บทที่ 2 แม่ที่ถูกเกลียด
บทที่ 2 แม่ที่ถูกเกลียด
ห้องทดลองแพทย์และคลังอาวุธส่วนตัว 01!
เยี่ยหว่านชิงเบิกตาโพลง หัวใจที่เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งเต้นระรัวจนแทบกระดอนหลุดจากอก แม้จะเป็นมือสังหารที่ผ่านความเป็นความตายมานับไม่ถ้วน แต่การได้เห็นฐานทัพลับของตัวเองตามมาอยู่ในห้วงจิตวิญญาณแบบนี้ มันเกินกว่าตรรกะใดๆ ที่มนุษย์ธรรมดาจะรับมือได้ในเสี้ยววินาที!
มุมปากที่แตกระแหงค่อยๆ เหยียดยิ้มออกมาช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งใจและอันตรายในคราวเดียวกัน
หึ... สวรรค์ถีบฉันลงมาอยู่ในนรกขุมนี้ แต่ก็ยังใจดีโยนไพ่ตายตามหลังมาให้สินะ!
หญิงสาวกระชับอ้อมกอดที่กอดลูกชายตัวน้อยให้แน่นขึ้น รวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เดินลากขากะเผลกตรงไปยังห้องเก็บฟืนซอมซ่อซึ่งเป็นที่ซุกหัวนอนของครอบครัวทว่าทันทีที่เท้าเหยียบข้ามธรณีประตูพังๆ เข้าไป...
สายตาของเธอก็ปะทะเข้ากับร่างสูงใหญ่ที่นอนอยู่บนแคร่ไม้ไผ่เก่าๆ บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาปานเทพเซียน ทว่าซูบตอบและซีดเซียว สองขาของเขามีรอยเลือดซึมผ่านผ้าพันแผลที่สกปรก
ฉู่เจวี๋ยสามีพิการของเธอ
เศษความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมไหลบ่าเข้ามาในสมองราวกับภาพฉายซ้ำ บุรุษผู้นี้เคยเป็นถึงอดีตรองแม่ทัพแห่งแดนเหนือผู้เก่งกาจและห้าวหาญ ทว่ากลับต้องกลายเป็นคนพิการไร้ค่าเพราะออกรบปกป้องบ้านเมือง ส่วนเยี่ยหว่านชิง คนเดิมเป็นเพียงบุตรีสายรองสกุลเยี่ยที่ถูกครอบครัวทอดทิ้งและบีบบังคับให้แต่งงานกับชายพิการเพื่อล้างซวย
ความเกลียดชังและคับแค้นใจต่อโชคชะตา ทำให้เจ้าของร่างเดิมรังเกียจสามีผู้นี้เข้ากระดูกดำ นางไม่เคยมองเขาเป็นสามี ไม่เคยดูแลหยิบจับสิ่งใด ซ้ำยังคอยด่าทอ เหยียบย่ำศักดิ์ศรี และที่เลวร้ายที่สุด นางใช้อาเป่าลูกชายแท้ๆ เป็นกระสอบทรายระบายอารมณ์ เพื่อกรีดแทงหัวใจของชายพิการที่ไม่อาจลุกขึ้นมาปกป้องลูกได้!
‘มิน่าล่ะ...’ เยี่ยหว่านชิงในร่างใหม่แค่นยิ้มหยันในใจ ‘ผู้หญิงโง่เขลา มีสามีเป็นถึงพยัคฆ์ซ่อนเล็บที่ยอมอดทนเพื่อลูก กลับมองเห็นเป็นเพียงสุนัขพิการที่ไร้ทางสู้’
ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวของเขากำลังจ้องมองมาที่เธอ ไม่มีความประหลาดใจ ไม่มีความโกรธแค้น มีเพียงความเย็นชาและระแวดระวังที่ลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง ราวกับกำลังประเมินสัตว์ประหลาดตัวใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาในอาณาเขตของเขา
“ละครฉากเมื่อครู่ เจ้าตั้งใจแสดงให้ข้าดูเพื่อหวังสิ่งใดอีกล่ะ?”
เสียงทุ้มต่ำแหบพร่าดังขึ้น ทำลายความเงียบในห้องแคบๆ
เยี่ยหว่านชิงชะงักฝีเท้า เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย สบตาขุนพลที่ร่วงโรยตรงหน้านิ่ง ไม่หลบเลี่ยง ไม่หวาดกลัว
"แสดงงั้นหรือ?"
เธอแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ค่อยๆ วางอาเป่าลงบนกองฟางอย่างเบามือ ก่อนจะหันมาประสานสายตากับเขา
"คนใกล้ตายอย่างท่าน มีค่าพอให้ข้าต้องเปลืองแรงแสดงงิ้วให้ดูตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?"
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศในห้องก็หนักอึ้งลงจนแทบหายใจไม่ออก สงครามระหว่างอดีตขุนพลพิการผู้เก็บงำความลับ กับ ศัลยแพทย์สาวนักฆ่าที่เพิ่งตื่นจากนรก... เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!
คำพูดที่หลุดออกจากริมฝีปากบางเฉียบของเยี่ยหว่านชิง ราวกับก้อนน้ำแข็งที่ถูกโยนลงกลางกองเพลิงที่กำลังคุกรุ่น มันไม่ได้ดับไฟ ทว่ากลับทำให้เกิดเสียงปะทุและควันดำทึบที่ทำให้บรรยากาศในห้องเก็บฟืนซอมซ่อแห่งนี้อึดอัดจนแทบขาดใจ
ฉู่เจวี๋ยบุรุษผู้เคยเป็นถึงรองแม่ทัพแห่งแดนเหนือ ผู้เคยควบม้าฝ่าค่ายกลศัตรูนับหมื่นโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า บัดนี้กลับหรี่ตาลงอย่างอันตราย นัยน์ตาสีรัตติกาลของเขาฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ที่ฝังรากลึก
“โอหัง...”
น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่าเค้นผ่านไรฟัน
“เจ้าคิดว่าตีท่านแม่จนฟันหลุด แล้วจะเดินเชิดหน้าชูตาอยู่ในบ้านสกุลฉู่ได้อย่างนั้นหรือ? เยี่ยหว่านชิง ความโง่เขลาของเจ้าในวันนี้ จะลากให้พวกเราทุกคนต้องลงนรก”
เขารู้ดีว่าท่านแม่ของเขานั้นมีนิสัยอย่างไร นางไม่มีทางถูกทำร้ายโดยไม่เอาคืนแน่
“นรก?”
เยี่ยหว่านชิงเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ดวงตาดอกท้อที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดกวาดมองไปรอบๆ ห้อง
มันคือห้องเก็บฟืนที่หลังคารั่วเป็นรูโหว่จนเกล็ดหิมะปลิวลอดเข้ามา ผนังดินโคลนร้าวระแหงจนลมหนาวพัดโกรก กลิ่นเหม็นอับของฟางผุๆ ผสมกับกลิ่นเนื้อเน่าจากบาดแผลที่ขาของฉู่เจวี๋ยลอยคลุ้งจนน่าสะอิดสะเอียน บนพื้นดินที่เย็นเฉียบมีเพียงผ้าห่มขาดๆ ที่บางยิ่งกว่ากระดาษซับหน้ามันของสตรีในหอคณิกา
เธอแค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับแคร่ไม้ไผ่
“กรุณาเบิกตากว้างๆ แล้วมองดูรอบตัวท่านเสียเถอะฉู่เจวี๋ย ที่ที่พวกเราอยู่ตอนนี้ มันต่างจากนรกตรงไหน?”
ฉู่เจวี๋ยชะงักไปเล็กน้อย ริมฝีปากที่แห้งผากขยับคล้ายจะเถียง แต่กลับไร้ถ้อยคำ
“ท่านมัวแต่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรม หวังเพียงเศษอาหารเหลือเดนที่บ้านใหญ่โยนมาให้ประดุจเลี้ยงสุนัขขี้เรื้อนตัวหนึ่ง!”
คำพูดของเธอแทงทะลุกลางใจดำราวกับมีดสั้นที่อาบยาพิษ
“ท่านคิดว่าความกตัญญูจอมปลอมของท่าน จะทำให้หญิงแก่ใจยักษ์นั่นเห็นใจงั้นหรือ? ผิดแล้ว! พวกเขารอให้ท่านตาย รอให้ข้าตาย เพื่อที่จะได้หมดภาระและจะได้เอาเงินชดเชยทหารผ่านศึกของท่านไปเสวยสุขกันต่างหาก!”
“หุบปาก!!”
ฉู่เจวี๋ยตวาดลั่น มือหนาที่หยาบกร้านกำแน่นจนข้อปูดโปน ทว่าความโกรธเกรี้ยวของเขากลับทำให้บาดแผลที่ขาฉีกขาด เลือดสีคล้ำซึมทะลุผ้าพันแผลออกมาอีกครั้ง ชายหนุ่มสูดลมหายใจเฮือกด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าหล่อเหลาซีดเผือดลงกว่าเดิม
เยี่ยหว่านชิงมองชายตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความสงสาร ทว่าในฐานะศัลยแพทย์ สัญชาตญาณทำให้เธอประเมินอาการของเขาในเสี้ยววินาที
‘แผลติดเชื้อรุนแรง มีเนื้อตาย หากปล่อยไว้อีกไม่เกินสิบวัน คงต้องตัดขาทิ้ง หรือไม่ก็ตายเพราะติดเชื้อในกระแสเลือด’
“เอาเถอะ ในเมื่อท่านอยากเป็นบุตรกตัญญูที่ยอมตายเพื่อเกียรติยศ ข้าก็จะไม่ขัดขวาง”
เยี่ยหว่านชิงสะบัดหน้าหนี
“แต่จำคำของข้าเอาไว้...”
เยี่ยหว่านชิงเชิดปลายคางขึ้นเล็กน้อย ท่วงท่าที่นางเหยียดหลังตรงและปรายตามองลงมานั้น ทำเอาฉู่เจวี๋ยถึงกับชะงักงัน
ภาพเมื่อไม่กี่เดือนก่อนซ้อนทับขึ้นมาในหัวของเขา วันที่เขาถูกหามกลับมาจากสนามรบในสภาพโชกเลือดและสูญเสียโอกาสที่จะกลับมาเดินได้อีก ในวันนั้น เมื่อรู้ว่าเขาต้องกลายเป็นคนพิการ คุณหนูสายรองสกุลเยี่ยที่ฝันสลายว่าจะได้เป็นฮูหยินแม่ทัพ ก็เคยยืนมองเขาด้วยท่วงท่าเช่นนี้ ท่าทางที่เต็มไปด้วยความถือดี เย่อหยิ่ง และจงใจเหยียดหยามมองเขาเป็นเพียงสวะพิการที่ทำลายอนาคตของนาง
ทว่า... ท่วงท่าเดียวกันในวันนี้ กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง!
มันไม่ใช่ความเย่อหยิ่งจองหองอันกลวงเปล่าของสตรีในห้องหออีกต่อไป แต่มันคือความมั่นใจอันเปี่ยมล้น กลิ่นอายสังหารและอันตรายที่ถูกแผ่ออกมาอย่างเงียบเชียบดุจราชินีแห่งโลกมืดที่พร้อมจะปลิดชีพทุกคนที่ขวางหน้า เป็นแรงกดดันที่แม้แต่อดีตแม่ทัพที่ผ่านความเป็นความตายมาอย่างเขายังรู้สึกสั่นสะท้านในใจ
“แต่จำคำของข้าเอาไว้ โบราณว่าสุนัขจนตรอกย่อมแว้งกัด ข้าเยี่ยหว่านชิงตายไปแล้วครั้งหนึ่ง นับจากวินาทีนี้ ใครที่มันกล้าเหยียบย่ำข้า ข้าจะลากมันลงนรกไปพร้อมกัน ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวท่าน!”
พูดจบ เธอก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของอดีตขุนพลหนุ่มอีก หญิงสาวหมุนตัวกลับ กวาดสายตามองหาร่างเล็กๆ ที่เธอเพิ่งกอดประคองเข้ามา ทว่าพื้นที่ตรงนั้นกลับว่างเปล่า...
หัวใจของเยี่ยหว่านชิงกระตุกวูบ เธอรีบเพ่งสายตามองฝ่าความมืดไปยังมุมห้องที่อับชื้นและเย็นเยียบที่สุด และภาพที่เห็นก็ทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายของเธอปวดหนึบราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นบีบอัดอย่างแรง
ตอนที่เธอวางเขาลงเพื่อเผชิญหน้ากับฉู่เจวี๋ยเมื่อครู่ เด็กน้อยที่หวาดผวาต่อเสียงตวาดและความรุนแรงมาทั้งชีวิต ได้พาร่างกายที่สั่นเทาจากพิษไข้ คลานหนีไปซุกตัวอยู่ในซอกหลืบที่มืดมิดที่สุดโดยสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เขานอนขดตัวกลมคู้เข่าชิดอกราวกับลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง สองมือเล็กๆ ผอมแห้งพยายามกอบโกยเศษฟางเน่าๆ และฝุ่นโคลนขึ้นมาคลุมร่างที่สวมเพียงเสื้อผ้าบางเฉียบเพื่อคลายหนาว ภาพของเด็กน้อยที่พยายามทำตัวให้ลีบเล็กและไร้ตัวตนที่สุดเพื่อหลีกหนีจากการถูกทุบตี ช่างดูน่าเวทนาและบีบคั้นหัวใจจนแทบแตกสลาย
“อาเป่า...”
เสียงของเธอที่เคยแข็งกร้าวพลันอ่อนโยนลงหลายส่วน เมื่อก้าวเข้าไปหาเด็กชายวัยสี่ขวบ ทว่าทันทีที่เธอเอื้อมมือที่เปื้อนเลือดออกไปสัมผัสไหล่เล็กๆ นั้น...
เฮือก!
ร่างของอาเป่าสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกสายฟ้าฟาด เด็กน้อยรีบม้วนตัวเข้าหาผนังดิน สองมือเล็กๆ กุมศีรษะของตัวเองไว้อย่างแน่นหนา ไหล่แคบๆ สั่นสะท้านอย่างรุนแรง เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นเอาไว้ดังลอดออกมาอย่างน่าเวทนา
“ท...ท่านแม่ อย่าตีอาเป่า อาเป่ากลัวแล้ว อาเป่าจะไม่ขโมยมันเทศอีกแล้ว อาเป่าหิวแต่อาเป่าทนได้ ขอรับท่านแม่ อย่าตี... อย่าเอาเข็มแทงอาเป่าเลยนะขอรับ อาเป่าเจ็บ มันเจ็บมาก ฮือๆ ท่านแม่อย่าทำอาเป่าเลย ฮือๆ ..”
คำพูดที่ไร้เดียงสาทว่าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างฝังรากลึก ทำเอาเยี่ยหว่านชิงถึงกับชาวาบไปทั้งตัว!
ตี!! เอาเข็มแทง?
ภาพความทรงจำอันเลวร้ายของเจ้าของร่างเดิมไหลทะลักเข้ามาในหัวราวกับคลื่นยักษ์ ภาพของผู้หญิงใจร้ายคนหนึ่ง ที่มักจะระบายความโกรธแค้นที่ต้องแต่งงานกับชายบ้านนอกแถมยังมาพิการ ลงที่ลูกชายแท้ๆ ของตัวเอง ทั้งหยิก ทั้งตบตี และเมื่อกลัวคนนอกจะเห็นรอยแผล... เธอก็ใช้เข็มเย็บผ้าแทงตามร่มผ้าและข้อพับแขนขาของเด็กน้อยจนพรุนไปหมด!
‘เดรัจฉานเอ๊ย...’
เยี่ยหว่านชิงสบถในใจอย่างเกรี้ยวกราด ความรู้สึกขยะแขยงต่อเจ้าของร่างเดิมพุ่งทะยานจนถึงขีดสุด
ในฐานะศัลยแพทย์ผู้เคยช่วยชีวิตคนมานับไม่ถ้วน และในฐานะสายลับที่เคยเห็นความโหดร้ายของโลกมนุษย์มาทุกรูปแบบ สิ่งที่เธอเกลียดที่สุดคือคนที่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า โดยเฉพาะเด็กบริสุทธิ์
ความรู้สึกเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาที่ก้อนเนื้อตรงอกซ้าย มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกของเธอ แต่เป็นเศษเสี้ยวความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเฮือกสุดท้ายของเจ้าของร่างเดิมที่หลงเหลืออยู่ ทว่าความเศร้าโศกนั้นอยู่ได้เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยความเกรี้ยวกราดและเดือดดาลขั้นสุด!
"นังสารเลวเอ๊ย!"
เพียะ!
เพียะ!
เพียะ!!
ไวเท่าความคิด เยี่ยหว่านชิงเงื้อฝ่ามือที่เปื้อนเลือดของตนเองขึ้นมา แล้วตบฉาดเข้าที่ศีรษะและใบหน้าของตัวเองอย่างเต็มแรงติดต่อกันถึงสามครั้งซ้อน!
แรงตบนั้นไร้ซึ่งความปรานี ทำเอาศีรษะที่เพิ่งถูกแม่เฒ่าหวังฟาดจนแตกถึงกับหน้าทิ่มคะมำ สมองสั่นคลอนจนดาวทองลอยวนอยู่ตรงหน้า หูอื้ออึงไปชั่วขณะ โหนกแก้มขาวซีดขึ้นรอยนิ้วมือแดงเถือกในพริบตา!
อาเป่าที่เห็นมารดาทำร้ายตัวเองถึงกับเบิกตาค้าง ลืมแม้กระทั่งจะสะอื้น ส่วนฉู่เจวี๋ยที่นอนมองอยู่บนแคร่ก็ถึงกับคิ้วกระตุกอย่างแรง...
‘สตรีผู้นี้... สติฟั่นเฟือนไปแล้วจริงๆ หรือ? ถึงกับกล้าทำร้ายตัวเองแล้ว’
ทว่า ท่ามกลางความเจ็บปวดจนศีรษะแทบระเบิด เยี่ยหว่านชิงกลับแลบลิ้นเลียคาวเลือดที่มุมปาก แล้วยกยิ้มกว้างออกมาอย่างสะใจเหลือแสน! เป็นรอยยิ้มที่ทั้งดิบเถื่อน งดงาม และบ้าคลั่งในคราวเดียวกัน
‘จำไว้ก่อนเถอะนังขยะ ถ้านรกมีจริงก็จงรับรู้ไว้ ว่านี่คือการสั่งสอนจากฉัน! โทษฐานที่แกทำเรื่องเลวร้ายกับเด็กตัวแค่นี้!’
เธอสบถรอดไรฟัน รู้สึกสะใจเป็นบ้าที่ได้ตบตีเจ้าของร่างเดิมเพื่อระบายแค้นแทนเด็กน้อย แม้ว่าคนที่เจ็บตัวจนหัวหมุนจะเป็นเธอเองในตอนนี้ก็ตาม! (555 สะใจ..: ไรท์)
******
