บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 เปิดเผยตัวตน

บทที่ 7 เปิดเผยตัวตน

ปัง...

ประตูห้องเก็บฟืนถูกผลักเปิดออกเบาๆ เยี่ยหว่านชิงก้าวเข้ามาพร้อมกับหอบสัมภาระพะรุงพะรัง นางทิ้งถุงข้าวและเนื้อแห้งลงบนพื้นเสียงดังตุ้บ ก่อนจะเดินตรงดิ่งไปยังแคร่ไม้ไผ่ และสลัดผ้านวมผืนหนานุ่มที่ปล้นมาได้ คลุมทับร่างของฉู่เจวี๋ยและอาเป่าในคราวเดียว

ความอบอุ่นที่ห่างหายไปนานแผ่ซ่านครอบคลุมร่างที่เย็นเฉียบของคนทั้งสองในทันที

เยี่ยหว่านชิงเอื้อมมือไปแตะหน้าผากเล็กจ้อยของลูกชาย สัมผัสได้ว่าไอความร้อนดั่งไฟสุมเมื่อครู่ลดลงไปมากแล้ว ยาลดไข้และยาปฏิชีวนะแห่งศตวรรษที่ 22 ออกฤทธิ์ได้อย่างยอดเยี่ยม ลมหายใจของเด็กน้อยสม่ำเสมอขึ้น ใบหน้าที่เคยแดงก่ำจากพิษไข้เริ่มกลับมามีสีเลือดฝาดตามธรรมชาติ

อาเป่าที่ถูกคลุมด้วยความอบอุ่นสะดุ้งตื่นขึ้นมางัวเงีย เด็กน้อยลูบสัมผัสอันนุ่มฟูของผ้านวม ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ มองมารดาที่ยืนหอบหายใจอยู่ปลายเตียง

“ท่านแม่ เราตายแล้วไปสวรรค์แล้วหรือขอรับ? ที่สวรรค์มีเมฆนุ่มๆ ให้อาเป่าห่มด้วย แถมอาเป่ายังไม่ปวดหัวแล้วด้วย...”

คำพูดไร้เดียงสานั้นทำเอาเยี่ยหว่านชิงหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ท่ามกลางความตึงเครียด นางเอื้อมมือไปลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างแผ่วเบา

“สวรรค์ยังไม่ต้องการตัวพวกเราหรอกเจ้าก้อนแป้งน้อยมันยังเร็วไป ลูกนอนต่อเถอะ พรุ่งนี้แม่จะทำของอร่อยให้กิน”

เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ก่อนจะซุกตัวเข้าหาอกกว้างของบิดาแล้วหลับสนิทไปอีกครั้ง

ฉู่เจวี๋ยที่กำมีดสั้นรอคอยการกลับมาของนางด้วยความตึงเครียด ชะงักงันไป มุมปากของอดีตรองแม่ทัพหนุ่มกระตุกเล็กน้อยกับคำพูดซื่อๆ ของลูกชาย ก่อนที่แววตาของเขาจะกลับมาเยียบเย็นดังเดิมเมื่อตวัดมองไปยังสตรีตรงหน้า

“ข้าบอกแล้วไง...”

เยี่ยหว่านชิงเช็ดคราบเลือดที่มุมปากลวกๆ ดวงตาดอกท้อที่เคยวาวโรจน์ด้วยรังสีฆ่าฟัน บัดนี้เหลือเพียงความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุด

“ว่าข้า... ไปทวงหนี้”

“เจ้าปล้นเรือนใหญ่มา”

ฉู่เจวี๋ยประเมินของที่นางกองไว้

“เจ้าคิดว่าพรุ่งนี้เช้า สะใภ้ใหญ่จะไม่แหกปากฟ้องท่านแม่อย่างนั้นหรือ? ความตายมารออยู่ตรงหน้า เจ้ายังกล้า...”

“ฉู่เจวี๋ย...”

เยี่ยหว่านชิงขัดจังหวะ นางเดินเข้าไปประชิดแคร่ไม้ไผ่ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ ร่างสูงใหญ่ กลิ่นหอมของดอกฝ้ายใหม่ๆ จากผ้านวม ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดบางเบาจากตัวนาง ทำให้เกิดความรู้สึกเย้ายวนและอันตรายที่สับสนปนเปกัน

“หากท่านอยากจะแทงข้า หรือมีคำถามใดๆ ก็จงเก็บแรงไว้ทำตอนที่ท่านลุกขึ้นยืนได้เถอะ”

เยี่ยหว่านชิงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รินรดสันกรามของเขา นัยน์ตาสีรัตติกาลของทั้งสองสบประสานกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

“พยัคฆ์พิการ ไม่ควรแยกเขี้ยวใส่คนที่กำลังหาอาหารมาป้อนให้มันหรอกนะ ร่างกายข้าถึงขีดจำกัดแล้ว ข้าจะนอน”

พูดจบนางก็เดินออกมาแล้วทรุดตัวลงนอนขดตัวอยู่ใต้ผ้านวมผืนหนาข้างๆ อาเป่า ลมหายใจเข้าออกเริ่มเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ร่างกายที่บอบช้ำและอ่อนล้าเกินขีดจำกัดทำให้สายลับอย่างนางหลับสนิทไปโดยไม่รู้ตัว มีเพียงคนเดียวในห้องนี้ที่ไม่ได้หลับตาลงเลยตลอดทั้งคืน

ฉู่เจวี๋ยนอนตะแคง ศีรษะหนุนแขนตัวเอง นัยน์ตาคมกริบดุจเหยี่ยวภูเขาจ้องเขม็งไปที่ใบหน้ายามหลับใหลของสตรีที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยา ดวงตาสีรัตติกาลของเขาเต็มไปด้วยความซับซ้อนที่ยากจะคาดเดา ทั้งหวาดระแวง ค้นหา และ... เคลือบแคลงใจ

นางไม่ใช่เยี่ยหว่านชิง...ไม่ใช่อย่างแน่นอน...

ข้อสรุปนี้ดังก้องอยู่ในหัวของอดีตรองแม่ทัพหนุ่มมาค่อนคืน เยี่ยหว่านชิงตัวจริงเป็นเพียงสตรีขี้ขลาดตาขาว หูเบา และโง่เขลาที่ถูกท่านแม่กดขี่จนแทบไม่กล้าหายใจแรง นางไม่มีทางมีสัญชาตญาณการต่อสู้ที่เฉียบขาด ไร้ซึ่งรังสีอำมหิตที่เข้มข้นถึงเพียงนั้น และที่สำคัญที่สุด เยี่ยหว่านชิงตัวจริงเกลียดชังเขากับลูกเข้ากระดูกดำ นางไม่มีวันบุกเข้าไปเสี่ยงตายเพื่อแย่งชิงผ้านวมและเสบียงมาให้พวกเขาเด็ดขาด!

หากนางไม่ใช่ภรรยาของเขา... แล้วนางเป็นใคร?

สายลับจากราชสำนักที่ส่งมาสอดแนมเขา? หรือเป็นนักฆ่าที่องค์ชายสามส่งมาเพื่อกำจัดขุนพลที่สิ้นสภาพอย่างเขากันแน่? วิชาหดกระดูกเปลี่ยนใบหน้าในยุทธภพใช่ว่าจะไม่มีอยู่จริง! ความคิดนี้ทำให้บรรยากาศรอบตัวฉู่เจวี๋ยเย็นเยียบลงยิ่งกว่าอากาศภายนอก

รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับแสงสีทองซีดเซียวที่พยายามแทรกตัวผ่านหมู่เมฆทะมึน พายุหิมะสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงโลกสีขาวโพลนที่หนาวเหน็บ สัญชาตญาณของทหารที่คุ้นเคยกับการถูกลอบสังหารตื่นตัวขึ้นเต็มที่ มือหนาที่หยาบกร้านค่อยๆ เลื่อนไปกำด้ามมีดสั้นใต้หมอนอีกครั้ง

เขาขยับท่อนบนที่ยังพอมีแรงอย่างเงียบเชียบที่สุด เลื่อนตัวเข้าไปใกล้ร่างบางที่หลับสนิท แววตาของเขาไร้ซึ่งความปรานี มีเพียงความเด็ดขาดของชายชาตินักรบที่พร้อมจะปลิดชีพศัตรูเพื่อปกป้องความลับของตนเอง

แกร๊ก...

ปลอกมีดถูกดันออกเบาๆ ประกายสีเงินวาววับสะท้อนแสงรุ่งอรุณ ก่อนที่คมมีดอันเย็นเฉียบจะเลื่อนไปจ่อแนบชิดกับหลอดลมและเส้นเลือดใหญ่ที่ลำคอขาวผ่องของเยี่ยหว่านชิง!

แต่ทว่า!ในเสี้ยววินาทีที่โลหะเย็นยะเยือกสัมผัสผิวหนัง!

พรึ่บ!

ดวงตาดอกท้อที่ปิดสนิทพลันเบิกโพลงขึ้น! ไม่มีอาการงัวเงีย ไม่มีเสียงกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว มีเพียงประกายตาเยือกเย็นและดำมืดราวกับหลุมพรางมรณะที่จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่เจวี๋ย

เยี่ยหว่านชิงไม่ได้ขยับเขยื้อนศีรษะหนีคมมีดแม้แต่มิลลิเมตรเดียว เธอนอนนิ่งสงบ มุมปากกระตุกเป็นรอยยิ้มหยัน

“ฉู่เจวี๋ย...”

น้ำเสียงของนางราบเรียบ เจือปนด้วยความรำคาญใจเล็กน้อย

“การเอาคมมีดบิ่นๆ มาทาบที่คอคนอื่นแต่เช้าตรู่ ถือเป็นการทักทายของสามีในยุคนี่เช่นนั้นรึหรือ?”

ฉู่เจวี๋ยขบกรามแน่นจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขากดน้ำหนักใบมีดลงไปอีกนิดจนผิวเนื้อบางๆ เริ่มมีเลือดซึมออกมาเป็นเส้นสีแดงเล็กๆ

“ตอบข้ามา!”

เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเค้นผ่านไรฟัน เต็มไปด้วยจิตสังหาร

“เจ้าเป็นใคร?! ใครส่งเจ้ามา! ฮ่องเต้ หรือ องค์ชายสาม? เจ้าเป็นสายลับของใคร!” ตอนนี้เขาปักใจเชื่อแล้วว่านางไม่ใช่เยี่ยนหว่านชิงแน่นอน

ดวงตาของเยี่ยหว่านชิงหรี่แคบลงเมื่อได้ยินคำว่าองค์ชายสามดูเหมือนเจ้าของร่างเดิมจะได้แต่งงานกับตัวปัญหาเข้าเสียแล้ว สามีขาเป๋ผู้นี้ซุกซ่อนความลับทางการเมืองเอาไว้ไม่น้อยสินะ

นางมองลึกเข้าไปในดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงของเขา สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ด้วยสไตล์การทำงานที่เด็ดขาดเยี่ยงนักฆ่า รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ทางการแพทย์แปลกประหลาดในมิติที่นางต้องงัดออกมาใช้รักษาเขาแน่ๆ บุรุษที่ฉลาดและเฉียบแหลมระดับอดีตรองแม่ทัพผู้นี้ ย่อมต้องจับผิดได้ในสักวัน การมานั่งปิดบังตัวตนหรือแต่งเรื่องโกหกหลอกลวงไปวันๆ ไม่ใช่วิสัยของราชินีนักฆ่าอย่างนาง มันเสียเวลาและน่ารำคาญ!

‘สู้แบไต๋บอกความจริงไปเลยดีกว่า ถ้ารับได้ก็ร่วมมือกัน ถ้ารับไม่ได้ อาการดีขึ้นเมื่อไหร่ก็แค่หย่าขาดแล้วทางใครทางมัน ส่วนเจ้าอาเป่าน้อย นางจะเอาไปด้วย!’

เมื่อตัดสินใจได้อย่างเด็ดขาด เยี่ยหว่านชิงก็ทอดถอนใจยาว ราวกับกำลังสั่งสอนเด็กดื้อรั้น

“คำถามของท่านเมื่อครู่ มันเกือบจะทำให้ท่านต้องตายรู้หรือไม่?”

“เจ้าคิดจะขู่ข้า....”

คำพูดของฉู่เจวี๋ยถูกกลืนหายลงไปในลำคอ เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดแหลมคมบางอย่างที่ทิ่มแทงทะลุเสื้อผ้า เข้ามากดทับอยู่ที่จุด ‘ไท่ชง’ (จุดชีพจรสำคัญที่บริเวณหน้าท้องน้อยเหนือขาหนีบ) !

ดวงตาของอดีตแม่ทัพเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง! เขาก้มมองลงไปใต้ผ้านวม และพบว่ามือขวาของเยี่ยหว่านชิงที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ผ้า ไม่รู้ว่าไปกำเข็มเงินยาวกว่าสามชุน (ประมาณ 3 นิ้ว) มาจากไหน และตอนนี้ ปลายเข็มอันแหลมคมนั้นกำลังกดจ่ออยู่ที่จุดตายของเขาอย่างพอดิบพอดี!

นางลงมือตั้งแต่เมื่อไหร่?! ฉู่เจวี๋ยลอบสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอด หากเมื่อครู่เขากดมีดปาดคอนาง เข็มเงินเล่มนี้ก็คงแทงทะลุจุดชีพจรของเขาจนตกตายตามกันไปในพริบตา! ความเร็วและไหวพริบระดับนี้ แม้แต่องครักษ์เงาชั้นยอดในวังหลวงยังเทียบไม่ติด!

“ข้าคือสายลับระดับ S... อ้อ ในยุคของพวกท่านคงเรียกว่ามือสังหารอันดับหนึ่งกระมัง”

เยี่ยหว่านชิงแค่นเสียงหัวเราะเยือกเย็น

“กฎข้อแรกของมือสังหารคือ ห้ามหลับสนิทจนลืมระวังภัย หากข้าอยากให้ท่านตาย ท่านกลายเป็นศพที่เลือดเย็นชืดไปตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่ปล่อยให้มานอนหายใจรดต้นคอข้าอยู่แบบนี้หรอก!”

นางใช้นิ้วเรียวชี้ด้ามมีดสั้นของฉู่เจวี๋ยให้ดันออกห่างจากลำคอของนางอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าหนักแน่นจนชายหนุ่มต้านทานไม่ไหว

“และข้าจะบอกความจริงให้เอาบุญนะ ฉู่เจวี๋ย ข้าขี้เกียจแต่งเรื่องโกหกให้เปลืองน้ำลาย...”

เยี่ยหว่านชิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าหนักแน่นและดุดัน

“เยี่ยหว่านชิง สตรีโง่เขลาขี้ขลาดที่เป็นภรรยาของท่าน... นางตายไปแล้ว!ตายไปตั้งแต่ตอนที่ถูกท่านแม่ของท่านเอาท่อนฟืนฟาดหัวจนวิญญาณหลุดออกจากร่างเมื่อวานนี้!”

ฉู่เจวี๋ยชะงักงัน รูม่านตาหดเกร็ง

“ส่วนข้า... คือดวงวิญญาณของมือสังหารจากต่างโลก ที่สวรรค์ถีบส่งมาเข้าร่างนี้แทน!”

นางประกาศกร้าวอย่างผ่าเผย ไร้ซึ่งความกลัวต่อสายตาจับผิดของเขา

“ข้าไม่สนว่าท่านจะเชื่อเรื่องเหนือธรรมชาติหรือไม่ แต่จงรู้ไว้ว่าข้าไม่ใช่คนขององค์ชายสามหรือฮ่องเต้บ้าบออะไรของท่านทั้งนั้น หากข้าเป็นศัตรู ข้าจะลำบากฝ่าหิมะไปปล้นผ้านวมกับเสบียงมาประเคนให้ท่านกับลูกทำไม? ปล่อยให้พวกท่านหนาวตาย หิวตายไปเงียบๆ ในห้องนี้ไม่ใช่ง่ายกว่าหรือ?”

คำพูดที่แทงใจดำและเต็มไปด้วยตรรกะเหตุผล ทำให้ความหวาดระแวงในใจของฉู่เจวี๋ยเริ่มสั่นคลอน จริงอย่างที่นางว่า หากนางเป็นศัตรู นางมีโอกาสลงมือหลายครั้งแล้ว

เยี่ยหว่านชิงค่อยๆ ลดเข็มเงินลงซึ่งแท้จริงแล้วคือเข็มฉีดยาแบบโบราณที่นางดึงออกมาจากมิติ นางลุกขึ้นนั่ง จัดเสื้อผ้าที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ ก่อนจะปรายตามองเขาด้วยความเย่อหยิ่ง

“ความลับของข้า ข้าได้บอกให้ท่านเห็นรู้แล้ว ถือเป็นความจริงใจแรกจากข้า...”

หญิงสาวเชิดคางขึ้น

“หากท่านยอมรับตัวตนของข้าได้ เราก็มาตกลงร่วมมือกัน แต่หากท่านรับไม่ได้ที่ภรรยาเปลี่ยนเป็นคนละคน... รอให้ขาของท่านหายดีเมื่อไหร่ เราก็แค่หย่าขาดแล้วแยกย้ายกันไป ข้าจะพาลูกไปเอง ทางใครทางมัน!”

ดวงตาของฉู่เจวี๋ยเบิกกว้างเมื่อได้ยินคำว่ารักษาขาทั้งสองข้างหัวใจที่ตายด้านของเขาพลันเต้นแรงขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม

“รักษาข้า?”

ฉู่เจวี๋ยลืมตาขึ้น แค่นเสียงหัวเราะเยาะตัวเอง

“หมอหลวงในวังยังส่ายหน้า ขาของข้าเส้นเอ็นขาดสะบั้น กระดูกแตกละเอียด เจ้าเป็นแค่สตรีชาวบ้าน จะมีปัญญาอันใดมารักษาข้า?”

“ตอนนี้ท่านเป็นแค่คนไข้ของข้าเท่านั้น ขาของท่าน ข้าจะขอดูเดี๋ยวนี้”

*** นางนักเลงพอ อยู่กันไม่ได้ก็หย่าขาดกันไปเลย***

*** ต่อไปจะแทนตัวน้องเยี่ยนหว่านชิงว่า นาง นะคะ***

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel