บทที่5 บุตรสาวสายรองสกุลเยี่ยที่ถูกเนรเทศ
บทที่5 บุตรสาวสายรองสกุลเยี่ยที่ถูกเนรเทศ
“ขยับอีกนิดเดียว... หลอดลมของแกจะได้ออกมาสูดอากาศข้างนอกแน่”
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งออกมาจากรอยบาดตื้นๆ ที่ลำคอ หยดเลือดอุ่นๆ ไหลรินลงมาตามใบมีด
หวังเอ้อร์ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปเป็นหิน ฤทธิ์เหล้าในเส้นเลือดระเหยหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่เกาะกุมขั้วหัวใจ มันเหลือบตามองลงมา เห็นเพียงดวงตาดอกท้อที่ดำมืดและว่างเปล่าของสตรีที่มันเคยดูถูกว่าเป็นเพียงเศษขยะของหมู่บ้าน... สตรีผู้นี้เพิ่งจะก้าวเท้าออกมาจากประตูนรก และตอนนี้เธอกำลังจะลากมันลงไปด้วย!
“สะ... สะใภ้รอง... ไว้ชีวิตด้วย! ข้า... ข้าแค่เดินหลงทางเข้ามา...”
หวังเอ้อร์เสียงสั่นเครือ ฟันกระทบกันดังกึกๆ น้ำสีเหลืองเริ่มซึมเปียกเป้ากางเกงด้วยความขลาดเขลา
“หลงทาง?”
เยี่ยหว่านชิงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้คนฟังขนลุกซู่
“ถือมีดปังตอ ย่องเบาเข้ามาในห้องของสตรีและคนพิการยามวิกาล แกคิดว่าข้าเป็นเด็กอมมือหรืออย่างไร ไอ้สวะ!”
ครืด...
เธอจงใจกดน้ำหนักใบมีดลงไปอีกนิด จนหวังเอ้อร์ร้องลั่น
“โอ๊ยย! ข้าพูดแล้ว! ข้าพูดแล้ว! อย่าฆ่าข้า!”
หวังเอ้อร์หลับตาปี๋ น้ำหูน้ำตาไหลพราก
“สะใภ้ใหญ่...เป็นสะใภ้ใหญ่หลี่เป็นคนเปิดประตูหลังบ้านให้ข้าเข้ามา! นางบอกว่าให้ข้ามาเอาหยกพกของแม่ทัพฉู่ แล้วถ้า... ถ้าเจ้าตื่น นางก็อนุญาตให้ข้า... เอ่อ... จัดการเจ้าได้เลย!”
คำสารภาพนั้นราวกับระเบิดที่ถูกโยนลงกลางห้อง!
ฉู่เจวี๋ยกัดฟันกรอดจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น แววตาของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้นและเจ็บปวด ‘สะใภ้ใหญ่หลี่... พี่สะใภ้แท้ๆ ของข้า! เพื่อเงินชดเชยและของมีค่าเพียงน้อยนิด ถึงกับจ้างนักเลงมาปล้นฆ่ากันถึงในบ้าน! นี่หรือคือครอบครัวที่ข้ายอมสละทุกอย่างเพื่อปกป้อง!’
เยี่ยหว่านชิงปรายตามองสามีพิการแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมามองสวะใต้ร่าง ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มอำมหิต
“อ้อ... ที่แท้ก็เกลือเป็นหนอนนังงูพิษนั่นคงอยากรวยทางลัดจนตัวสั่นสินะ”
เธอพึมพำเสียงเย็น
“แล้วเจ้าล่ะ คิดจะมาจัดการข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ข้าผิดไปแล้ว! ข้าหน้ามืดตามัว! น้องสะใภ้รองเยี่ย ไม่สิ ท่าน...ท่านเยี่ย! ปล่อยข้าไปเถอะ ข้าสาบานว่าจะไม่เหยียบเข้ามาในบ้านสกุลฉู่อีก ข้ามีตาหามีแววไม่ ที่ไปล่วงเกินพระโพธิสัตว์อย่างท่าน!”
หวังเอ้อร์พนมมือไหว้ปลกๆ พร้อมกับโขกศีรษะจนเลือดจากคอไหลหยดลงบนพื้นห้องไปด้วย
เยี่ยหว่านชิงหรี่ตาลง ในโลกยุคก่อน เธอคือสายลับที่ยึดถือคติตัดบัวอย่าให้เหลือใย ตีงูต้องตีให้ตาย การปล่อยคนพาลกลับไป ก็เท่ากับปล่อยเสือเข้าป่า ย่อมกลับมาแว้งกัดในสักวัน
แต่ในยุคโบราณนี้ หากเธอลงมือฆ่ามันทิ้ง ศพของมันจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ลากเธอและลูกไปสู่ลานประหาร ตอนนี้นางยังอ่อนแอเกินกว่าจะรับมือกับทางการและผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น
“ปล่อยเจ้าไปงั้นหรือ? ย่อมได้”
เยี่ยหว่านชิงเอ่ยเสียงเรียบ ริมฝีปากที่แห้งผากเหยียดยิ้มงดงามทว่าเย็นเยียบไปถึงกระดูก
หวังเอ้อร์เพิ่งจะพรูลมหายใจออกมายืดยาวด้วยความโล่งอก ทว่าประโยคถัดมาของสตรีตรงหน้ากลับแช่แข็งเลือดในกายของมันจนจับตัวเป็นก้อน!
"แต่จำเอาไว้ กฎในโลกของข้า การกระทำผิดทุกอย่างล้วนมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ"
นัยน์ตาสีดำขลับของนางวาวโรจน์ดุจมัจจุราชที่กำลังพิพากษาวิญญาณบาป
"และสำหรับความกล้าที่เจ้าบังอาจบุกเข้ามาล่วงเกินข้าในคืนนี้... ข้าขอแขนข้างนี้ของเจ้าเป็นค่าปรับก็แล้วกัน!"
สิ้นคำรามอันเหี้ยมเกรียม!
กร๊วบ!!
“อ๊ากกกกกก!!”
เสียงกระดูกแตกหักดังสนั่นพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจ! เยี่ยหว่านชิงพลิกสันมีดปังตอ กระแทกเข้าที่ข้อมือขวาของหวังเอ้อร์อย่างเต็มแรง แรงกระแทกนั้นทำลายทั้งเส้นเอ็นและกระดูกจนแหลกละเอียด!
หญิงสาวลุกขึ้นยืนช้าๆ มองดูร่างใหญ่โตที่ลงไปนอนกลิ้งเกลือกกุมมือขวาที่บิดเบี้ยวผิดรูป ร้องไห้ฟูมฟายราวกับหมูถูกเชือด
ก่อนที่หวังเอ้อร์จะทันได้ตั้งสติ เยี่ยหว่านชิงก็ใช้ปลายเท้าเขี่ยร่างที่ดิ้นทุรนทุรายของมันให้หงายขึ้น สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวของนางกวาดมองไปที่อกเสื้อของมันที่โป่งพองผิดปกติ
“ข้าคิดแล้ว ว่าเจ้ามีของมีค่าติดตัวมาบ้าง”
นางโน้มตัวลง ฉีกกระชากสาบเสื้อของนักเลงใหญ่ โยนถุงผ้าเก่าๆ ใบหนึ่งออกมา ภายในมีเสียงเหรียญทองแดงกระทบกันกริ๊งๆ นางชั่งน้ำหนักในมือ น่าจะมีราวๆ เกือบร้อยอีแปะ!!
หวังเอ้อร์ตาเหลือก นั่นมันเงินเก็บจากการพนันของมันทั้งเดือนรวมกับค่าจ้างคืนนี้! แต่เมื่อเห็นประกายมีดปังตอที่จ่ออยู่ระดับสายตา มันก็ได้แต่กลืนเลือดและน้ำตาลงคอ ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากทวงคืน
“จดจำความเจ็บปวดนี้ไว้ แล้วอย่าได้คิดเหยียบเข้ามาในเรือนข้าอีก"
เธอเหยียบเท้าลงบนยอดอกของมัน ออกแรงกดจนมันหายใจไม่ออก
“ไสหัวกลับไปบอกสะใภ้ใหญ่หลี่ ว่าเยี่ยหว่านชิงคนเดิมได้ตายไปแล้ว นับจากนี้ ใครที่กล้ายื่นมือสกปรกๆ เข้ามาในห้องนี้อีก ข้าจะสับมือมันทิ้งเสีย! ไสหัวไป!!”
เธอเตะอัดเข้าที่ชายโครงของมันอีกครั้ง หวังเอ้อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับมามองสตรีที่น่ากลัวกว่าปีศาจผู้นี้ มันกุมมือที่หักวิ่งเตลิดเปิดเปิงออกไปทางประตูหลังบ้าน หายไปในความมืดของพายุหิมะ
เมื่อความวุ่นวายสงบลง เยี่ยหว่านชิงก็สูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายที่บอบช้ำและขาดสารอาหารของเธอถึงขีดจำกัดแล้ว อาการหน้ามืดวิงเวียนโจมตีจนเธอต้องใช้มีดปังตอปักลงบนพื้นดินเพื่อพยุงตัวไม่ให้ล้ม เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมชื้นเต็มแผ่นหลัง
“เจ้า เป็นใครกันแน่?”
เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่าดังมาจากแคร่ไม้ไผ่ ฉู่เจวี๋ยจ้องมองแผ่นหลังที่สั่นเทาของสตรีตรงหน้า นัยน์ตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสน ระแวดระวัง และเต็มไปด้วยคำถาม
“เยี่ยหว่านชิง บุตรสาวสายรองสกุลเยี่ยที่ถูกเนรเทศ หญิงโง่เขลาที่แต่งกับท่าน นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านรู้ดีอยู่แล้วหรือ?”
เธอตอบโดยไม่หันกลับไปมอง พยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ
“เยี่ยหว่านชิงที่ข้ารู้จัก ไม่มีทางจับมีดได้มั่นคงปานนั้น นางไม่รู้จักจุดตายบนร่างกายมนุษย์ และที่สำคัญ นางไม่มีสายตาของนักฆ่าเช่นเจ้า”
ฉู่เจวี๋ยเค้นเสียง ถึงอย่างไรเขาก็เคยเป็นรองแม่ทัพมาก่อน ท่วงท่าและแววตาของมือสังหารเขาจะไม่รู้เชียวหรือ!!
“คนเราเมื่อถูกต้อนให้จนตรอก ถูกเหยียบย่ำจนถึงปากเหวแห่งความตาย สัญชาตญาณดิบย่อมถูกปลุกขึ้นมา”
เยี่ยหว่านชิงดึงมีดขึ้นจากพื้น หมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับเขา
ดวงตาของทั้งสองปะทะกันในความมืดมิด หนึ่งคือพยัคฆ์ร้ายที่ถูกกักขังและหักเขี้ยวเล็บ อีกหนึ่งคือราชินีหมาป่าที่เพิ่งจุติขึ้นจากขุมนรก ไม่มีใครยอมหลบสายตาให้ใคร บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยประกายไฟที่มองไม่เห็น
“ท่านมัวแต่สงสัยในตัวข้า แต่ท่านลืมมองดูครอบครัวที่แสนดีของท่านไปหรือเปล่า?”
เยี่ยหว่านชิงแค่นยิ้มหยัน
“ท่านพิการเพื่อปกป้องชาติบ้านเมือง แต่พี่สะใภ้ของท่านกลับจ้างคนมาปล้นฆ่าท่านถึงเตียงนอน น่าขันนัก หากคืนนี้ข้าเป็นเพียงหญิงโง่เขลาคนเดิม ป่านนี้ท่านคงกลายเป็นศพที่ถูกควักลูกตาไปแล้วกระมัง!”
คำพูดของเธอแทงทะลุจุดอ่อนที่สุดในใจของฉู่เจวี๋ย ชายหนุ่มหลับตาลงอย่างเจ็บปวด ความกตัญญูและความผูกพันที่เขามีต่อครอบครัว ถูกทำลายลงจนป่นปี้ด้วยความจริงอันโหดร้าย
“นับจากนี้! ข้าจะไม่ยอมให้ใครมารังแกอาเป่าอีก”
เยี่ยหว่านชิงหันไปมองลูกชายตัวน้อยที่ยังคงหลับใหลเพราะพิษไข้ โดยไม่รู้เรื่องราวคอขาดบาดตายที่เพิ่งเกิดขึ้น
“และในเมื่อท่านยังมีชื่อว่าเป็นสามีของข้า เป็นบิดาของลูกข้า ข้าก็จะช่วยรักษาชีวิตซังกะตายของท่านเอาไว้ชั่วคราว ถือเป็นการตอบแทนที่ท่านไม่ปากสว่างเรื่องเมื่อครู่”
“รักษาข้า?”
ฉู่เจวี๋ยลืมตาขึ้น แค่นเสียงหัวเราะเยาะตัวเอง
“หมอหลวงในวังยังส่ายหน้า ขาของข้าเส้นเอ็นขาดสะบั้น กระดูกแตกละเอียด เจ้าเป็นแค่สตรีชาวบ้าน จะมีปัญญาอันใดมารักษาข้า?”
“นั่นมันเรื่องของข้า ท่านมีหน้าที่แค่เงียบปากและทำตามที่ข้าสั่งก็พอ”
เยี่ยหว่านชิงตอบอย่างยโส ความหิวโหยเริ่มประท้วงอย่างหนัก ท้องของเธอร้องโครกครากจนน่าอาย พลังงานที่ใช้ไปกับการต่อสู้เมื่อครู่ทำให้เธอแทบจะยืนไม่อยู่ เงินเก้าสิบอีแปะที่ปล้นมาได้ ไม่สามารถเสกข้าวสารให้หล่นลงมาจากฟ้าได้ในคืนนี้ หญิงสาวเดินโซเซไปที่ประตูห้องเก็บฟืน สายตามองทะลุความมืดไปยังเรือนใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางลานบ้าน
เรือนใหญ่ที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยฟืนไฟอุ่นๆ และเสบียงอาหารที่แม่เฒ่าหวังและพวกสะใภ้ใหญ่กักตุนเอาไว้ ในขณะที่บ้านรองอย่างเธอต้องอดอยากแทบตาย
“ท่านจะไปไหน?”
ฉู่เจวี๋ยถามขึ้นเมื่อเห็นเธอกำลังจะก้าวออกไป
เยี่ยหว่านชิงหันกลับมายิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่ทำให้ฉู่เจวี๋ยรู้สึกหนาวเยือกไปถึงกระดูกสันหลัง ยิ่งกว่าพายุหิมะด้านนอกเสียอีก
“ไปทวงหนี้”
เธอยกมีดปังตอที่เปื้อนเลือดในมือขึ้นแตะริมฝีปากเบาๆ
“ในเมื่อสะใภ้ใหญ่ส่งแขกมาทักทายถึงที่ ข้าก็ควรจะไปเยี่ยมเยียนและขอยืมเสบียงจากห้องของนางปีศาจนั่นสักหน่อย ท่านว่าจริงหรือไม่?”
สิ้นคำพูด ร่างบางก็กลืนหายไปในความมืดมิดและพายุหิมะ ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ และความตื่นตะลึงระคนหวาดหวั่นในใจของอดีตรองแม่ทัพหนุ่ม...
‘นาง... เป็นตัวอันตรายของแท้!’
**** ช่วยกดหัวใจเพิ่มเข้าใจ และคอมเมนต์เป็นกำลังให้ไรท์ด้วยนะเจ้าคะ ****
