ก็มีเพียงแอลกอฮอล์รสชาติร้อนแรงเท่านั้น เธอตรงดิ่งไปยังผับแห่งนี้ที่เคยมากับเพื่อนๆ แต่ครั้งนี้เธอมาเพียงลำพัง เพื่อระบายความเจ็บปวดทั้งหมดไปกับเสียงเพลงและเครื่องดื่ม
ทุกครั้งที่หลับตา ภาพของผู้หญิงแปลกหน้าในชุดคลุมอาบน้ำ ที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องของณัฐยังคงตามมาหลอกหลอน ชายคนที่เธอมอบความรักและความไว้ใจให้ตลอดสามปีกลับตอบแทนความซื่อสัตย์ของเธอด้วยการหักหลังอย่างเลือดเย็น ความรู้สึกจุกแน่นที่ลำคอทำให้เธอต้องยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบเพื่อกดทับก้อนสะอื้นเอาไว้ รสชาติขมปร่าของแอลกอฮอล์ไหลบาดคอ แต่มันก็ยังเทียบไม่ได้กับความปวดร้าวที่กำลังกัดกินหัวใจของเธออยู่ในขณะนี้
