บท
ตั้งค่า

บทที่ 9 อาหารมื้อแรก

บทที่ 9 อาหารมื้อแรก

"พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านแน่ใจหรือว่าถูกโจรปล้น? ไม่ใช่ว่าท่านความจำเสื่อมลืมไปว่าเมื่อคืนท่านตกลงอะไรไว้กับข้า?"

เฮือก!

ร่างอวบอูมของหลี่กุ้ยฮวาสั่นสะท้านขึ้นมาทันที เมื่อเห็นสายตาดำมืดของสตรีตรงหน้า ภาพใบมีดปังตอที่กดลงบนแก้มและคำขู่เรื่องชู้รักเมื่อคืนลอยเข้ามาจุกที่คอหอย

เยี่ยหว่านชิงไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้ตั้งตัว นางขยับเข้าไปใกล้ กระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่ได้ยินกันเพียงสองคน

"ข้าเตือนท่านแล้วนะ ว่าอย่าให้ข้าต้องอ้าปากพูดเรื่องแขกยามวิกาลที่ประตูหลังบ้านของท่าน หากท่านยังอยากมีชีวิตรอดอยู่ในหมู่บ้านนี้ ก็จงหุบปากแล้วใช้สมองทึบๆ ของท่านพลิกสถานการณ์ซะ ไม่อย่างนั้น ผู้ใหญ่บ้านหลิวคงได้สั่งเอาท่านใส่เข่งหมูถ่วงน้ำก่อนข้าแน่"

“มะ... ไม่! ไม่ใช่นะ!”

หลี่กุ้ยฮวาหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ ขาอ่อนแรงจนแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น ความกลัวตายและอับอายแล่นพล่าน

ชาวบ้านที่มุงดูต่างขมวดคิ้วด้วยความงุนงง สะใภ้รองกระซิบอะไร ทำไมจู่ๆ สะใภ้ใหญ่ถึงได้หวาดกลัวปานเห็นผีเช่นนั้น?

“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านเป็นคนมีเมตตา...”

เยี่ยหว่านชิงถอยกลับมายืนตัวตรง ปรับสีหน้าเป็นใสซื่อทว่าแววตาพราวระยับ

“เมื่อคืนท่านเห็นอาเป่าจับไข้ เห็นเจวี๋ยขาบาดเจ็บไม่มีอะไรตกถึงท้อง ท่านจึงเกิดความเวทนา เอาผ้านวมและเสบียงพวกนี้มาให้ข้าเพื่อต่อลมหายใจ ข้าซาบซึ้งใจยิ่งนัก เหตุใดเช้านี้ท่านถึงได้ลืมเลือนความมีน้ำใจของตนเองไปเสียสิ้น เล่า?”

ทุกคนหันขวับไปมองหลี่กุ้ยฮวาเป็นตาเดียว

“สะใภ้ใหญ่ นี่มันเรื่องอะไรกันแน่!”

ผู้ใหญ่บ้านหลิวเริ่มหมดความอดทน

“ตกลงว่าโจรขึ้นบ้าน หรือเจ้าให้ของพวกนี้แก่นางเอง? พูดความจริงมา!”

แม่เฒ่าหวังถลึงตาใส่ลูกสะใภ้คนโปรด

“กุ้ยฮวา! เจ้ามัวยืนบื้ออะไรอยู่ เล่าความชั่วของมันให้ผู้ใหญ่บ้านฟังซี!”

หลี่กุ้ยฮวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก นางรู้ดีว่าถ้านางยืนยันคำเดิม นังปีศาจนี่ต้องเอาเรื่องหวังเอ้อร์มาแฉกลางวงแน่ๆ!

“ขะ... ข้า...”

หลี่กุ้ยฮวาละล่ำละลัก เหงื่อเย็นแตกพลั่กเต็มหน้าผาก

“ข้า... ข้าจำผิดเองเจ้าค่ะผู้ใหญ่บ้าน!”

“ห๊ะ?!” แม่เฒ่าหวังอ้าปากค้าง

“ม... เมื่อคืน ข้าเห็นอาเป่าร้องไห้เพราะความหิว ข้าทนดูไม่ได้ เลย... เลยแอบเอาผ้านวมกับเนื้อแห้งไปให้สะใภ้รองเองเจ้าค่ะ...”

หลี่กุ้ยฮวากัดฟันพูดโกหกคำโตทั้งที่เลือดในอกแทบจะกระอักออกมา

“ส่วน... ส่วนเงินในหีบที่หายไป... ข... ข้าคงเอาไปซ่อนไว้เองแล้วลืม! ไม่มีโจรหรอกเจ้าค่ะ! เป็นข้าที่ตื่นตระหนกโวยวายไปเอง!”

ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมลานบ้านในฉับพลัน! ชาวบ้านเบิกตาค้าง มองสะใภ้ใหญ่อย่างไม่อยากเชื่อสายตา คนตระหนี่ถี่เหนียวอย่างนางเนี่ยนะจะใจบุญสุนทาน?

“หลี่กุ้ยฮวา!! นังลูกสะใภ้โง่เง่า! เจ้าพูดบ้าอะไรออกมา!”

แม่เฒ่าหวังโกรธจนลมออกหู ปรี่เข้าไปทุบตีหลังลูกสะใภ้

“นั่นมันเสบียงของบ้านใหญ่นะ! เจ้าเอาไปให้นังตัวซวยนี่ทำไม! เอาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!”

“ท่านแม่!”

น้ำเสียงเย็นชาของเยี่ยหว่านชิงดังแทรกขึ้นมา

“ของที่ให้มาแล้ว ย่อมไม่มีการทวงคืน อีกอย่าง เสบียงและผ้านวมเหล่านี้ หากจะคิดตามจริง มันก็ไม่ได้ถึงครึ่งหนึ่งของเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ทางการมอบให้เป็นค่าชดเชยขาสองข้างของฉู่เจวี๋ยเลยด้วยซ้ำ”

ประโยคนั้นทำเอาชาวบ้านชะงักไปทันที ใช่แล้ว! ลูกคนรองของบ้านฉู่นั้นเป็นอดีตรองแม่ทัพมาก่อนที่จะบาดเจ็บและพิการกลับมา รองแม่ทัพฉู่พิการปกป้องบ้านเมือง แต่แม่เฒ่าหวังกลับฮุบเงินทั้งหมดไปสร้างเรือนใหม่ ปล่อยให้วีรบุรุษของแผ่นดินต้องมานอนซุกห้องเก็บฟืน!

“เจ้า... เงินนั่นมันเป็นของสกุลฉู่ ข้าเป็นแม่ ข้าย่อมมีสิทธิ์จัดการ!”

แม่เฒ่าหวังหน้าดำหน้าแดง

“มีสิทธิ์จัดการให้ทุกคนเสวยสุข ในขณะที่ลูกชายเจ้าของเงินต้องนอนตายเพราะแผลเน่าและอดอาหารงั้นหรือ?”

เยี่ยหว่านชิงแค่นยิ้มหยัน

“หากการที่พี่สะใภ้ใหญ่แบ่งปันข้าวของอันน้อยนิดนี้ให้เราเพื่อชดเชย ถือเป็นความผิด ข้าก็ยินดีจะไปขึ้นศาล แต่ข้าก็คงต้องฟ้องร้องศาลต้าหลี่ ให้ตรวจสอบร่องรอยเงินหนึ่งร้อยตำลึงของทางการด้วยเช่นกัน ว่าถูกผู้ใดยักยอกไปหรือไม่!”

คำขู่เรื่องศาลต้าหลี่ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลิวถึงกับหน้าถอดสี เขาไม่อยากเอาตัวไปพัวพันกับเรื่องฉาวโฉ่ของทหาร!

“พอแล้ว! เลิกโวยวายกันเสียที!”

ผู้ใหญ่บ้านหลิวตวาดลั่น

“ในเมื่อสะใภ้ใหญ่ยืนยันว่าให้นางเอง ก็ถือว่าไม่มีการขโมย! แม่เฒ่าหวัง ท่านก็เลิกทำตัวไร้เหตุผลได้แล้ว!”

พูดจบ ผู้ใหญ่บ้านก็สะบัดแขนเสื้อ เดินกระแทกเท้าออกไปทันทีด้วยความหงุดหงิด ชาวบ้านคนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็เริ่มทยอยแยกย้าย

“ฝากไว้ก่อนเถอะนังแพศยา! สักวันข้าจะเอาเลือดหัวเจ้ามาล้างเท้าข้าให้จงได้!”

แม่เฒ่าหวังชี้หน้าด่าทิ้งท้าย ก่อนจะลากคอลูกสะใภ้คนโปรดกลับเรือนใหญ่อย่างหัวเสีย ความวุ่นวายสงบลง ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันในห้องเก็บฟืน

เยี่ยหว่านชิงถอนหายใจยาว ร่างกายที่ฝืนยืนหยัดเมื่อครู่ทรุดฮวบลงนั่งบนกองฟางอย่างหมดสภาพ พลังงานเฮือกสุดท้ายของนางถูกใช้ไปกับการต่อกรกับงูพิษพวกนั้นจนหมดสิ้น

“เจ้า... ขู่สะใภ้ใหญ่อย่างไร นางถึงได้ยอมกลับคำพูด?”

เสียงทุ้มแหบของฉู่เจวี๋ยดังขึ้น เขาเฝ้ามองทุกเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ

“นางมีความลับสกปรกๆ ที่กลัวคนอื่นจะรู้ ข้าก็แค่ เอาความลับนั้นมาแตะที่ปลายจมูกนางเบาๆ เท่านั้นเอง”

เยี่ยหว่านชิงตอบปัดๆ ไม่ยอมขยายความ

นางลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยความยากลำบาก ท้องที่ว่างเปล่าเริ่มประท้วงด้วยการบิดเกร็งอย่างรุนแรง

“พักเรื่องรบราฆ่าฟัน รวมทั้งเรื่องยาพิษของท่านเอาไว้ก่อนเถอะ ตอนนี้กองทัพต้องเดินด้วยท้อง”

หญิงสาวเดินไปที่มุมห้อง ที่นั่นมีเตาปั้นดินเผาเก่าๆ ที่ร้าวไปครึ่งซีก แต่ยังพอใช้งานได้ นางหยิบเศษฟืนที่หลงเหลืออยู่มาจุดไฟด้วยหินเหล็กไฟอย่างคล่องแคล่ว ความอบอุ่นจากเปลวเพลิงดวงเล็กๆ ช่วยขับไล่ความหนาวเหน็บในห้องแคบๆ ได้อย่างน่าประหลาด

จากนั้น นางก็เปิดถุงข้าวสารที่ปล้นมาได้ ตักข้าวสารสีขาวบริสุทธิ์ลงในหม้อดินเผาบิ่นๆ ล้างน้ำสองรอบ แล้วนำขึ้นตั้งไฟ

“อาเป่า... มาช่วยแม่ดูไฟหน่อยสิลูก”

เยี่ยหว่านชิงหันไปเรียกเด็กน้อยที่ยังคงนั่งกอดผ้านวมตาแป๋วอยู่บนแคร่

“ขอรับท่านแม่!”

อาเป่าตอบรับเสียงใส รีบปีนลงจากแคร่มานั่งยองๆ หน้าเตาไฟ ดวงตาโตๆ สะท้อนแสงไฟวิบวับ แม้จะยังไม่หายไข้ดี แต่การได้อยู่ใกล้ชิดมารดาโดยไม่ถูกตี ก็ทำให้เด็กน้อยมีความสุขจนลืมป่วย

ระหว่างที่รอข้าวเดือด เยี่ยหว่านชิงก็หยิบเนื้อหมูตากแห้งออกมา นางใช้มีดสั้นของฉู่เจวี๋ยเฉือนเนื้อหมูออกเป็นแผ่นบางๆ อย่างชำนาญ กลิ่นของเนื้อหมูหมักเกลือชั้นดีเตะจมูกจนอาเป่าต้องลอบกลืนน้ำลายดังเอื้อก

นางใส่มันเทศหั่นเต๋าลงไปต้มพร้อมกับข้าว เมื่อข้าวเริ่มบานและส่งกลิ่นหอมฟุ้ง นางก็ใส่แผ่นเนื้อหมูตากแห้งลงไปคนให้เข้ากัน

หญิงสาวใช้ทัพพีไม้ตักน้ำข้าวต้มขึ้นมาชิมรสชาติ ทว่าความจืดชืดที่มีเพียงความเค็มปะแล่มจากเนื้อหมูเก่าๆ ทำเอายอดสายลับผู้คุ้นชินกับอาหารเลิศรสถึงกับคิ้วกระตุก

‘ให้ตายสิ รสชาติเหมือนน้ำล้างจานไม่มีผิด!’

เพื่อปากท้องของตนเองและลูกน้อย เยี่ยหว่านชิงกัดฟันแน่น ฝืนทนความเจ็บปวดราวกับเข็มแทงสมอง เพ่งจิตเข้าไปในมิติ 01 อีกครั้ง แอบดึงเอาผงปรุงรสหมูและซีอิ๊วขาวออกมาเหยาะลงในหม้อดินอย่างรวดเร็วและแนบเนียน

ปุด... ปุด...

ทันทีที่เครื่องปรุงแห่งศตวรรษที่ 22 ละลายเข้ากับน้ำแกง เสียงข้าวต้มเดือดปุดๆ ในหม้อดินก็ดังประสานกับเสียงฟืนแตกประทุ กลิ่นหอมหวานของมันเทศ ผสมผสานกับกลิ่นเค็มมันของเนื้อหมูตากแห้งและรสชาติกลมกล่อมที่ถูกยกระดับขึ้นสิบเท่า ลอยอบอวลไปทั่วห้องเก็บฟืน มันคือกลิ่นของชีวิตกลิ่นของความหวังที่ครอบครัวนี้ไม่เคยได้สัมผัสมานานนับปี

แม้แต่ฉู่เจวี๋ยที่พยายามปั้นหน้าเย็นชา ยังเผลอสูดหายใจลึก กระเพาะอาหารของขุนพลหนุ่มส่งเสียงร้องครางอย่างไม่อาจควบคุม ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีแดงเรื่อด้วยความอับอายเล็กน้อย

เยี่ยหว่านชิงลอบยิ้ม นางใช้เศษผ้าจับหูหม้อดินยกลงจากเตา ตักข้าวต้มเนื้อหมูมันเทศที่ร้อนระอุและข้นกำลังดี ใส่ชามดินเผาบิ่นๆ สองใบ

“เป่าให้เย็นก่อนค่อยกินนะ ระวังลวกปาก”

นางส่งชามใบแรกให้เด็กน้อย

อาเป่ารับชามมาด้วยมือที่สั่นเทา สัมผัสอุ่นๆ จากชามกระเบื้องทะลุผ่านฝ่ามือเข้าสู่หัวใจ เด็กน้อยตักข้าวต้มคำเล็กๆ เป่าฟู่ๆ แล้วส่งเข้าปาก

ทันทีที่รสชาติกลมกล่อมของข้าวและเนื้อหมูแตะลิ้น ดวงตากลมโตของอาเป่าก็เบิกกว้าง น้ำตาเม็ดโตเอ่อล้นออกมาและร่วงเผาะลงไปในชาม

“ฮือๆ ... อร่อย... อร่อยมากเลยขอรับท่านแม่ อาเป่าไม่เคยได้กินของอร่อยแบบนี้มาก่อนเลย อาเป่าไม่ได้ฝันไปใช่ไหมขอรับ?”

เด็กน้อยร้องไห้โฮ พลางยัดข้าวเข้าปากคำโตจนแก้มตุ่ย

ความไร้เดียงสาและคำพูดนั้น เหมือนเข็มแหลมนับพันเล่มทิ่มแทงลงกลางใจของเยี่ยหว่านชิง ในยุคก่อน นางกินอาหารหรูหรามื้อละหมื่นหยวนเป็นว่าเล่น แต่เด็กคนนี้ แค่ข้าวต้มใส่เนื้อแห้งไม่กี่ชิ้น กลับทำให้เขาร้องไห้ด้วยความปีติราวกับได้กินอาหารทิพย์จากสวรรค์

“ลูกไม่ได้ฝันไป...”

เยี่ยหว่านชิงลูบผมแห้งกระด้างของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยน นัยน์ตาของนางฉายแววเด็ดเดี่ยว

“และแม่ขอสัญญา ว่านับจากวันนี้เป็นต้นไป อาเป่าของแม่จะได้กินของอร่อยทุกวัน จะไม่มีใครทำให้ลูกต้องทนหิวได้อีกต่อไป”

เด็กน้อยพยักหน้ารัวๆ รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ในฤดูหนาว

เยี่ยหว่านชิงหันกลับมาประคองชามใบที่สอง เดินตรงไปยังแคร่ไม้ไผ่

นางยื่นชามข้าวต้มส่งให้บุรุษที่นอนตะแคงมองนางอยู่เงียบๆ

“กินซะ ร่างกายท่านอ่อนแอเกินไป หากไม่กิน ก็จะไม่มีแรงฟื้นฟูกระดูกและเส้นเอ็น”

ฉู่เจวี๋ยมองชามข้าวต้มที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่น สลับกับใบหน้ามอมแมมแต่ดวงตาเปล่งประกายเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้า ความแคลงใจ หวาดระแวง และความโกรธแค้นที่เคยมีต่อเยี่ยหว่านชิงคนเดิม กำลังถูกบดขยี้และแทนที่ด้วยความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย

มือหนาและหยาบกร้านค่อยๆ เอื้อมออกมารับชามข้าวต้ม ปลายนิ้วของเขาสัมผัสกับข้อนิ้วเล็กๆ ของนางโดยบังเอิญ... มันเย็นเฉียบ แต่กลับส่งผ่านความอบอุ่นบางอย่างเข้ามาถึงกลางใจ

“ขอบใจ...”

เสียงทุ้มต่ำเอ่ยออกมาแผ่วเบา ราวกับสายลมที่พัดผ่าน ทว่าหนักแน่นอยู่ในความรู้สึก

บุรุษผู้หยิ่งทะนง อดีตรองแม่ทัพผู้ไม่เคยก้มหัวให้ใคร บัดนี้ยอมรับอาหารจากมือของสตรีที่เขาเคยชิงชัง

เยี่ยหว่านชิงไม่ได้ตอบรับ นางเพียงแค่หมุนตัวกลับไปนั่งกินข้าวต้มส่วนของตนเองในหม้ออย่างเงียบๆ

อาหารมื้อแรกในชีวิตใหม่ของเยี่ยหว่านชิง แม้จะเรียบง่าย ขัดสน และเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แต่มันกลับเป็นมื้อที่อร่อยที่สุด และเป็นจุดเริ่มต้นของพันธสัญญาแห่งการเอาชีวิตรอด การปกป้อง และการชำระแค้น ที่จะทำให้ดินแดนต้าฉู่ต้องสั่นสะเทือน!

****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel