ตอนที่ 8 เจ้าคือคนไข้ของข้า
ตอนที่ 8 เจ้าคือคนไข้ของข้า
“ตอนนี้ท่านเป็นแค่คนไข้ของข้าเท่านั้น ขาของท่าน ข้าจะขอดูเดี๋ยวนี้”
น้ำเสียงของเยี่ยหว่านชิงเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือดีอันเป็นเอกลักษณ์ ทว่ามันกลับเปี่ยมด้วยพลังความมั่นใจที่สะกดคนฟังจนฉู่เจวี๋ยมิอาจขยับเขยื้อน
ไม่รอให้เขาได้ทันเอ่ยปากปฏิเสธ นิ้วเรียวบางของหญิงสาวก็ตวัดวูบ ประกายสีเงินของมีดสั้นกรีดผ่านอากาศวับหนึ่ง ผ้าพันแผลที่สกปรกซอมซ่อรวมถึงขากางเกงของอดีตรองแม่ทัพหนุ่มพลันขาดวิ่น แยกออกจากกันในพริบตา!
ทันทีที่ปากแผลเปิดออก กลิ่นคาวเลือดเน่าและเนื้อตายที่ฉุนกึกก็ลอยปะทะโสตประสาทชวนให้สะอิดสะเอียน ทว่าดวงตาดอกท้อของเยี่ยหว่านชิงกลับไม่มีความขยะแขยงแม้แต่น้อย แววตาของนางนิ่งสนิทดุจผิวน้ำในบ่อโบราณ รอยแผลจากคมดาบที่ฟาดฟันลึกเป็นทางยาวจนเห็นกระดูกหน้าแข้งขาวหม่น ขอบแผลบวมเป่งจนเป็นสีม่วงคล้ำหนองสีเหลืองปนเลือดซึมเยิ้มออกมาตามรอยเย็บที่ไม่ได้มาตรฐาน
‘เอ็นร้อยหวายขาดสะบั้น กระดูกหน้าแข้งแตกร้าว แถมยังอักเสบจนเนื้อตายหนองท่วม...’
ยอดศัลยแพทย์ทหารจากอนาคตประเมินสภาพแผลด้วยความรวดเร็วราวกำลังอ่านแผ่นฟิล์มเอกซเรย์ นางต้องการยาชา ยาปฏิชีวนะชนิดรุนแรง และมีดผ่าตัดด่วนที่สุด!
เยี่ยหว่านชิงหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มี เพ่งจิตเข้าสู่ดอกบัวสีเงินที่ข้อมือซ้าย ประตูกระจกของห้องวิจัยทางการแพทย์ 01ในห้วงจิตสำนึกเริ่มปรากฏภาพชัดเจนขึ้น นางรู้ดีว่ามิติพกพานี้เชื่อมต่อกับพลังชีวิตของนางโดยตรง ร่างกายที่อดอยากเช่นนี้ หากฝืนดึงของมีน้ำหนักมากเกินไป อาจทำให้นางตายตกไปอีกรอบ
แต่เพื่อรักษาชีวิตคนตรงหน้า นางต้องเสี่ยง! ร่างกายของนางในตอนนี้อ่อนแอเกินไป บาดแผลที่ศีรษะและภาวะขาดสารอาหารเรื้อรังทำให้พละกำลังของยอดสายลับหดหายไปกว่าแปดส่วน ต่อให้มีทักษะสังหารล้ำเลิศเพียงใด แต่ด้วยเรี่ยวแรงเพียงหยิบมือ การจะปกป้องอาเป่าให้อยู่รอดปลอดภัยท่ามกลางฝูงหมาป่าในบ้านสกุลฉู่ หรือรับมือกับศัตรูที่ซุ่มซ่อนอยู่ภายนอก ย่อมเป็นไปไม่ได้เลย... นางต้องการเขา! ขุนพลผู้นี้คือไพ่ตายเดียวที่มี หากเขากลับมาแข็งแกร่ง เขาจะเป็นทั้งโล่กำบังและดาบที่คมกริบที่สุดให้นางและลูก!
“อึก...”
เยี่ยหว่านชิงขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น สมองของนางราวกับถูกเหล็กแหลมร้อนๆ ทิ่มแทงทะลวง พลังสมาธิบีบเค้นจนถึงขีดสุดก่อนจะกระชากเอากระบอกยาปฏิชีวนะ ยาชา และมีดผ่าตัดเบอร์สิบออกมาได้สำเร็จ
วิ้งงงง!
ความเจ็บปวดอันรุนแรงทำเอาภาพตรงหน้าพร่าเลือน เลือดกำเดาสีแดงฉานไหลทะลักออกจากร่องจมูกหยดลงบนหลังมือที่หยาบกร้านของฉู่เจวี๋ยดังกึด!
อดีตรองแม่ทัพหนุ่มสะดุ้งสุดตัว สายตาจับจ้องไปที่สตรีตรงหน้าที่จู่ๆ ก็มีหยดเลือดไหลรินออกจากจมูกไม่หยุด ทว่าในมือของนางกลับปรากฏวัตถุพิลึกพิลั่น... กระบอกโปร่งใสที่มีเข็มโลหะเรียวยาว และมีดด้ามเล็กที่วาววับสะท้อนแสงสลัว
“เจ้าทำอะไร! หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำตวาดกร้าว แต่อ้อมอกของเขากลับกุมกระชับแน่นด้วยความรู้สึกห่วงใยและหวาดหวั่นที่แล่นริ้วขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
“เงียบหน่อย... หากท่านไม่อยากให้ข้าลงมือพลาดจนตัดเส้นเลือดใหญ่ท่านทิ้ง”
เยี่ยหว่านชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าระคนเหนื่อยอ่อน นางใช้หลังมือปาดคราบเลือดกำเดาออกลวกๆ ดวงตาจ้องเขม็งที่บาดแผล
“นี่คือ... ราคาของการดึงพลังจากสวรรค์ที่ข้าต้องจ่าย”
มือเรียวบางที่แม้จะสั่นเทาด้วยความล้า แต่เมื่อจับมีดผ่าตัดกลับนิ่งสนิทดุจสลักจากหินผา นางกดเข็มยาชาลงรอบๆ ปากแผลอย่างแม่นยำ รอจนยาเริ่มออกฤทธิ์ขจัดความรู้สึก คมมีดเบอร์สิบก็ตวัดกรีดลงบนเนื้อร้ายอย่างรวดเร็ว เด็ดขาด และไร้ซึ่งความลังเล!
เนื้อส่วนที่เน่าเปื่อยถูกเลาะทิ้งอย่างรวดเร็ว ทว่ายามที่คมมีดโลหะกรีดลึกลงไปทำความสะอาดรอบชั้นกระดูกเพื่อสกัดสิ่งสกปรก...
ฉีด!
เลือดสีดำสนิทปนหนองพลันพุ่งกระฉูดออกมาจากส่วนลึกของบาดแผล!
มือของเยี่ยหว่านชิงชะงักกึกในทันที สัญชาตญาณของนักพิษวิทยาอันดับหนึ่งในโลกอนาคตตื่นตัวขึ้นขีดสุด นางโน้มใบหน้าลงดมกลิ่นเลือดสีดำนั้นใกล้ๆ ... กลิ่นเหม็นฉุนทว่าแฝงความหวานเลี่ยนคล้ายอัลมอนด์ขมและสนิมเหล็กเข้มข้นลอยเตะจมูก
“นี่ไม่ใช่แผลติดเชื้อธรรมดา...”
นัยน์ตาของหญิงสาวหรี่แคบลง ประกายแห่งความโกรธเกรี้ยวและเย็นเยียบวาบผ่าน
“มีคนวางยาท่าน มันคือสารพิษสกัดเข้มข้นที่ออกฤทธิ์ทำลายเส้นประสาทและกัดกร่อนเส้นเอ็นโดยเฉพาะ! ผู้ลงมือต้องการให้ท่านทรมานและกลายเป็นคนพิการไปชั่วชีวิต แต่กลับกะปริมาณอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้ท่านถึงแก่ความตาย!”
‘พิษโบราณช่างมีความซับซ้อนยิ่งนัก...’ เยี่ยหว่านชิงคิดในใจอย่างรวดเร็ว ‘แต่คลังวิจัยของฉันมีเครื่องแยกแยะสารประกอบที่ทันสมัยที่สุด ขอเพียงส่งเลือดนี้เข้าไปตรวจวิเคราะห์ ก็จะรู้ส่วนประกอบของยาถอนพิษได้ไม่ยาก!’
นางหยิบหลอดแก้วไร้เชื้อขนาดจิ๋วออกมารองรับตัวอย่างเลือดสีดำนั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะตวัดสายตาคมกริบขึ้นสบตากับบุรุษบนแคร่
“การสกัดพิษให้มีความบริสุทธิ์และออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงเช่นนี้ มิใช่วิสัยของหมอชาวบ้านทั่วไป มันต้องใช้ทรัพยากรและผู้เชี่ยวชาญขั้นสุดยอดเท่านั้น”
ประโยคอนุมานที่แสนเฉียบขาดปานสายฟ้าฟาดกลางห้องเก็บฟืนซอมซ่อ!
ฉู่เจวี๋ยที่พยายามสะกดกลั้นความเจ็บปวดถึงกับเบิกตากว้าง จิตสังหารแผ่ซ่านออกจากร่างจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบ ชายหนุ่มถลันตัวขึ้นมาคว้าคอเสื้อของเยี่ยหว่านชิง กระชากร่างบางเข้าหาตัวจนปลายจมูกแทบจะชนกัน
“เจ้า...!!”
เสียงทุ้มต่ำตวาดสั่นสะท้านไปด้วยความตกตะลึงระคนหวาดระแวงขั้นสุด
“แม้แต่หมอหลวงในวังยังวินิจฉัยว่าขาข้าเน่าเพราะพิษบาดแผลจากคมดาบ! เหตุใดเจ้าเพียงแค่มองและดมกลิ่น ถึงสามารถล่วงรู้ไปถึงตื้นลึกหนาบางของสูตรพิษนี้ได้!!”
ความลับระดับแผ่นดินที่เขาต้องยอมแลกด้วยขาทั้งสองข้างเพื่อปกปิด กลับถูกสตรีตกอับนางนี้มองทะลุปรุโปร่งในชั่วพริบตา!
เยี่ยหว่านชิงไม่ได้ตื่นตระหนก นางปล่อยให้เขาจับคอเสื้อแน่น ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มงดงามทว่าเยือกเย็นราวกับเทพธิดาผู้กุมโชะตา
“ข้าบอกแล้วอย่างไร ว่าข้าคือคนที่จะฉุดท่านขึ้นมาจากขุมนรกนี้ ท่านรองแม่ทัพ”
นางขยับมีดเตรียมจะล้างทำความสะอาดแผลต่อ ทว่าในตอนนั้นเอง...
ตึงๆๆๆ!!!
เสียงฝีเท้าสับสนอลหม่านของคนนับสิบดังใกล้เข้ามา พร้อมกับแสงจากคบเพลิงสิบกว่าเล่มที่สาดส่องสว่างโร่ลอดผ่านช่องแตกของบานประตูห้องเก็บฟืน!
“เปิดประตูเดี๋ยวนี้!! นังสะใภ้รอง!!”
เสียงทรงอำนาจและแหบกร้าวของผู้ใหญ่บ้านดังสนั่น
“มีคนแจ้งทางการว่าเจ้าใช้มนต์ดำคุณไสยทำร้ายคนในบ้านใหญ่ และขโมยทรัพย์สิน! ยอมออกมามอบตัวเสียดีๆ อย่าคิดขัดขืน!!”
บรรยากาศในห้องแคบๆ พลันตึงเครียดขึ้นมาทันที อาเป่าที่นอนหลับฝันดีสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เด็กน้อยรีบคลานเข้าหาอ้อมอกของเยี่ยหว่านชิงด้วยร่างกายที่สั่นเทา
“ท่านแม่... เกิดอะไรขึ้น อาเป่ากลัว...”
เยี่ยหว่านชิงและฉู่เจวี๋ยประสานสายตากันในความมืด คลื่นลมที่พัดกระหน่ำเข้ามาหมายจะทำลายล้างพวกเขาหมดสิ้นแล้ว
“ดูท่า... งิ้วฉากใหญ่กำลังจะเริ่มแสดงแล้วสิ”
เยี่ยหว่านชิงแสยะยิ้มเย็นชา
นางใช้มือหนึ่งลูบหัวปลอบโยนลูกชายช้าๆ อีกมือหนึ่งเพ่งจิตวูบเดียว ดึงเอาห่อผ้าที่ใส่เงินตำลึง และเครื่องประดับของสะใภ้ใหญ่ รวมถึงถุงข้าวสารหนักสิบชั่ง โยนกลับเข้าไปซ่อนในมิติห้องวิจัย 01 ในพริบตา!
การฝืนใช้พลังงานติดต่อกันทำให้หญิงสาวหน้ามืด เซไปวูบหนึ่ง ทว่านางยังคงฝืนพยุงร่างไว้ได้ บนพื้นและแคร่ไม้ไผ่ยามนี้เหลือเพียงผ้านวมหนานุ่มผืนโตสองผืน เสื้อคลุมบุขนสัตว์ และเนื้อแห้งกับมันเทศจำนวนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นของชิ้นใหญ่เกินกว่าจะกวาดหายไปได้ทันเวลา
“เจ้าเอาห่อสมบัตินั่นไปไว้ที่ใด?”
ฉู่เจวี๋ยถามพึมพำด้วยความอัศจรรย์ใจ ยามเห็นห่อผ้าหายวับไปกับตา
“ความลับของสวรรค์ ท่านอย่ารู้เลยจะดีกว่า”
เยี่ยหว่านชิงตอบปัดอย่างรวดเร็ว
“เตรียมตัวต้อนรับแขกเถอะท่านรองแม่ทัพ”
สิ้นคำของนาง...
ปัง!!
บานประตูผุพังของห้องเก็บฟืนถูกถีบออกอย่างรุนแรงจนปลิวหลุดจากบานพับ!
แม่เฒ่าหวังในชุดนอนสีหม่นยืนตระหง่านอยู่หน้าประตู ใบหน้าเหี่ยวย่นบิดเบี้ยวด้วยแรงโทสะอย่างอัปลักษณ์ ข้างกายมีหลี่กุ้ยฮวาที่แสร้งบีบน้ำตา ชี้หน้ามาทางเยี่ยหว่านชิงอย่างมาดร้าย และด้านหลังยังมีผู้ใหญ่บ้านหลิวรวมถึงชายฉกรรจ์อีกหลายคนยืนถือจอบถือคบเพลิงล้อมลานบ้านไว้หมดสิ้น
“นังแพศยาเยี่ยหว่านชิง!! นังโจรชั่วไร้ยางอาย!!”
แม่เฒ่าหวังชี้หน้าตะโกนด่าทอลั่น
“เจ้ากล้าดีอย่างไรบุกไปขโมยทรัพย์สินเสบียงกรังของบ้านใหญ่! ผู้ใหญ่บ้านจับนางส่งทางการเดี๋ยวนี้!!”
สายตาของชาวบ้านจับจ้องมองเข้าไปในห้องเก็บฟืน และเมื่อแสงไฟคบเพลิงส่องกระทบผ้านวมยัดไส้ฝ้ายผืนใหม่เอี่ยมสีสดที่คลุมร่างของคนบ้านรองอยู่ เสียงซุบซิบนินทาก็ดังขึ้นเซ็งแซ่ทันที!
นั่นมันสมบัติของสะใภ้ใหญ่จริงๆ ด้วย! นังสะใภ้รองใจกล้าบ้าบิ่นถึงเพียงนี้เทียวหรือ!
ท่ามกลางสายตารังเกียจเหยียดหยาม เยี่ยหว่านชิงกลับไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางประคองอาเป่าให้พิงอิงแอบไว้ข้างกายฉู่เจวี๋ย ก่อนจะตวัดสาบเสื้อคลุมที่ขาดวิ่น ยืนขึ้นตระหง่านด้วยท่าทางสง่างามดุจนางพญาหงส์ที่ทอดสายตามองดูฝูงสุนัขเห่าหอน
มุมปากของหญิงสาวหยักลึกเป็นรอยยิ้มเยือกเย็น ชวนให้ผู้ที่สบตารู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“เสียงเอะอะโวยวายแต่เช้าตรู่ ข้าก็นึกว่าบ้านใหญ่มีคนสิ้นลมไปเสียแล้วเจ้าค่ะ”
เยี่ยหว่านชิงกอดอก ปรายตามองคนกลุ่มนั้นอย่างเกียจคร้าน
“ขนคนมามืดฟ้ามัวดินปานนี้ จะมาเยี่ยมดูใจลูกชายที่ถูกทอดทิ้ง หรือตั้งใจมากินอาหารเช้าที่บ้านข้ากันท่านแม่ ข้าบอกก่อนนะเจ้าคะว่า ไม่มีให้กิน?”
คำทักทายที่โอหังและท้าทายสวรรค์ ดังก้องกังวานไปทั่วลานบ้านที่หนาวเหน็บ ดึงเอาบรรยากาศความกดดันให้พุ่งทะยานถึงขีดสุด!
“สามหาว!! นังตัวดี! ขโมยของพี่สะใภ้จนถูกจับได้คาหนังคาเขา ยังมีหน้ามาพ่นวาจาอัปมงคลสาปแช่งผู้อาวุโสอีกรึ! ผู้ใหญ่บ้านหลิว ท่านเห็นความเนรคุณของนางแล้วใช่หรือไม่!”
แม่เฒ่าหวังกระทืบเท้าเร่าๆ
‘ผู้ใหญ่บ้านหลิว’ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมขมวดคิ้วแน่น เขามองข้ามไหล่ของแม่เฒ่าหวังเข้าไปในห้องเก็บฟืน เห็นผ้านวมผืนหนาและกองเสบียงวางอยู่ข้างแคร่ของฉู่เจวี๋ยจริงๆ
“สะใภ้รอง ขโมยของในครอบครัวถือเป็นความผิดร้ายแรง เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?”
ผู้ใหญ่บ้านหลิวเอ่ยเสียงขรึม
เยี่ยหว่านชิงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ก้าวเท้าออกมายืนประสานมือไว้ด้านหน้า
“ผู้ใหญ่บ้านหลิว การจะปรักปรำใครย่อมต้องมีหลักฐาน...”
ดวงตาดอกท้อของหญิงสาวกวาดมองผู้คนด้วยความเยือกเย็น
“ท่านแม่บอกว่าข้าขโมยของ แต่ข้าจำได้ว่าเมื่อคืนพี่สะใภ้ใหญ่เป็นคนแบกผ้านวมกับเสบียงพวกนี้มามอบให้ข้าถึงหน้าประตูห้องด้วยตัวนางเองต่างหาก”
“ตอแหล!!”
หลี่กุ้ยฮวากระโดดโหยงขึ้นมาทันที
“ข้าไปมอบให้เจ้าตอนไหน เจ้ามันนังงูพิษ! เจ้างัดห้องข้าตอนที่ข้าหลับ แล้วขโมยของไปหมด! แม้แต่เงินเก็บก้นหีบของข้า เจ้าก็เอาไป! คืนมาเดี๋ยวนี้นะ นังโจรชั่ว!”
“โอ้... ท่านหลับอยู่หรอกหรือ?”
เยี่ยหว่านชิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มที่แฝงความนัยลึกซึ้ง นางก้าวเข้าหาหลี่กุ้ยฮวาช้าๆ ทีละก้าว
“ถ้าท่านหลับอยู่ แล้วเหตุใดเมื่อคืน ตอนที่มีแขกรูปร่างสูงใหญ่ ถือมีดปังตอลอบเข้ามาทางประตูหลังบ้าน... ท่านถึงได้เปิดประตูรับเขาล่ะเจ้าคะ พี่สะใภ้?”
เฮือก!
คำพูดนั้นเบาราวกับขนนก แต่กลับฟาดเปรี้ยงลงกลางใจของหลี่กุ้ยฮวา ร่างอวบอูมสั่นสะท้านขึ้นมาทันที
นางรู้! นังเยี่ยหว่านชิงรู้เรื่องที่นางเปิดประตูให้หวังเอ้อร์เข้ามาจริงๆ!
****
