ตอนที่ 10 ความอดอยาก
ตอนที่ 10 ความอดอยาก
เวลาล่วงเลยมาแล้วห้าวันนับตั้งแต่คืนที่เยี่ยหว่านชิงบุกไปปล้นเสบียงจากเรือนสะใภ้ใหญ่ แสงตะวันยามสายสาดส่องกระทบผืนหิมะขาวโพลน สะท้อนแสงระยิบระยับจนแสบตา ทว่าความงดงามของเหมันตฤดูไม่อาจปกปิดความโหดร้ายของปัญหาปากท้องที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังได้
หม้อข้าวต้มที่เคยส่งกลิ่นหอมกรุ่น บัดนี้เหลือเพียงคราบแห้งกรังติดก้นหม้อ เสบียงที่เยี่ยหว่านชิงปล้นมาจากห้องของสะใภ้ใหญ่หลี่กุ้ยฮวา แม้จะดูเหมือนมากสำหรับครอบครัวที่อดอยากมานาน แต่เมื่อนำมาแบ่งกินกันสามปากท้อง แถมยังมีผู้ป่วยบาดเจ็บสาหัสและเด็กที่กำลังโต มันก็ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย
ข้าวสารสิบชั่ง หากกินแบบประหยัดที่สุดโดยต้มเป็นข้าวต้มใสๆ อาจจะอยู่ได้สักเจ็ดแปดวัน แต่ในฐานะหมอ เยี่ยหว่านชิงย่อมรู้ดีว่า ร่างกายของฉู่เจวี๋ยที่สูญเสียเลือดและติดเชื้ออย่างหนัก รวมถึงร่างกายของนางและอาเป่าที่ผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก หากไม่ได้รับโปรตีนและสารอาหารที่เพียงพอย่อมไม่มีทางฟื้นตัวได้เลย นางจึงตัดสินใจต้มข้าวต้มข้นๆ ใส่เนื้อและมันเทศให้ทุกคนกินจนอิ่มท้องในทุกมื้อ ส่งผลให้เสบียงที่ควรจะอยู่ได้เป็นสัปดาห์ ถูกกินจนร่อยหรอและหมดเกลี้ยงลงภายในเวลาเพียงห้าวัน!
เยี่ยหว่านชิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนกองฟาง ดวงตาดอกท้อที่เคยวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร บัดนี้กำลังหรี่แคบลงอย่างใช้ความคิด นิ้วเรียวที่เต็มไปด้วยรอยด้าน กำลังเคาะลงบนเข่าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ นี่คือนิสัยประจำตัวของยอดสายลับยามที่กำลังประเมินสถานการณ์
‘มิติห้องวิจัย 01 ของฉันมีอาหารและยารักษาโรคกองเป็นภูเขาเลากา แต่ปัญหาคือร่างกายเส็งเคร็งนี่มันรับภาระการดึงของไม่ไหว!’
นางสบถในใจอย่างหงุดหงิด หลายวันก่อนแค่ดึงยาลดไข้ ยาปฏิชีวนะ และแอบดึงเครื่องปรุงรสออกมานิดหน่อย ก็ทำเอานางเลือดกำเดาไหลและปวดหัวจนแทบสลบ หากฝืนดึงเนื้อสดหรือของชิ้นใหญ่ๆ ออกมาอีก มีหวังเส้นเลือดในสมองได้แตกตายก่อนจะได้ล้างแค้นแน่ๆ
นางปรายตามองไปที่ท่อนขาซึ่งถูกพันด้วยเศษผ้าอย่างลวกๆ ของฉู่เจวี๋ย... ความจริงแล้ว เมื่อห้าคืนก่อนนางตั้งใจจะลงมีดผ่าตัดต่อกระดูกและซ่อมแซมเส้นเอ็นให้เขาเสียให้จบๆ แต่แค่คิดจะเบิกเครื่องมือผ่าตัดชุดใหญ่ ร่างกายที่เปราะบางราวกับกระดาษนี้ก็ประท้วงอย่างหนัก หากฝืนดันทุรังผ่าตัด มีหวังนางได้สลบเหมือดคามีดหมอ หรือไม่เขาก็คงทนพิษบาดแผลไม่ไหวจนช็อกตายไปเสียก่อน
‘การแพทย์ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น หมอที่ไร้เรี่ยวแรง กับคนไข้ที่อ่อนแอจนแทบสิ้นลม ขืนฝืนรักษาตอนนี้ก็เท่ากับพากันไปตาย’
ในเมื่อพลังจิตยังไม่ฟื้นฟู สิ่งเดียวที่นางทำได้ในตอนนี้คือให้เขากินยาปฏิชีวนะเพื่อประคองอาการ ไม่ให้แผลติดเชื้อและเน่าลุกลามไปมากกว่านี้ รอจนกว่าร่างกายของนางจะแข็งแรงพอที่จะทนรับผลข้างเคียงจากมิติ และบำรุงให้ร่างกายของเขามีพละกำลังมากพอที่จะรับการผ่าตัดใหญ่
เพื่อการนั้น... ทางออกเดียวในตอนนี้คือ นางต้องหาอาหารด้วยวิธีของโลกนี้! อาหารคือรากฐานของการฟื้นฟู!
“ท่านแม่ อาเป่าหิวแล้วขอรับ...”
เสียงแหบพร่าและสั่นเครือของเด็กน้อยดึงสติของเยี่ยหว่านชิงให้กลับมาสู่โลกความจริง อาเป่านั่งกอดเข่าอยู่มุมแคร่ไม้ไผ่ ดวงตากลมโตที่ไร้เดียงสามองมาที่นางด้วยความหวัง แม้พิษไข้จะลดลงไปมากแล้ว แต่ความหิวโหยที่เป็นดั่งเงาตามตัวมาตลอดชีวิตกำลังกัดกินกระเพาะเล็กๆ ของเขาอีกครั้ง
เยี่ยหว่านชิงรู้สึกปวดหนึบที่ก้อนเนื้ออกซ้าย นางลุกขึ้นเดินไปที่ถุงเสบียง กวาดเอาเมล็ดข้าวสารหยิบมือสุดท้ายที่ก้นถุงออกมาต้มกับน้ำจนกลายเป็นข้าวต้มใสๆ และเหยาะผงปรุงรสที่เหลือน้อยแล้วเช่นกันเพื่อเพิ่มความหอม หญิงสาวประคองชามใบเล็กป้อนน้ำข้าวต้มอุ่นๆ ให้ลูกชายอย่างเบามือ ก่อนจะตักส่วนที่เหลือส่งให้บุรุษบนแคร่เพื่อรองท้องประทังชีวิต
เมื่ออาหารมื้อสุดท้ายหมดเกลี้ยงลงจริงๆ นางจึงลุกขึ้นยืนและลูบศีรษะของเด็กน้อยเบาๆ ด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว
“ลูกพักผ่อนซะ แม่จะออกไปหาอาหารมาให้”
“เจ้าจะไปที่ใด?”
เสียงทุ้มต่ำของฉู่เจวี๋ยดังขึ้นจากบนแคร่ อดีตรองแม่ทัพหนุ่มพยายามยันตัวขึ้นนั่งพิงผนังดิน ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยซีดเผือดเริ่มมีสีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างเล็กน้อยจากยาปฏิชีวนะที่กดอาการอักเสบเอาไว้ นัยน์ตาพญาเหยี่ยวของเขาจ้องมองสตรีร่างบางตรงหน้าด้วยความเคลือบแคลงระคนเป็นห่วง
“เข้าป่า ขึ้นเขาต้าชิง”
เยี่ยหว่านชิงตอบหน้าตาย พลางหยิบมีดปังตอที่ยึดมาจากหวังเอ้อร์ขึ้นมาเหน็บไว้ที่เอว และคว้ามีดสั้นของฉู่เจวี๋ยมาซ่อนไว้ในแขนเสื้ออย่างแนบเนียน
“เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!”
ฉู่เจวี๋ยตวาดเสียงหลง
“เขาต้าชิงในฤดูหนาวมีแต่พายุหิมะ หมาป่า และหมีภูเขาที่กำลังหิวโซ ขนาดพรานป่าที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้านยังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปในยามนี้ เจ้าเป็นแค่สตรีที่ร่างกายอ่อนแอโดนลมพัดก็แทบจะปลิว เจ้าขึ้นไปก็เท่ากับรนหาที่ตาย!”
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไร? นั่งรอความตายอยู่ในห้องเก็บฟืนผุๆ นี่หรือไง?”
เยี่ยหว่านชิงหันขวับกลับมาตอกกลับ นัยน์ตาสีดำขลับเยือกเย็นดุจน้ำแข็ง
“หรือจะให้ข้าเดินไปคุกเข่าขอเศษอาหารจากท่านแม่ของท่าน? หึ... ท่านก็น่าจะรู้ดีว่าคนพวกนั้นรอให้เราอดตายใจจะขาด หากข้าไม่ออกไปหาอาหาร เราสามคนก็ต้องกลายเป็นผีเฝ้าบ้านสกุลฉู่ในอีกไม่เกินสามวัน!”
ฉู่เจวี๋ยกัดฟันกรอด สันกรามปูดโปนด้วยความเจ็บใจ ความรู้สึกไร้ค่าพุ่งชนจิตใจอย่างจัง เขาเป็นถึงบุรุษ เป็นถึงอดีตรองแม่ทัพที่เคยกวัดแกว่งทวนสังหารศัตรูเพื่อปกป้องแว่นแคว้น แต่บัดนี้กลับต้องให้สตรีร่างบางออกไปเสี่ยงตายเพื่อหาอาหารมาประทังชีวิตเขา!
“ข้า... ข้าเป็นต้นเหตุ หากข้าไม่พิการ...”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น
“หยุดความสมเพชตัวเองเดี๋ยวนี้ ฉู่เจวี๋ย”
เยี่ยหว่านชิงพูดขัดขึ้นทันที น้ำเสียงของนางเด็ดขาดและเฉียบขาด
“ข้าไม่ต้องการน้ำตาหรือคำตัดพ้อจากท่าน สิ่งที่ข้าต้องการคือให้ท่านมีชีวิตอยู่ และรักษาลมหายใจของลูกเอาไว้ตอนที่ข้าไม่อยู่”
นางก้าวเข้าไปใกล้แคร่ ก้มลงสบตากับเขาตรงๆ
“จำข้อตกลงของเราได้ไหม? ข้าจะรักษาขาท่าน ท่านจะเป็นโล่ให้ข้า แต่ตอนนี้ โล่ของข้ายังชำรุดอยู่ ข้าจึงต้องเป็นฝ่ายออกรบเอง ข้าคือยอดสายลับแห่งยุค... หมาป่าหรือหมีภูเขาอะไรนั่น สำหรับข้า มันก็แค่เนื้อสดที่กำลังเดินได้เท่านั้น!”
รอยยิ้มเย่อหยิ่งและมั่นใจที่มุมปากของนาง ทำให้ลมหายใจของฉู่เจวี๋ยสะดุดไปชั่วขณะ สตรีผู้นี้ช่างบ้าบิ่น โอหัง ทว่ากลับเจิดจ้าจนน่าประหลาดใจ
“อาเป่า เป็นเด็กดี ดูแลท่านพ่อนะลูก”
นางหันไปกำชับเด็กน้อย
“ขอรับท่านแม่ อาเป่าจะรอท่านแม่กลับมา”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ แม้ดวงตาจะแฝงไปด้วยความหวาดกลัวก็ตาม
เยี่ยหว่านชิงกระชับเสื้อคลุมกันหนาวขนนกที่ปล้นมาได้ให้แน่นขึ้น เปิดประตูห้องเก็บฟืน แล้วก้าวเดินฝ่าพายุหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอีกครั้งมุ่งหน้าสู่ยอดเขาต้าชิง แผ่นหลังบอบบางนั้นตั้งตรงและเด็ดเดี่ยว ราวกับราชินีที่กำลังก้าวออกไปทวงบัลลังก์คืน
...
เขาต้าชิงในฤดูหนาวนั้นโหดร้ายยิ่งกว่านรก อุณหภูมิที่ติดลบทำให้ลมหายใจที่พ่นออกมากลายเป็นไอสีขาว ผืนป่าที่เคยเขียวชอุ่มถูกปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะจนมองไม่เห็นพื้นดิน เสียงกิ่งไม้แห้งหักลั่นตามแรงลมฟาดฟันดุจเสียงแส้ของมัจจุราช
เยี่ยหว่านชิงเดินย่ำเท้าจมลงไปในหิมะลึกถึงหน้าแข้ง ความหนาวเหน็บเสียดแทงทะลุเสื้อคลุมขนนกเข้ามากัดกินผิวเนื้อ ร่างกายที่ขาดสารอาหารและยังไม่หายดีจากบาดแผลที่ศีรษะเริ่มประท้วงอย่างหนัก อาการหน้ามืดวิงเวียนโจมตีเป็นระลอกจนนางต้องหยุดพักพิงต้นไม้เป็นระยะ
‘บัดซบเอ๊ย... ร่างกายนี้มันอ่อนแอเกินไปจริงๆ แค่เดินขึ้นเขาไม่ถึงชั่วยาม ขาก็หนักเหมือนถูกถ่วงด้วยตะกั่วแล้ว’ นางสบถในใจ พลางหอบหายใจรวยริน
แต่ยอดสายลับไม่เคยยอมแพ้ นางใช้สัญชาตญาณของการเอาตัวรอดในป่า สอดส่องสายตามองหาร่องรอยของสัตว์ป่า นางพบรอยเท้ากระต่ายป่าและไก่ประปราย จึงจัดการใช้กิ่งไม้และเถาวัลย์ทำกับดักบ่วงบาศแบบง่ายๆ แต่ได้ผลชะงัดเอาไว้ตามด่านสัตว์หลายจุด
แม้เป้าหมายหลักคือเนื้อสัตว์ แต่ในหัวของเยี่ยหว่านชิงกลับนึกไปถึงพล็อตนิยายทะลุมิติที่นางเคยอ่านฆ่าเวลาตอนว่างในโลกก่อน... ‘ตามสูตรสำเร็จแล้ว นางเอกที่อุตส่าห์ดั้นด้นขึ้นเขาครั้งแรก มักจะเจอสมบัติล้ำค่า ไม่เป็นโสมคนร้อยปี ก็ต้องเป็นเห็ดหลินจือพันปีสินะ ในเมื่อทะลุมิติมาแล้วทั้งที ย่อมต้องมีของดีๆ รออยู่บ้างแหละ!’
ด้วยความดื้อรั้นและตั้งใจหาของล้ำค่าเป็นพิเศษ นางจึงฝืนลากสังขารเดินลัดเลาะเข้าไปในเขตหน้าผาหินสูงชันที่คนทั่วไปมักหลีกเลี่ยง เวลาผ่านไปจนคล้อยบ่าย พระอาทิตย์ถูกเมฆดำบดบังจนป่าทั้งป่ามืดสลัวลง
และแล้ว ความพยายามแบบกัดฟันทนก็สัมฤทธิ์ผล! สายตาแหลมคมของนางเหลือบไปเห็นใบไม้สีเขียวเข้มที่มีผลสีแดงสดโผล่พ้นหิมะออกมาที่ซอกหินแคบๆ ...
“นั่นมัน!!โสมคน!”
ดวงตาของนางเปล่งประกายด้วยความยินดี เยี่ยหว่านชิงไม่รอช้า รีบตะเกียกตะกายไปที่ซอกหินนั้นทันที แม้จะรีบร้อนเพียงใดแต่มือของศัลยแพทย์กลับมั่นคง นางใช้มือเปล่าและมีดสั้นแซะน้ำแข็งและดินรอบๆ รากโสมอย่างระมัดระวังและรวดเร็วที่สุด เพื่อไม่ให้รากแขนงอันล้ำค่าขาดแม้แต่เส้นเดียว
เพียงชั่วอึดใจ โสมป่าหัวอวบอ้วนก็หลุดออกมาจากดิน นางรีบปัดเศษโคลนออกเพื่อประเมินคุณภาพของมันทันที
“รอยวงแหวนที่คอรากถี่ละเอียด ผิวตึงแน่น สีเหลืองทอง นี่ไม่ใช่โสมอ่อนที่เพิ่งงอก แต่เป็นโสมป่าแก่จัดอายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี!”
รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นที่มุมปาก โสมแก่คุณภาพสมบูรณ์เช่นนี้ แม้จะไม่ใช่โสมร้อยปีในตำนาน แต่มันก็คือ ‘ยาต่อชีวิต’ ชั้นเลิศสำหรับฉู่เจวี๋ย และหากนำไปประมูลขายที่โรงหมอในเมือง ย่อมทำเงินได้มหาศาล!
ทว่า... ในจังหวะที่นางกำลังชื่นชมสมบัติล้ำค่าในมือ สัญชาตญาณอันตรายระดับ S ที่ฝังอยู่ในสายเลือดก็กรีดร้องเตือนภัยกึกก้อง!
แกรก...
เสียงเหยียบกิ่งไม้แห้งดังขึ้นจากด้านหลัง ห่างออกไปไม่ถึงสิบก้าว!
เยี่ยหว่านชิงหยุดชะงักมือที่กำลังถือโสมทันที นางไม่ได้หันขวับไปมองอย่างคนตื่นตระหนก แต่ค่อยๆ ปรับลมหายใจให้เบาที่สุด มือขวากำด้ามมีดสั้นแน่นจนข้อขาว กล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกายตึงเครียดเตรียมพร้อมสำหรับการปะทะ
กลิ่นสาบสางที่รุนแรงปะทะจมูก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวของดินโคลน เลือด และขนสัตว์ที่เปียกชื้น
หญิงสาวค่อยๆ เหลียวหน้ามองข้ามไหล่ของตนเองไป และภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหลัง ก็ทำให้เลือดในกายของนางเย็นเยียบยิ่งกว่าหิมะรอบตัว!
มันคือ หมูป่าเขี้ยวตัน ขนาดมหึมา ตัวของมันใหญ่พอๆ กับลูกวัว ขนสีดำสนิทชี้ชันราวกับเข็มเหล็ก ดวงตาเล็กๆ สีแดงก่ำของมันจ้องเขม็งมาที่นาง น้ำลายเหนียวหนืดไหลยืดออกจากปากที่มีเขี้ยวโค้งยาวโง้งและคมกริบดุจดาบ... มันกำลังหิวโซ และมันมองเห็นนางเป็นมื้ออาหารอันโอชะ!
" กรรรรร!!"
มันพ่นลมหายใจร้อนระอุออกทางจมูกจนฝุ่นหิมะคลุ้ง เสียงคำรามกึกก้องจากก้นบึ้งลำคอดังสนั่นป่า ราวกับเสียงกลองรบของมัจจุราชที่ตีรัวพร้อมประจันบาน!
เยี่ยหว่านชิงลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ในโลกก่อน หมูป่าแค่นี้ นางใช้ปืนพกเก็บเสียงยิงเจาะกะโหลกมันได้ในพริบตา แต่นี่นางมีเพียงมีดสั้นยาวหกนิ้ว กับร่างกายที่เรี่ยวแรงน้อยกว่าเด็กหนุ่มวัยรุ่นเสียอีก!
‘สถานการณ์เลวร้ายสุดๆ ... หากปะทะตรงๆ ฉันโดนมันขวิดไส้ไหลแน่!’
นางประเมินสถานการณ์อย่างเยือกเย็น ไม่มีที่ให้วิ่งหนี ด้านหลังคือหน้าผา ด้านหน้าคือมัจจุราชเขี้ยวตัน ทางรอดเดียวคือ... ต้องฆ่ามันให้ได้ในดาบเดียว!
****
