บทที่ 3 มิติห้องวิจัยทางการแพทย์ 01
บทที่ 3 มิติห้องวิจัยทางการแพทย์ 01
เมื่อระบายอารมณ์จนพอใจแล้ว หญิงสาวก็สูดลมหายใจลึก ปรับอารมณ์บ้าคลั่งให้สงบลงอย่างรวดเร็ว
“อาเป่า...”
เธอคุกเข่าลงบนพื้นดินที่เย็นเฉียบ ไม่สนใจว่าโคลนจะเปรอะเปื้อนกระโปรง สองแขนที่สั่นเทาค่อยๆ เอื้อมออกไปหาเด็กน้อยที่กำลังหวาดผวา พยายามดัดน้ำเสียงที่คุ้นเคยกับการสั่งเป็นสั่งตาย ให้อ่อนโยนและสั่นเครือที่สุดเท่าที่สตรีผู้หนึ่งจะทำได้
“ดูสิลูก...”
เธอชี้ไปที่รอยแดงช้ำบนโหนกแก้มและหน้าผากของตนเอง รอยยิ้มฝืนทนระคนปวดร้าวผุดขึ้นที่มุมปาก
“แม่ตีผู้หญิงใจร้ายคนนั้นแล้ว แม่ลงโทษคนที่นางกล้าทำร้ายลูกของแม่แล้วนะ... เห็นมั้ย? ต่อไปนี้ลูกไม่ต้องกลัวแล้วนะ”
หยดน้ำตาแห่งความรู้สึกผิดที่ไม่ได้มาจากตัวเธอเอง ทว่าผุดขึ้นมาจากจิตวิญญาณเบื้องลึก ร่วงหล่นกระทบหลังมือเล็กๆ ของอาเป่า ความอุ่นวาบของหยาดน้ำตาทำให้เด็กน้อยชะงักงัน
ในโลกก่อน แม้เยี่ยหว่านชิงจะยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวงการแพทย์และโลกมืด แต่สวรรค์กลับพรากสิ่งหนึ่งที่เธอปรารถนาที่สุดไป บาดแผลฉกรรจ์จากการถูกลอบโจมตีในอดีต ทำลายมดลูกของเธอจนไม่อาจให้กำเนิดชีวิตใหม่ได้อีกตลอดกาล ความฝันที่จะได้ยินเสียงเด็กน้อยเรียกหาว่า 'แม่' เป็นเพียงความหวังลมๆ แล้งๆ ที่ถูกปิดตายไว้ในก้นบึ้งของหัวใจอันเย็นชา
ทว่าบัดนี้! สวรรค์ที่เคยโหดร้าย กลับชดเชยให้เธอด้วยการส่งสายเลือดตัวน้อยที่แสนเปราะบางมาสู่อ้อมอก!
“แม่ขอโทษ! แม่ขอโทษที่เคยทำให้ลูกต้องเจ็บปวด”
น้ำเสียงของเธอสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม หยาดน้ำตาของเยี่ยหว่านชิงคนใหม่ ผสานเข้ากับความรู้สึกผิดของเจ้าของร่างเดิม ไหลรินออกมาอย่างไม่อาจกลั้น
“แม่สัญญา ขอสาบานด้วยชีวิตของแม่...”
เธอประทับริมฝีปากจุมพิตลงบนหน้าผากที่ร้อนจี๋ของเด็กน้อยอย่างรักใคร่หวงแหนสุดหัวใจ
“นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป แม่จะไม่มีวันตีลูกอีก จะไม่มีใครในโลกนี้มาทำร้ายอาเป่าของแม่ได้อีกแล้ว...”
สิ้นคำสัญญานั้น เธอค่อยๆ สอดมือเข้าไปใต้รักแร้ของเด็กน้อย และดึงร่างที่เบาหวิวราวกับขนนก ทว่ากลับมีน้ำหนักมหาศาลในความรู้สึก... เข้ามากอดไว้แนบอกอย่างทะนุถนอม ราวกับกำลังกอดสมบัติที่ล้ำค่าที่สุดในโลก
ทันทีที่ผิวหนังแนบชิด เยี่ยหว่านชิงก็ต้องขบกรามแน่นจนปวดร้าว เด็กคนนี้ตัวร้อนจี๋! ร้อนดั่งไฟสุม! แถมร่างกายก็มีแต่หนังหุ้มกระดูก ซี่โครงแต่ละซี่นูนเด่นชัดเจน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็บางจนแทบไม่ต่างจากเปลือยกายในฤดูหนาว
ความโกรธเกรี้ยวที่เพิ่งถูกกดข่มลงไปพลันทะลักจุดเดือดขึ้นมาอีกระลอก! นางก่นด่าพวกคนบ้านใหญ่ในใจอย่างสาดเสียเทเสีย ‘ไอ้พวกชาติหมาสกุลฉู่! พวกมันสูบเลือดสูบเนื้อ กินหรูอยู่สบายบนกองเงินบำนาญของฉู่เจวี๋ย แต่กลับปล่อยให้หลานแท้ๆ อดอยากจนเหลือแต่ซี่โครง ปล่อยให้เด็กตัวแค่นี้ต้องทนหนาวตาย!’
และที่ทำให้นางรังเกียจจนแทบอยากจะควักหัวใจออกมาขยี้ทิ้ง ก็คือเยี่ยหว่านชิงเจ้าของร่างเดิม!
‘นังผู้หญิงโง่บัดซบ! เด็กคนนี้เกิดจากเลือดเนื้อของแกแท้ๆ แกทนเห็นเขาทรมาน หนาวสั่น และยังลงมือทุบตีเขาจนบอบช้ำไปทั้งตัวขนาดนี้ได้อย่างไร! จิตใจแกทำด้วยอะไร ร้ายกาจและต่ำตมยิ่งกว่าเดรัจฉาน นรกส่งแกมาเกิดชัดๆ!’
อาเป่าดิ้นรนในอ้อมกอดของเธออยู่ครู่หนึ่งตามสัญชาตญาณ ทว่าเมื่อไม่ได้รับความเจ็บปวดอย่างที่คุ้นเคย กอปรกับความเหนื่อยล้าและพิษไข้ ร่างเล็กๆ จึงค่อยๆ สงบลง ซุกใบหน้าตอบซูบเข้ากับลาดไหล่ของมารดาอย่างหาไออุ่น
“หนาว... ท่านแม่ อาเป่าหนาว...”
เสียงละเมอแผ่วเบาราวกับยุงบิน
เยี่ยหว่านชิงกอดลูกชายแน่นขึ้น ดวงตาที่เคยมืดมิดแปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
‘ในเมื่อสวรรค์ส่งฉันมาอยู่ในร่างนี้ ส่งให้ฉันมาเป็นแม่ของลูก... ฉัน เยี่ยหว่านชิง ขอสาบานด้วยเกียรติของสายลับระดับ S ว่านับจากนี้ไป ฉันจะเป็นโล่และกำแพงเหล็กให้ลูกเอง จะปกป้องดูแลลูกไปจนตราบชั่วชีวิต จะไม่ยอมให้ความทุกข์ทรมานใดๆ มากล้ำกรายลูกได้อีกเป็นอันขาด!’
หญิงสาวหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพ่งจิตเข้าไปในจุดกึ่งกลางหน้าผาก
วูบ!
สัญลักษณ์ดอกบัวสีเงินที่ข้อมือซ้ายเปล่งประกายจางๆ ในห้วงมิติแห่งจิตสำนึกของเธอ ปรากฏภาพของอาคารสี่เหลี่ยมสีขาวสะอาดตา... นั่นคือห้องวิจัยทางการแพทย์ 01ฐานทัพส่วนตัวของเธอ!
เยี่ยหว่านชิงรีบใช้จิตสำนึกกวาดตามองหาตู้ยา เธอต้องการยาลดไข้และยาแก้อักเสบสำหรับเด็กด่วนที่สุด แต่ทว่า!ทันทีที่จิตของเธอพยายามจะดึงสิ่งของเหล่านั้นออกมาจากตู้กระจก ความเจ็บปวดราวกับถูกเข็มเล่มเล็กนับพันทิ่มแทงสมองก็แล่นปราดเข้ามาจนเธอต้องนิ่วหน้า
‘อึก... พลังจิตไม่พอ...’
เธอตระหนักได้ในทันที ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป บาดเจ็บสาหัส ซ้ำยังขาดสารอาหารอย่างหนัก การเบิกของจากมิติแต่ละครั้งเปรียบเสมือนการสูบพลังงานชีวิต!
ในห้วงจิตสำนึก พื้นที่สีขาวนี้ไม่ใช่แค่ห้องวิจัยทางการแพทย์ แต่มันคือบ้านและฐานทัพที่เธอใช้ชีวิตอยู่แทบจะตลอดเวลาในโลกก่อน! สายตาของเธอเหลือบไปเห็นโซนคลังเสบียงที่ทอดยาวอยู่ลึกเข้าไปด้านใน... ที่นั่นมีทั้งห้องแช่แข็งขนาดมหึมาที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อสัตว์เกรดพรีเมียม อาหารทะเลสดใหม่ และผักผลไม้ที่ยังคงความกรอบอร่อยราวกับเพิ่งเด็ดจากต้น ถัดไปคือชั้นวางอาหารแห้งที่เรียงรายไปด้วยข้าวสารนับสิบกระสอบ แป้งสาลี เส้นบะหมี่ เครื่องปรุงรส อาหารกระป๋องหลากชนิด นมผงสำหรับเด็ก แท่งโปรตีนให้พลังงานสูง ขนมขบเคี้ยว น้ำดื่มสะอาดนับร้อยแพ็ค ไปจนถึงโซนของใช้ส่วนตัวที่มีตั้งแต่เสื้อผ้ากันหนาวขนเป็ด ผ้านวมเนื้อหนานุ่ม สบู่ แชมพู ผ้าอนามัย ยันอุปกรณ์เอาชีวิตรอดและของใช้ในชีวิตประจำวันสารพัดสิ่ง... มันอุดมสมบูรณ์เสียยิ่งกว่าการยกซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่มาตั้งไว้ที่นี่เสียอีก!
หัวใจคนเป็นแม่บีบรัด เธอมีภูเขาเสบียงอยู่ตรงหน้า อยากจะดึงอาหารอุ่นๆ หรือโจ๊กเนื้อนุ่มๆ สักมื้อออกมาให้เด็กน้อยที่หิวโหยจนซี่โครงปูดโปนได้กินประทังชีวิต ทว่า! เพียงแค่ลองเพ่งจิตดึงกระป๋องโจ๊กบนชั้นออกมา ความเจ็บปวดก็แล่นปราดเข้าทิ่มแทงสมองราวกับกะโหลกจะปริแตกเป็นเสี่ยงๆ!
อึก... เยี่ยหว่านชิงไม่ยอมแพ้ เธอกัดฟันแน่นแล้วลองเพ่งจิตไปที่กล่องนมผงและแท่งโปรตีนเป็นครั้งที่สอง
วิ้งงง! คราวนี้ความเจ็บปวดทวีคูณขึ้นราวกับถูกค้อนเหล็กทุบกลางแสกหน้า เลือดกำเดาสีข้นไหลหยดลงมาจากโพรงจมูก ร่างกายผอมแห้งสั่นเทาอย่างรุนแรง
ด้วยความดื้อรั้นของสายลับระดับ S เธอฝืนเพ่งจิตเป็นครั้งที่สาม หวังเพียงดึงเนื้อสดสักชิ้นออกมา ทว่าภาพคลังเสบียงในหัวกลับสั่นคลอนอย่างรุนแรงและเกือบจะดับวูบ พร้อมกับความรู้สึกเหมือนดวงวิญญาณกำลังจะถูกกระชากหลุดออกจากร่าง!
‘ไม่ไหว... ดึงออกมาไม่ได้!’
เยี่ยหว่านชิงหอบหายใจรวยริน ทรุดตัวลงพิงผนังดินโคลนอย่างหมดสภาพ ความจริงอันโหดร้ายตอกย้ำให้เธอตระหนักได้ในวินาทีนั้น มิติพกพานี้ไม่ได้ใช้งานได้ตามใจนึก แต่มันเชื่อมต่อกับพลังชีวิตของเธอโดยตรง! การดึงสิ่งของที่มีน้ำหนักหรือปริมาณมาก ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียพลังงานมหาศาล ร่างกายที่อ่อนแอเส็งเคร็งและขาดสารอาหารขั้นวิกฤตเช่นนี้ ไม่มีทางทนรับภาระได้ หากเธอฝืนดึงดันต่อไป มีหวังได้ตายตกไปอีกรอบแน่!
ชีวิตของอาเป่าแขวนอยู่บนเส้นด้าย ยาลดไข้คือสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้!
ด้วยความอดทนเหนือมนุษย์ เธอจำต้องตัดใจเรื่องอาหารมื้อใหญ่ไปก่อน ฝืนกัดริมฝีปากจนเลือดซิบ บังคับจิตใจให้เพ่งไปที่ชั้นยา บีบคั้นพลังงานเฮือกสุดท้ายดึงเอา ยาพาราเซตามอลชนิดน้ำสำหรับเด็ก ยาปฏิชีวนะแบบแคปซูล และ ลูกอมกลูโคส สกัดเข้มข้นอีกหนึ่งเม็ดเพื่อเพิ่มน้ำตาลในเลือดให้เด็กน้อย ออกมาเป็นชุดสุดท้าย
เมื่อลืมตาขึ้น ขวดยาเล็กๆ และเม็ดยาก็ปรากฏอยู่ในแขนเสื้อของเธออย่างแนบเนียน เธอซ่อนมันไว้อย่างมิดชิด พลางถอนหายใจหอบเหนื่อย เหงื่อเย็นๆ ผุดพรายเต็มหน้าผาก ริมฝีปากซีดเผือดไร้สีเลือด
“หึ... เล่นละครเก่งขึ้นนี่ ทำทีเป็นรักลูกเพื่อเรียกร้องความสงสารงั้นหรือ?”
เสียงค่อนขอดดังมาจากแคร่ไม้ไผ่ ฉู่เจวี๋ยที่เฝ้ามองทุกการกระทำของเธออยู่เงียบๆ เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน ชายหนุ่มเห็นเธอเหงื่อตกและหน้าซีดเซียว ก็คิดไปว่าเธอกำลังบีบน้ำตาเสแสร้งแกล้งทำเพื่อหลอกลวงเขา
เยี่ยหว่านชิงชะงักมือที่กำลังจะป้อนยาให้ลูก เธอหันขวับไปมองฉู่เจวี๋ย สายตาของเธอคมกริบดุจใบมีดโกน
“ท่านฉู่เจวี๋ย..” เธอกดเสียงต่ำ
“ท่านรู้หรือไม่ว่า ข้อเสียเปรียบที่สุดของคนฉลาด คือการคิดว่าตัวเองมองทะลุผู้อื่นไปเสียทุกเรื่อง”
เธอไม่รอให้เขาตอบ แต่พูดต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ท่านเกลียดข้า ข้ารู้ ข้าก็ไม่ได้พิศวาสท่านเช่นกัน แต่ตอนนี้ลูก'ของข้า'กำลังจับไข้หนาวสั่น หากคืนนี้ไม่มีอะไรตกถึงท้องและไม่มียาลดไข้ พรุ่งนี้เช้า... ท่านคงได้แต่จัดงานศพให้เขา!”
คำว่างานศพทำให้นัยน์ตาของฉู่เจวี๋ยสั่นไหวอย่างรุนแรง แม้เขาจะเย็นชากับเยี่ยหว่านชิงเพียงใด แต่เลือดก้อนนี้คือสายเลือดของเขา
“ท่านแม่ยึดเสบียงในห้องเราไปหมดแล้ว ในเรือนหลักนางก็น่าจะใส่กุญแจห้องครัว หยูกยายิ่งไม่ต้องพูดถึง”
ฉู่เจวี๋ยกัดฟันกรอด ความเจ็บใจและความแค้นต่อโชคชะตาฉายชัดในแววตา
“ข้า... ข้าในตอนนี้ จะทำอะไรได้”
เขาทุบกำปั้นลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างสมเพชตัวเอง ขาที่ไร้ความรู้สึกเป็นเหมือนโซ่ตรวนที่ล่ามความภาคภูมิใจของเขาเอาไว้จนหมดสิ้น
**** ช่วยกดหัวใจเพิ่มเข้าใจ และคอมเมนต์เป็นกำลังให้ไรท์ด้วยนะเจ้าคะ ****
