ตอนที่ 6 ปล้น!ห้องของปีศาจ
ตอนที่ 6 ปล้น!ห้องของปีศาจ
หิมะเกล็ดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าสีดำทะมึน ลมหนาวพัดกรรโชกประดุจแส้น้ำแข็งที่ฟาดลงบนผิวเนื้อ เยี่ยหว่านชิงเดินลากขากะเผลกฝ่าลานบ้านที่ขาวโพลน รอยเท้าเล็กๆ ของนางทิ้งคราบเลือดเป็นทางยาว ทว่าแผ่นหลังบอบบางนั้นกลับตั้งตรงสง่างาม แววตาดุดันและเยือกเย็นยิ่งกว่าเหมันตฤดู
บ้านใหญ่สกุลฉู่แห่งนี้ที่ถูกตระกูลหลักในเมืองหลวงเนรเทศมาเฝ้าสุสาน แม้จะถูกตัดขาดอำนาจ ทว่าด้วยสมบัติเดิมที่นำติดตัวมา กอปรกับเงินเดือนทหารและเบี้ยหวัดของฉู่เจวี๋ยตลอดหลายปี ทำให้พวกเขาสามารถสร้างจวนอิฐหลังใหญ่โตและกลายตระกูลที่มั่งคั่งที่สุดในหมู่บ้าน ลานบ้านถูกแบ่งเป็นสัดส่วนชัดเจน เรือนหลักอันโอ่อ่าตกเป็นของแม่เฒ่าหวังและครอบครัวพี่ชายใหญ่ผู้เกียจคร้าน ส่วนเรือนปีกซ้ายเป็นของน้องชายสามที่กำลังเตรียมสอบซิ่วไฉ่...
ช่างน่าขันนัก มีเพียงครอบครัวของฉู่เจวี๋ย ที่ยามนี้กลายเป็นสุนัขหมดประโยชน์ ถูกเฉดหัวมาอยู่ในห้องเก็บฟืนท้ายจวนอันผุพัง!เมื่อคิดเรื่อง
ของครอบครัวบ้าๆนี้แล้วปวดหัวดังนั้นเยี่ยนหว่านชิงจึงเลิกคิด ตอนนี้นางตั้งใจมาปล้น...เออ...มาปล้นนั่นแหล่ะ และเป้าหมายของหญิงสาวในคืนนี้ คือห้องของสะใภ้ใหญ่หลี่กุ้ยฮวาหญิงใจทรามที่ชักศึกเข้าบ้าน!
แสงไฟสีส้มสลัวลอดออกมาจากช่องหน้าต่างกระดาษของเรือนปีกขวา กลิ่นหอมของมันเทศเผาและเนื้อหมูตากแห้งลอยโชยมาตามลม... กลิ่นที่ทำให้กระเพาะอาหารของเยี่ยหว่านชิงบิดเกร็งด้วยความหิวโหย เด็กน้อยอาเป่าต้องนอนจับไข้หนาวสั่น ท้องกิ่วจนเห็นซี่โครง แต่คนพวกนี้กลับจุดเตาผิงไฟกินเนื้อกันอย่างสุขสำราญ!
‘เหอะ... เงินชดเชยทหารหนึ่งร้อยตำลึงของฉู่เจวี๋ย คงถูกพวกมันผลาญไปกับการเสวยสุขหมดแล้วสินะ’ เยี่ยหว่านชิงแค่นยิ้มหยัน กระชับด้ามมีดปังตอในมือแน่นขึ้น ไอสังหารแผ่ซ่านออกมารอบตัว
ภายในห้องที่อบอุ่นด้วยเตาถ่านทองเหลือง สะใภ้ใหญ่หลี่กุ้ยฮวากำลังเอนกายพิงหมอนอิงลายโบตั๋นอย่างเกียจคร้าน นับว่าโชคดียิ่งนักที่สองวันมานี้ฉู่ต้า สามีของนางพาลูกๆ เข้าไปค้างแรมที่ตัวอำเภอเพื่อส่งเงินและเสบียงให้แก่น้องสามที่กำลังเตรียมสอบ นางจึงได้นอนครองเรือนปีกขวาเพียงลำพัง สบโอกาสให้ส่งสัญญาณนัดแนะ แขกยามวิกาลได้อย่างสะดวกง่ายดายโดยไม่ต้องระแวงสายตาผู้ใด
“ป่านนี้เจ้าหวังเอ้อร์คงจัดการนังตัวซวยนั่นเสร็จแล้วกระมัง...”
หลี่กุ้ยฮวาพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าอวบอูมปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
ในหัวของนางหวนนึกไปถึงวันที่ฉู่เจวี๋ยเพิ่งถูกหามกลับมาจากสนามรบในสภาพบาดเจ็บสาหัส ตอนนั้นเขาแทบจะหมดสติ ทว่าในมือกลับกำ หยกพกสีขาวเนื้อเนียนละเอียดไว้แน่น หยกชิ้นนั้นสลักลวดลายพยัคฆ์เหินหาว งดงามและดูมีราคาค่างวดจนตาของนางลุกวาว นางจำได้ดีว่าตนเองพยายามยุยงให้แม่เฒ่าหวังแม่สามีริบหยกชิ้นนั้นมาเก็บไว้ โดยอ้างว่าจะนำไปขายเพื่อนำเงินมารักษาเขา แต่ฉู่เจวี๋ยที่แม้จะอ่อนแรงปางตาย กลับปัดมือแม่เฒ่าหวังทิ้งและประกาศกร้าวว่า ห้ามใครกล้าแตะต้องหยกชิ้นนี้!
ตั้งแต่วันนั้น หยกพกชิ้นนั้นก็กลายเป็นหนามยอกอกและเป็นที่หมายตาของนางมาตลอด การที่นางคอยหาเรื่องกลั่นแกล้งและยุยงให้แม่เฒ่าหวังรังแกครอบครัวสายรอง ก็เพราะความโลภที่อยากจะฮุบสมบัติชิ้นสุดท้ายของฉู่เจวี๋ยมาเป็นของตนนั่นแหละ!
“หยกพกชิ้นนั้นเป็นหยกขาวเนื้อดีจากแดนเหนือ เอาไปจำนำที่โรงรับจำนำในอำเภอคงได้สักห้าหรืออาจจะสิบตำลึงเงิน พรุ่งนี้ข้าจะไปซื้อปิ่นทองคำฝังทับทิมที่ร้านร้อยสมบัติมาประดับบารมีเสียหน่อย พวกเมียผู้ใหญ่บ้านจะได้เลิกทำเชิดคอใส่ข้าเสียที!”
นางหัวเราะคิกคักอย่างมีความสุข ราวกับเห็นอนาคตอันสดใสที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยหารู้ไม่ว่า มัจจุราชได้มายืนรออยู่หน้าประตูแล้ว!
ปัง!!
บานประตูไม้เนื้อแข็งถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนบานพับแทบหลุดกระเด็น! ลมหนาวหอบใหญ่พัดกรรโชกเข้ามาในห้องจนเปลวเทียนวูบไหวและดับลงในพริบตา เหลือเพียงแสงสลัวจากเตาถ่านที่ส่องให้เห็นเงาร่างสายหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตู
“ว้ายย!! ใครน่ะ? เจ้าหวังเอ้อร์งั้นเรอะ? ข้าบอกแล้วไงว่าให้เข้าทางประตูหลัง เจ้าโง่นี่!”
หลี่กุ้ยฮวาสะดุ้งสุดตัว ร้องตวาดด้วยความหงุดหงิดพลางลุกขึ้นนั่ง
ทว่า เมื่อสายตาของนางปรับเข้ากับความมืดและแสงเทียนได้ เลือดในกายของนางก็พลันเย็นเฉียบราวกับถูกสาดด้วยน้ำแข็ง!
ผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าหาใช่นักเลงร่างใหญ่ แต่เป็นสตรีร่างผอมบางในชุดผ้าฝ้ายขาดรุ่งริ่ง ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดคือ บาดแผลฉกรรจ์บนศีรษะที่ควรจะเลือดอาบ กลับถูกห้ามเลือดและพันทับด้วยเศษผ้าอย่างแน่นหนาและถูกวิธี รอยเลือดบนใบหน้าถูกเช็ดออกจนสะอาดสะอ้าน เผยให้เห็นผิวซีดเซียวและดวงตาดอกท้อที่เคยมักจะก้มต่ำหลบสายตาผู้คน บัดนี้กลับเบิกกว้างและเปล่งประกายเยือกเย็นดุจมัจจุราชจากขุมนรก!
ในมือของสตรีผู้นั้น ถือมีดปังตอเล่มใหญ่ที่มีหยดเลือดสดๆ ของนักเลงหัวไม้ ไหลติ๋งๆ ลงมากระทบพื้นไม้!
“ย... เยี่ยหว่านชิง! น้องสะใภ้...น้องสะใภ้รอง!!”
สะใภ้ใหญ่เบิกตากว้างจนแทบถลนออกมานอกเบ้า กรามค้างด้วยความตื่นตะลึงสุดขีด
“จ... เจ้ายังไม่ตาย?! แล้ว... แล้วเจ้าหวังเอ้อร์...”
“รอชู้รักของท่านอยู่หรือ พี่สะใภ้ใหญ่?”
น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งทะลุทะลวงโสตประสาท เยี่ยหว่านชิงก้าวเท้าเข้ามาในห้องอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวหนักแน่นและแผ่รังสีอำมหิตจนอากาศในห้องแทบจะแข็งตัว
“เจ้า…เจ้าพูดพล่อยอะไร! ชู้รักอะไรของเจ้า! นังบ้า! ออกไปจากห้องข้าเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นข้าจะร้องให้คนมาจับเจ้าไปถ่วงน้ำ!”
หลี่กุ้ยฮวาหน้าซีดเผือด พยายามทำใจดีสู้เสือ แม้ในใจจะหวาดกลัวจนสั่นเป็นเจ้าเข้า
นางอ้าปากเตรียมจะกรีดร้องขอความช่วยเหลือ ทว่า... เร็วกว่าความคิด!
ฟุ่บ!
เยี่ยหว่านชิงพุ่งตัวประชิดร่างอวบอูมนั้นในชั่วพริบตา มือข้างที่ว่างคว้าหมับเข้าที่ลำคอหนาเตอะของสะใภ้ใหญ่ ออกแรงบีบและกระแทกร่างของนางติดกับผนังห้องอย่างแรงจนเกิดเสียงดังตึง!
“อั้ก!”
เสียงกรีดร้องถูกกลืนหายไปในลำคอ หลี่กุ้ยฮวาดิ้นรนอย่างทุรนทุราย สองมือพยายามปัดป่ายแกะมือเหล็กที่บีบคอตัวเองออก แต่มือเล็กๆ ที่ดูเหมือนไร้เรี่ยวแรงนั้นกลับมีพละกำลังมหาศาลราวกับคีมเหล็ก!
สัมผัสเย็นเฉียบของใบมีดปังตอที่เปื้อนเลือด ค่อยๆ ทาบทับลงบนแก้มยุ้ยๆ ของนาง เลือดคาวคลุ้งปะทะจมูกจนอยากจะอาเจียน
“ร้องสิ... ร้องให้ดังๆ เลย”
เยี่ยหว่านชิงกระซิบข้างหู น้ำเสียงราบเรียบแต่ชวนให้ขนลุกซู่
“ให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ไปเลยว่า สะใภ้ใหญ่สกุลฉู่ แอบไขประตูหลังบ้านให้ผู้ชายเข้ามาหาในยามวิกาล ท่านว่า โทษของการคบชู้สู่ชายในหมู่บ้านเรา คือการจับใส่เข่งหมูถ่วงน้ำใช่หรือไม่?”
ดวงตาของหลี่กุ้ยฮวาเบิกโพลงเต็มไปด้วยความสยดสยอง น้ำตาแห่งความหวาดกลัวไหลพรากอาบแก้ม นางส่ายหน้าอย่างเอาเป็นเอาตาย พยายามเปล่งเสียงปฏิเสธ
“อื้อ... อื้อ! ม... ไม่ใช่ ข้าเปล่า!”
“อ้อ... เปล่าหรอกหรือ?”
เยี่ยหว่านชิงเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะกดใบมีดลงบนผิวแก้มจนเลือดซิบ
“ถ้าเช่นนั้น หวังเอ้อร์คงจะโกหกข้าสินะ มันสารภาพหมดเปลือกว่าท่านจ้างมันด้วยเงินสามสิบอีแปะ ให้มาขโมยหยกของเจวี๋ยและจัดการ ปิดปากข้า...”
เยี่ยหว่านชิงแสยะยิ้มเย็นเยียบ
“และเพื่อเป็นการตอบแทนความปรารถนาดีของท่าน ข้าก็เลยสงเคราะห์ ทุบมือขวาของมันจนกระดูกแหลกละเอียดไปแล้วเมื่อครู่นี้เอง!”
ทุบมือกระดูกแหลกละเอียด?!
ข้อความนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางแสกหน้าหลี่กุ้ยฮวา ร่างกายของนางสั่นเทาอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้ นังผู้หญิงโง่เง่าที่นางเคยจิกหัวด่าและใช้แรงงานเยี่ยงทาส บัดนี้กลับกลายเป็นปีศาจกระหายเลือดไปแล้ว! นางไม่ได้พูดขู่ นัยน์ตาสีดำทะมึนคู่นั้นบอกชัดเจนว่านางพร้อมจะสับคอหลี่กุ้ยฮวาให้ขาดกระเด็นได้ทุกเมื่อ!
เยี่ยหว่านชิงคลายมือที่บีบคอออกเล็กน้อย เพื่อให้อีกฝ่ายพอมีอากาศหายใจ
“แค่กๆๆ ... จ... เจ้าต้องการอะไร? ข้า... ข้าเป็นพี่สะใภ้เจ้านะ! หากเจ้าฆ่าข้า เจ้าต้องรับโทษประหารแน่ ทางการต้องจับเจ้า!”
หลี่กุ้ยฮวาไอโขลก พยายามยกข้ออ้างเรื่องสายเลือดและกฎหมายมาข่มขู่
เพียะ!!
ฝ่ามือเรียวตวัดตบหน้าหลี่กุ้ยฮวาเต็มแรงจนหน้าหัน เลือดมุมปากไหลซึม รอยนิ้วมือห้ารอยประทับแดงเถือกบนแก้มยุ้ยๆ ทันที
“พี่สะใภ้?”
เยี่ยหว่านชิงแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น
“ตอนที่ท่านจ้างคนมาปล้นฆ่าครอบครัวข้า ท่านเคยเห็นข้าเป็นน้องสะใภ้หรือไม่? ตอนที่ท่านแย่งฟืนและเสบียงอาหารไปจนหลานแท้ๆ ของท่านต้องนอนจับไข้หิวตาย ท่านเคยเห็นเราเป็นครอบครัวหรือไม่? หุบปากเน่าๆ ของท่านเสีย ก่อนที่ข้าจะใช้มีดนี่เฉือนลิ้นท่านออกมาให้สุนัขกิน!”
หลี่กุ้ยฮวาหุบปากฉับ น้ำตาไหลนองหน้า ไม่กล้าแม้แต่จะสะอื้นเสียงดัง ความหวาดกลัวกัดกินลึกถึงขั้วกระดูก นางมองสตรีตรงหน้าราวกับเห็นปีศาจกระหายเลือด ในหัวสับสนอลหม่านไม่รู้ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้นกันแน่ นังสะใภ้รองที่เคยโง่เขลา หัวอ่อน และเอาแต่ก้มหน้ายอมคน ไฉนเพียงชั่วข้ามคืนถึงได้เปลี่ยนไปราวกับมัจจุราชที่คลานขึ้นมาจากขุมนรกเช่นนี้!
เยี่ยหว่านชิงใช้สันมีดเคาะเบาๆ ที่แก้มของอีกฝ่าย
“ข้าไม่ฆ่าท่านหรอก มันสกปรกมือเปล่าๆ แต่ข้ามาเพื่อทวงของที่ควรจะเป็นของข้าคืน”
หญิงสาวกวาดตามองไปรอบๆ ห้องที่หรูหราต่างจากห้องรูหนูของนางลิบลับแล้วลากสายตามาหยุดที่หีบไม้เคลือบเงาบนโต๊ะ
“เปิดมันออก”
นางสั่งเสียงเฉียบ
“ม... ไม่ได้นะ! นั่นมันเงินเก็บของข้า!”
หลี่กุ้ยฮวาโพล่งขึ้นมาด้วยความงก แต่เมื่อสัมผัสได้ถึงคมมีดที่กดลึกลงไปอีกนิด นางก็รีบละล่ำละลัก
“ป... เปิดแล้ว! ข้าเปิดให้แล้ว!”
นางมือสั่นเทาหยิบกุญแจที่ซ่อนอยู่ในอกเสื้อออกมาไขหีบ ภายในหีบเต็มไปด้วยก้อนเงินตำลึงขาวๆ ตั๋วเงิน และเครื่องประดับอีกสองสามชิ้น
เยี่ยหว่านชิงกวาดทุกอย่างในหีบใส่ลงในห่อผ้าอย่างรวดเร็วโดยไม่สนอาการตาเหลือกของสะใภ้ใหญ่ นี่คือเงินบำนาญทหารของฉู่เจวี๋ยที่พวกบ้านใหญ่ยักยอกไปทั้งหมด! สองขาที่พิการแลกมาด้วยเงินหนึ่งร้อยตำลึง พวกเขากลับฮุบไว้เสวยสุขเพียงลำพัง!ไม่ยอมแม้แต่จะควักออกมารักษาขาให้ลูกชาย
จากนั้น หญิงสาวก็เดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า กระชากผ้านวมยัดไส้ฝ้ายเนื้อหนานุ่มและสะอาดสะอ้านออกมาสองผืน ตามด้วยเสื้อคลุมกันหนาว กวาดเนื้อหมูตากแห้ง มันเทศที่ซุกอยู่มุมห้อง และถุงข้าวสารขาวบริสุทธิ์น้ำหนักกว่าสิบชั่ง (ราวๆ 5 กิโลกรัม) มากองรวมกัน
“น... นั่นมันเสบียงของบ้านใหญ่นะ เจ้าเอาไปหมดไม่ได้!”
หลี่กุ้ยฮวาใจสลายเมื่อเห็นสมบัติและอาหารแสนอร่อยถูกกวาดไปต่อหน้าต่อตา
“หุบปาก!”
เยี่ยหว่านชิงตวัดสายตาดุจคมมีดไปมอง
“พรุ่งนี้เช้า หากท่านแม่ถามว่าของพวกนี้หายไปไหน ท่านก็จงบอกไปว่าโจรขึ้นบ้าน และหากท่านกล้าปริปากเอ่ยชื่อข้าแม้แต่ครึ่งคำ ข้าจะเอาเรื่องที่ท่านเปิดประตูรับชายชู้มายามวิกาลไปป่าวประกาศให้ทั่วหมู่บ้าน! ถึงตอนนั้น ลองดูสิว่าท่านแม่จะเข้าข้างท่าน หรือจะจับท่านยัดใส่เข่งหมูโยนลงแม่น้ำ!”
คำขู่นั้นเด็ดขาดและไร้ช่องโหว่ หลี่กุ้ยฮวาตัวสั่นงันงก รู้ดีว่าแม่สามีหวังเป็นคนรักชื่อเสียงหน้าตายิ่งกว่าอะไร หากมีข่าวฉาวเรื่องสะใภ้คบชู้ นางย่อมถูกตีตายคาบ้านแน่นอน
“ข... ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่พูด ข้าสาบาน!”
สะใภ้ใหญ่ทรุดลงไปกองกับพื้น ร้องไห้กระซิกๆ อย่างไร้ทางสู้
“ดี... จดจำความกลัวในคืนนี้เอาไว้ให้ดี พี่สะใภ้ เพราะนี่ เพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น หากว่าทำให้ข้าเบื่อๆ เมื่อไหร่ ข้าก็จะกลับมาเยี่ยมท่านอีก แน่นอนว่าข้าไม่มามือเปล่าและกลับมือเปล่าแน่”
เยี่ยหว่านชิงทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงมัจจุราช ก่อนจะรวบห่อผ้า ผ้านวม และถุงเสบียงขึ้นแบกขึ้นบ่าอย่างทุลักทุเล ร่างกายที่อ่อนแอประท้วงด้วยความเจ็บปวด แต่จิตใจที่แข็งแกร่งกลับสั่งให้เดินหน้า นางก้าวออกจากห้องของปีศาจในคราบพี่สะใภ้ใหญ่ หายลับเข้าไปในพายุหิมะ ทิ้งให้หลี่กุ้ยฮวานั่งกอดเข่าตัวสั่นงันงกอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บและเศษซากความพินาศ
*****
