บทที่ 14 ข้อตกลง
บทที่ 14 ข้อตกลง
เวลาผ่านไปเกือบสองชั่วยาม...
ความเงียบสงบโอบล้อมห้องเก็บฟืนอันซอมซ่อ แสงสีส้มริบหรี่จากเตาถ่านเก่าๆ สะท้อนให้เห็นแผ่นหลังกว้างของฉู่เจวี๋ยที่ยังคงนั่งเฝ้าเวรยามอย่างระแวดระวัง สายตาคมกริบของอดีตรองแม่ทัพไม่เคยละไปจากร่างของสตรีที่นอนแน่นิ่งอยู่มุมห้องเลยแม้แต่น้อย
ในที่สุด แพรขนตางอนหนาของเยี่ยหว่านชิงก็ขยับไหวเบาๆ ก่อนที่ดวงตาดอกท้อคู่สวยจะลืมขึ้นช้าๆ
เมื่อสัมผัสได้ว่าประสาทการรับรู้กู้คืนกลับมา สิ่งแรกที่แล่นเข้าจู่โจมคือความเจ็บระบมปวดร้าวไปทั้งร่างเหมือนถูกล้อรถม้าบดทับ กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงแน่นด้วยความล้า แขนขวาที่เพิ่งผ่านการเย็บแผลสดๆ ร้อนๆ เริ่มตึงเปรี๊ยะและปวดตุบตามจังหวะชีพจรเนื่องจากยาชาหมดฤทธิ์ลงแล้ว ทว่าด้วยอานุภาพของยาปฏิชีวนะ ยาลดไข้ และน้ำเกลือแร่สกัดเข้มข้นที่นางดื่มเข้าไปก่อนหน้านี้ ทำให้พิษไข้ป่าที่เคยร้อนดั่งไฟสุมลดลงไปมาก
ในขณะเดียวกัน เยี่ยหว่านชิงพลันรับรู้ได้ถึงกระแสความอบอุ่นสายหนึ่งที่โอบล้อมปกคลุมร่างกายอย่างแน่นหนา นางปรือตามองลงต่ำจึงพบว่าตนเองมีเสื้อกันหนาวบุขนเป็ดหนานุ่มคลุมร่างไว้อย่างเรียบร้อย ในใจประจักษ์ชัดทันทีว่าคงเป็นฝีมือของบุรุษขาพิการผู้นั้นที่พยายามปกป้องประคับประคองนางอย่างดีที่สุดเท่าที่พละกำลังของเขาจะเอื้ออำนวย ยิ่งเมื่อหญิงสาวขยับตัวและสังเกตมือไม้รวมถึงเนื้อตัวของตนเอง ก็พบว่าคราบเลือดคาวและเศษฝุ่นเขม่าดินที่เคยเปรอะเปื้อนกรังหนากลับมลายหายไป เหลือเพียงผิวเนื้อที่สะอาดหมดจด เขาน่าจะนำผ้าชุบน้ำมาช่วยเช็ดตัวคอยปรนนิบัติให้นางในยามที่หมดสติไปเป็นแน่ ความใส่ใจอันละเอียดอ่อนที่คาดไม่ถึงนี้ประดุจสายน้ำอุ่นที่รินรดลงบนใจอันแข็งกระด้าง ช่วยปัดเป่าความอ่อนล้าทางกายและทำให้ความรู้สึกของนางดีขึ้นอย่างประหลาด
แม้จะยังรู้สึกอ่อนเปลี้ยและเรี่ยวแรงในฐานะยอดสายลับระดับ S ยังไม่ฟื้นคืนกลับมาเต็มที่ แต่อย่างน้อยสภาพร่างกายก็พ้นจากขีดอันตราย ไม่หนาวสั่นปางตายเหมือนในช่วงแรกอีกต่อไป และสิ่งที่มาที่ได้รับรู้นั้นคือ
กลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นจากกระป๋องเหล็กและควันฉุยจากข้าวอุ่นร้อนลอยคละคลุ้งไปทั่วห้องเก็บฟืน แม้ภาชนะบรรจุจะดูประหลาดล้ำยุค ทว่าความร้อนและกลิ่นหอมของมันกลับช่วยปัดเป่าความหนาวเหน็บออกไปจนสิ้น
เมื่อฉู่เจวี๋ยเห็นนางขยับตัวลืมตาตื่น ชายหนุ่มจึงขยับกายเข้าไปใกล้เยี่ยหว่านชิงอย่างเงียบเชียบ ประคองกล่องข้าวอุ่นร้อนที่เขายังคงปิดฝาเก็บรักษาอุณหภูมิเอาไว้และกระป๋องเนื้อส่งให้นาง
“กินซะ... เจ้าเสียเลือดไปมาก”
ฉู่เจวี๋ยประคองกล่องข้าวอุ่นร้อนและกระป๋องเนื้อส่งให้เยี่ยหว่านชิง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงกว่าแต่ก่อนมาก แววตาที่เคยมองนางด้วยความรังเกียจ บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเคารพและห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
เยี่ยหว่านชิงรับกล่องข้าวมาตักกินรวดเดียว รสชาติของเนื้อกระป๋องที่ให้โปรตีนและพลังงานสูงแผ่ซ่านลงสู่กระเพาะ ทำให้ร่างกายที่เย็นเฉียบและอ่อนล้าเริ่มมีความอบอุ่นและเรี่ยวแรงกลับคืนมาบ้าง
“อร่อยจังเลยขอรับท่านแม่! อาเป่าไม่เคยได้กินเนื้อเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย!” เด็กน้อยที่สวาปามเนื้อและข้าวไปจนพุงกาง ยิ้มกว้างจนตาหยี คราบน้ำตาเลอะเทอะเต็มแก้ม แต่กลับดูมีความสุขที่สุดในชีวิต
เยี่ยหว่านชิงลูบหัวลูกชายเบาๆ ก่อนจะส่งกล่องข้าวเปล่าคืนให้ฉู่เจวี๋ย นางปรับสีหน้าให้จริงจังและเย็นชาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาดอกท้อจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาพญาเหยี่ยวของเขา
“ในเมื่อท้องอิ่มแล้ว เราก็มาเข้าเรื่องกันเถอะ” นางเปิดบทสนทนา
“เมื่อเช้า ข้าได้บอกความจริงเรื่องที่ข้าทะลุมิติมา และเสนอให้เราทำข้อตกลงร่วมมือกันไปแล้ว ตอนนี้ท่านก็ได้เห็นทั้งวิชาแพทย์และของวิเศษของข้าแล้ว ท่านพร้อมจะลงรายละเอียดเงื่อนไขของข้าหรือยัง?”
ฉู่เจวี๋ยวางกระป๋องเปล่าลง ขยับตัวนั่งหลังตรง แม้จะอยู่ในสภาพซอมซ่อ แต่กลิ่นอายของขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ก็ยังคงแผ่ออกมา
“ว่ามาสิ ข้าพร้อมรับฟังทุกเงื่อนไข”
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เยี่ยหว่านชิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ข้อแรก ในเมื่อท่านรู้แล้วว่าข้าเป็นดวงวิญญาณจากต่างโลก ดังนั้นห้ามตั้งคำถามเกี่ยวกับที่มาของอุปกรณ์การแพทย์ อาวุธ หรือเสบียงแปลกประหลาดใดๆ ที่ข้าเอาออกมาใช้อีก ไม่ว่ามันจะขัดกับสามัญสำนึกของยุคนี้แค่ไหน ท่านมีหน้าที่แค่มองและหุบปากให้สนิท หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าจะถือว่าท่านคือศัตรูที่ต้องถูกกำจัด”
ฉู่เจวี๋ยนึกถึงเข็มฉีดยา ยาชา อุปกรณ์ประหลาดที่นางใช้เย็บแผลเมื่อครู่ รวมไปถึงกระเป๋าเป้ใบยักษ์และอาหารกระป๋องหน้าตาพิลึกที่นางเพิ่งงัดออกมา เขารู้ดีว่าความลับระดับพลิกฟ้าคว่ำดินของนางอาจนำภัยพิบัติมาสู่ตัวนางได้
“ข้าให้สัตย์สาบาน ไม่ว่าเจ้าจะใช้เวทมนตร์หรือของวิเศษใด ข้าจะถือว่าไม่เห็นและไม่เคยรับรู้” เขารับคำอย่างหนักแน่น
“ดี... ข้อสอง”
เยี่ยหว่านชิงช้าๆ ชี้ไปที่ขาทั้งสองข้างของเขา
“อย่างที่ข้าตรวจดูแผลและบอกท่านไปเมื่อเช้าว่าท่านถูกพิษตอนนี้ข้าได้เครื่องมือผ่าตัดและยาล้างพิษมาพร้อมแล้ว ข้าจะทำการผ่าตัดซ่อมแซมเส้นเอ็นให้ท่านเร็วที่สุด”
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อได้ยินกำหนดการที่แน่ชัด นัยน์ตาของฉู่เจวี๋ยก็วาวโรจน์ด้วยความหวังอันแรงกล้า
เยี่ยหว่านชิงเอ่ยเตือนเสียงขรึม
“ทว่า... มันจะมีความเจ็บปวดแสนสาหัสรออยู่ ยาชาของข้าอาจจะช่วยลดทอนความเจ็บปวดได้บ้าง แต่ขั้นตอนการขูดเนื้อตาย ล้างพิษ และต่อเส้นเอ็นใหม่ ท่านจะต้องอดทนรับมันให้ได้ หากท่านทนไม่ไหวและสลบไปกลางคัน ขาท่านก็อาจจะพิการถาวรอย่างแท้จริง”
“แม้จะต้องถลกหนังหรือเลาะกระดูก หากมันทำให้ข้ากลับมายืนหยัดและจับดาบปกป้องพวกเจ้าได้อีกครั้ง ข้าก็จะทน!”
น้ำเสียงของเขาเด็ดเดี่ยวราวกับหินผา ความเจ็บปวดแค่นี้เทียบไม่ได้กับความอัปยศที่ต้องเป็นคนพิการให้ผู้คนเหยียบย่ำ!
เยี่ยหว่านชิงยิ้มมุมปาก
“นี่แหละคือคำตอบที่ข้าอยากได้ยิน... และข้อสาม ข้อสุดท้าย”
หญิงสาวโน้มตัวเข้าไปใกล้เขา บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นกดดันและอันตรายทว่าแววตาทอประกายเด็ดขาดชัดเจน
“หากท่านต้องการจะอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวเพื่อดูแลอาเป่า ข้าก็ไม่ขัดข้อง แต่เมื่อใดก็ตามที่ท่านมีใจเป็นอื่น หรือต้องการเดินไปตามเส้นทางของท่านเอง ขอเพียงเดินมาบอกข้าตามตรง ข้าพร้อมจะปล่อยท่านไปโดยไม่รั้งไว้แม้แต่ครึ่งคำ...”
นางเว้นจังหวะ นัยน์ตาสีดำขลับวาวโรจน์ดุจมัจจุราช
“แต่จงจำไว้ให้ดี สิ่งที่ข้าเกลียดที่สุดในชีวิต คือการทรยศหักหลังหากท่านคิดจะแทงข้างหลังข้าหรือลูก ข้าจะตามไปสับท่านให้เป็นหมื่นชิ้นด้วยมือของข้าเอง ทำได้หรือไม่?”
คำพูดนั้นเรียบง่าย ทว่ากลับกระแทกใจของฉู่เจวี๋ยอย่างจัง! เขาเคยถูกคนในครอบครัวหักหลัง ถูกคนที่เขายอมถวายหัวให้ส่งคนมาลอบกัด โลกใบเดิมของเขาพังทลายลงไปหมดสิ้นเพราะคำว่าทรยศดังนั้นเขาจึงเข้าใจความเกลียดชังนี้ดีกว่าใคร!
บัดนี้... โลกใบใหม่ของเขา มีเพียงสตรีที่ยอมรับสภาพบอบช้ำเพื่อสู้กับหมูป่าหาอาหารมาให้เขา และเด็กน้อยที่ร้องไห้กอดเขาเอาไว้ในยามเหน็บหนาวเท่านั้น
“ชีวิตของข้า เป็นของเจ้าและลูก”
ฉู่เจวี๋ยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อของนาง
“ตั้งแต่วินาทีที่เจ้าลากสังขารที่โชกเลือดกลับมาพร้อมกับอาหาร ข้าก็สาบานกับตัวเองแล้ว ว่าไม่ว่าเจ้าจะเป็นปีศาจหรือดวงวิญญาณเร่ร่อนมาจากที่ใด ข้า ฉู่เจวี๋ยจะไม่มีวันทรยศหักหลังเจ้าเด็ดขาด หากข้าผิดคำสาบาน ข้าจะยอมให้เจ้าสับเป็นหมื่นชิ้นโดยไม่ปริปากร้อง!”
คำปฏิญาณที่หนักแน่นและแฝงไปด้วยไอสังหารที่คุ้นเคย ทำเอาเยี่ยหว่านชิงถึงกับพึงพอใจอย่างถึงที่สุด
‘เยี่ยม การลงทุนยอมเจ็บตัวครั้งนี้ ถือว่าคุ้มค่ามหาศาล’
“ตกลงตามนี้”
เยี่ยหว่านชิงพยักหน้า
นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงเอาโสมป่าที่ขุดมาได้ออกมาวางบนแคร่
“โสมคนอายุห้าสิบปีหัวนี้ หากเอาไปขายที่โรงหมอในเมือง น่าจะได้ไม่ต่ำกว่าสองถึงสามร้อยตำลึงเงิน มันจะกลายเป็นทุนก้อนแรกในการซื้อยาสมุนไพรทางโลกนี้มาเสริมกับการผ่าตัด และอาจจะพอให้เราย้ายออกไปจากนรกขุมนี้ได้”
“เจ้าจะเข้าเมืองงั้นหรือ?”
ฉู่เจวี๋ยขมวดคิ้วมุ่น สายตาคมปลาบจับจ้องไปยังท่อนแขนขวาของนางที่พันผ้าพันแผลเอาไว้แน่น แววตาของอดีตรองแม่ทัพสั่นไหวเล็กน้อยด้วยกระแสความรู้สึกห่วงใยลึกซึ้งและวิตกอย่างปิดไม่มิด น้ำเสียงทุ้มจึงเจือความกระวนกระวายระคนอ่อนโยนลงโดยไม่รู้ตัว
“แขนของเจ้าบาดเจ็บสาหัสและเสียเลือดมากถึงเพียงนี้ ขืนดื้อรั้นเดินทางเข้าเมืองไปอีกตั้งสิบลี้ท่ามกลางหิมะ บาดแผลที่เพิ่งเย็บไว้ได้ฉีกขาดขึ้นมาอีกคราแน่ๆ อีกทั้งหากพวกอันธพาลและคนชั่วในตัวอำเภอเห็นสตรีบาดเจ็บเยี่ยงเจ้า แต่ในมือกลับถือโสมคนล้ำค่าปานนี้ เจ้าจะตกเป็นเป้าสายตาและอันตรายยิ่งนัก”
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องห่วง ข้ามีวิธีจัดการตัวเอง...”
นางเป็นหมอนางย่อมรู้สภาพร่างกายของตัวเองว่าสามารถไปได้ไกลเพียงใด นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องเก็บฟืน ราวกับกำลังบอกว่า นางต้องการที่จะออกจากที่นี่เต็มทนแล้ว
“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะเข้าเมืองไปขายโสมหัวนี้ คืนนี้พวกเราต้องพักผ่อนเอาแรงให้เต็มที่!”
*****
