บทที่ 15 กฎเกณฑ์ของระบบ
บทที่ 15 กฎเกณฑ์ของระบบ
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น แสนแดดสีทองสาดส่องลงมากระทบผืนหิมะอันขาวโพลนภายนอก ทว่าอากาศภายในห้องเก็บฟืนซอมซ่อกลับเหน็บหนาวเสียดแทงลึกถึงกระดูก เยี่ยหว่านชิงลืมตาตื่นขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางตั้งใจจะกระชับเวลา รีบลุกขึ้นเตรียมตัวเข้าตัวอำเภอเพื่อนำโสมคนป่าไปขายตามแผนที่ตกลงกันไว้เมื่อคืน ทว่า... ความเงียบงันในยามย่ำรุ่งกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงและทรมานของสตรีบนกองฟาง
“แฮ่ก... อึก...”
เพียงแค่เยี่ยหว่านชิงพยายามฝืนขยับตัวลุกขึ้นยืน ความเจ็บปวดรุนแรงดุจคลื่นยักษ์พันตู้ก็แล่นริ้วจู่โจมเข้าสู่สมองและกระแทกแผ่นอกอย่างโหดเหี้ยม หัวใจของนางเต้นระรัวผิดจังหวะอย่างรุนแรง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัวและหมุนคว้างราวโลกทั้งใบกำลังจะถล่มลงมา ร่างกายท่อนบนที่เพิ่งฝืนพยุงขึ้นมาได้เพียงครึ่งซีกพลันทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นอีกครั้งอย่างหมดทางสู้
“พรวดดด!!”
หญิงสาวเบิกตากว้าง ทรวงอกกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ก่อนจะกระอักเลือดสีแดงคล้ำเหนียวข้นคำโตออกมา เลือดอุ่นๆ สาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นฟางและเศษผ้าห่มปูรองนอนจนดูน่าสยดสยอง!
“เยี่ยหว่านชิง!!”
ฉู่เจวี๋ยที่ลืมตาตื่นเฝ้าระวังอยู่ก่อนแล้วเบิกตาโพลงด้วยความตื่นตะลึง หัวใจของอดีตแม่ทัพบีบรัดจนเจ็บปวด เขาลืมสิ้นความหยิ่งทะนง ใช้สองแขนแกร่งที่ยังพอมีกำลังตะเกียกตะกายคืบคลานพรวดพราดเข้ามา ประคองรองรับร่างบางที่กำลังสั่นสะท้านดุจใบไม้ต้องลมกรดเอาไว้ในอ้อมอกกว้างอันอบอุ่นได้อย่างฉิวเฉียด
“ท่านแม่! เลือด! ท่านแม่กระอักเลือดอีกแล้ว! ฮือๆๆ ...”
อาเป่าที่เพิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมาร้องไห้จ้าด้วยความขวัญเสียเมื่อเห็นมารดาจมกองเลือด
นี่คือราคาของพลังที่นางต้องจ่าย!
เมื่อคืนนี้เพื่อปากท้องและความอยู่รอด นางฝืนดึงกระเป๋าเป้ทหารใบยักษ์ที่มีน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมออกมาจากห้วงมิติ แม้ในห้วงจิตวิญญาณจะเสถียร ทว่าการโยกย้ายมวลสารขนาดใหญ่ข้ามมิติในขณะที่ร่างกายเนื้อนี้บาดเจ็บสาหัสและสูญเสียเลือดมหาศาล ย่อมต้องจ่ายค่าผ่านทางอย่างเลี่ยงไม่ได้! มันเกินขีดจำกัดที่สมองและอวัยวะภายในอันบอบบางนี้จะแบกรับไหว เลือดลมจึงไหลย้อนกลับและชอกช้ำภายในอย่างสาหัส
แม้ระบบมิติห้องวิจัย 01 จะมอบสิ่งของสุดล้ำให้ดั่งเนรมิต ทว่าบนโลกใบนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆ กฎของการแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียมยังคงทำงานอย่างเที่ยงตรงเสมอ ยิ่งนางกวาดสมบัติอันเป็นรูปธรรมออกมามากเท่าใด ระบบก็ยิ่งทวงคืนราคาของมันผ่านทางพลังชีวิตของนางอย่างสาสมเท่านั้น!
ทว่านอกเหนือจากพลังชีวิตที่ถูกสูบกลืนไปชั่วขณะแล้ว ยามที่กระแสจิตของนางเชื่อมต่อเกาะเกี่ยวเข้ากับห้องวิจัย 01 อย่างลึกซึ้งในนาทีวิกฤตนี้ เยี่ยหว่านชิงพลันได้รับรู้ถึง 'กฎเหล็กของระบบมิติ' ที่กึกก้องชัดแจ้งขึ้นมาในมโนสำนึก...
กฎนั้นช่างเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ทว่ากลับแฝงด้วยความไร้ปรานีและป่าเถื่อนถึงขีดสุด!
หากร่างกายเนื้อที่เป็นร่างต้นของนางอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง ระบบจะยิ่งทวีกระหน่ำแรงสะท้อนกลับให้ทรุดโทรมและพังทลายลงไปอีกประดุจตกอยู่ในขุมนรก ทว่า... หากร่างกายเนื้อของนางแข็งแกร่งขึ้นเมื่อใด พลังศักดิ์สิทธิ์จากมิตินี้ก็จะยิ่งส่งเสริมเหนี่ยวนำให้ขีดจำกัดทางชีวภาพของนางก้าวล้ำและแกร่งกล้าพุ่งทะยานขึ้นเป็นทวีคูณอย่างไม่มีที่สิ้นสุด!
ยิ่งอ่อนแอก็ยิ่งถูกบดขยี้ ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งอยู่เหนือใต้หล้า!
สำหรับผู้อื่น กฎบ้าบอที่จงใจซ้ำเติมและเลือกปฏิบัติเช่นนี้อาจฟังดูลำเอียงไร้คุณธรรมจนแทบอยากจะชี้หน้าด่าสวรรค์ ทว่าสำหรับเยี่ยหว่านชิง... ยอดสายลับมือพระกาฬผู้เติบโตขึ้นมาจากดินแดนที่อาบไปด้วยเลือดและกฎแห่งป่าคอนกรีตที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก นางกลับแค่นยิ้มเย็นยะเยือกในใจอย่างถูกอกถูกใจเป็นที่สุด!
หึ... ป่าเถื่อนและแฟร์ดีออก!
โลกใบนี้ก็หมุนเวียนเช่นนี้อยู่แล้ว ผู้อ่อนแอไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะร้องอ้อนวอนขอชีวิต มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะได้ครอบครองชะตากรรมของตนเอง กฎแสนโหดร้ายของระบบนี้รังแต่จะกระตุ้นสัญชาตญาณความเด็ดเดี่ยวและความกระหายที่จะสยบทุกสิ่งของนางให้ลุกโชนดุจเพลิงกัลป์!
ในเมื่อระบบท้าทายมาเช่นนี้ ย่อมได้! นางจะขุนร่างกายสวะที่ผอมแห้งไร้ค่านี่ให้แกร่งกล้าเหนือมนุษย์ จนระบบมิติต้องศิโรราบยอมจำนนแทบเท้าของนางให้จงได้!
“ข้า... ข้าไม่เป็นไร...”
เยี่ยหว่านชิงหอบหายใจรวยริน ซบดวงหน้าซีดเผือดลงกับอกแกร่งของบุรุษอย่างหมดเรี่ยวแรง นางพยายามใช้มือซ้ายที่สั่นระริกเช็ดคราบเลือดมุมปากอย่างลวกๆ
“แค่... ผลข้างเคียงจากการใช้วิชาลับนิดหน่อย ข้ายังทนได้...”
นางไม่ได้บอกเกี่ยวกับกฎเกณฑ์และความซับซ้อนของระบบของนางให้เขาได้รับรู้มากนัก
อดีตรองแม่ทัพหนุ่มกระชับอ้อมกอดรัดร่างอันเย็นเยียบของนางไว้แน่น นัยน์ตาสีเข้มแดงก่ำด้วยความอัดอั้นและเคียดแค้น มือที่หยาบกร้านจากการกรำศึกบัดนี้กลับสั่นเทายามลูบแผ่นหลังของนางเพื่อช่วยระบายลมหายใจ
สตรีผู้นี้บ้าบิ่นและเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว! นางใช้ตัวเองเป็นโล่กำบัง ยอมกระอักเลือด ยอมแลกแขนข้างหนึ่งสู้กับสัตว์ร้าย เพียงเพื่อนำอาหารและยารักษาโรคมาประเคนให้เขาและลูก! นางช่างหยิ่งทะนงจนน่ากลัว แต่ขณะเดียวกันก็เปราะบางดุจแก้วบางที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ!
“นี่คือสิ่งที่เจ้าต้องจ่ายเพื่อพวกข้าอย่างนั้นหรือ...”
เสียงของฉู่เจวี๋ยสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม แฝงไปด้วยความร้าวรานและความโกรธแค้นในความไร้สามารถของตนเอง เขาเกลียดชังความอ่อนแอในยามนี้ เเกลียดที่ต้องทำได้เพียงเฝ้ามองนางเอาชีวิตเข้าแลกครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อค้ำจุนครอบครัวนี้ไว้!
ชายหนุ่มช้อนคางของนางขึ้นมาอย่างแผ่วเบา บังคับให้ดวงตาดอกท้อที่กำลังพร่าเลือนสบประสานกับนัยน์ตาพญาเหยี่ยวของเขาที่บัดนี้ลุกโชนด้วยไฟสงคราม
“เยี่ยหว่านชิง รีบผ่าตัดข้าเถอะ”
น้ำเสียงของเขาหนักแน่น ทรงอำนาจ และเด็ดขาดดุจคำสั่งเคลื่อนทัพ
“เลาะกระดูกข้า ขูดเนื้อเน่า ต่อเส้นเอ็นข้า จะลงมีดอย่างไรก็จงทำเสีย! ทำอย่างไรก็ได้ให้ข้ากลับมายืนหยัดได้เร็วที่สุด! ข้า... อดีตรองแม่ทัพแดนเหนือ ทนรับการปกป้องจากสตรีตัวเล็กๆ เช่นเจ้าต่อไปไม่ไหวแล้วนับจากนี้ ใครที่มันกล้าขวางทางเรา ข้าจะเป็นคนลงมือสับหัวมันให้ขาดกระเด็นด้วยมือของข้าเอง!”
เยี่ยหว่านชิงมองสบดวงตาอันร้อนแรงที่อัดแน่นไปด้วยไฟแค้นและแรงปรารถนาอันทรงพลังของบุรุษตรงหน้า ริมฝีปากที่เปื้อนคราบเลือดของนางค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาช้าๆ เป็นรอยยิ้มที่ดิบเถื่อน งดงาม และสะใจในคราวเดียวกัน
“ได้...” นางกระซิบตอบ
“ข้าจะผ่าตัดเปลี่ยนชีวิตให้ท่านแน่ แต่ร่างกายข้าในยามนี้ หากฝืนลงมือผ่าตัดใหญ่ เราทั้งคู่คงได้จับมือกันลงโลงแทน ข้าจำเป็นต้องเข้าเมืองตามแผนเดิม เอาโสมคนป่าไปขาย เพื่อซื้อสมุนไพรบำรุงโลหิตและฟื้นฟูกำลังจากร้านยาทางโลกนี้มาเสริมพลังด้วย”
พูดจบ หญิงสาวก็ฝืนกลืนก้อนเลือดคาวลงคอ ยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบากก่อนจะลากขากะเผลกตรงไปยังมุมห้องที่มีเตาไฟดินเผา
“เจ้าจะเข้าเมืองในสภาพนี้จริงๆ หรือ? ดวงหน้าเจ้าซีดเผือดราวกราดศพเดินได้ ขืนเดินดุ่มๆ ออกไปเช่นนี้ มีหวังถูกทางการจับกุมโยนเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตายแน่!”
ฉู่เจวี๋ยท้วงอย่างร้อนใจ แววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ใครบอกว่าข้าจะออกไปในสภาพสตรีอ่อนแอผู้นี้ล่ะ”
เยี่ยหว่านชิงแค่นยิ้มเยือกเย็น
นางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเป้ยุทธวิธี ดึงเอาชุดเสื้อผ้าฝ้ายหยาบๆ ของบุรุษตัวโคร่งที่นางจัดเตรียมไว้มาสวมทับเพื่อพรางรูปร่างผอมบางและท่อนแขนขวาที่บาดเจ็บ จากนั้นนางก็คุกเข่าลงข้างเตาไฟดินเผา ยื่นนิ้วเรียวปาดเอาขี้เถ้าและเขม่าควันสีดำปื้นใหญ่ขึ้นมาละเลงและเกลี่ยลงบนใบหน้าขาวซีดของตนเองอย่างรวดเร็ว!
ฉู่เจวี๋ยและอาเป่ามองดูการกระทำนั้นด้วยความอัศจรรย์ใจ
เพียงไม่กี่อึดใจจากการแต่งแต้มอย่างชำนาญของปรมาจารย์ด้านการปลอมตัวระดับสายลับสากล สตรีผู้น้อยผู้เคยงดงามล้ำเลิศทว่าซีดเซียว ก็กลายสภาพเป็นขอทานหนุ่มน้อยที่มีใบหน้ามอมแมมดุจคางคกคลุกโคลน ผิวพรรณดูหยาบกร้าน และมีรอยแผลเป็นน่ากลัวปลอมๆ คาดผ่านแก้มซ้ายจนดูอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว ไม่มีใครอยากเข้าใกล้หรือสังเกตเห็น!
“วิชาแปลงโฉม ยอดเยี่ยมไร้รอยต่อยิ่งนัก”
ฉู่เจวี๋ยพึมพำอย่างอัศจรรย์ใจในไหวพริบของนาง
“แค่ทักษะพื้นฐานเอาตัวรอด” เยี่ยหว่านชิงหัวเราะในลำคอเบาๆ
นางรวบผมยาวสลวยขึ้นไปมัดเป็นมวยยุ่งๆ ซ่อนไว้ใต้หมวกสานเก่าขาดชิ้นหนึ่ง จากนั้นหยิบห่อโสมคนป่ายัดเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง
และเพื่อความปลอดภัยสูงสุดตามสัญชาตญาณสายลับ นางไม่ลืมที่จะหยิบปืนสั้นพกพาสีดำทมิฬเย็นเฉียบขึ้นมากระชับ ตรวจเช็กกระสุน ก่อนจะซ่อนมันไว้ในรองเท้าบูทหุ้มข้ออย่างมิดชิด
“ท่านดูแลก้อนแป้งน้อยให้ดี อย่าให้คนในบ้านใหญ่มารังแกหรือเข้ามาในห้องนี้เด็ดขาด”
นางหันมากำชับฉู่เจวี๋ยด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด
อดีตรองแม่ทัพพยักหน้ารับคำ มือหนากระชับด้ามมีดสั้นใต้ผ้านวมแน่น แววตาทอประกายอำมหิต
“วางใจเถอะ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต ข้าก็จะไม่ยอมให้สุนัขหน้าไหนแตะต้องอาเป่า เจ้าระวังตัวด้วย”
เยี่ยหว่านชิงยิ้มรับบางๆ ก่อนจะเอื้อมมือซ้ายผลักบานประตูห้องเก็บฟืนออกไป
สายลมหนาวพัดกรีดปะทะใบหน้ามอมแมม ทว่าไม่อาจหยุดยั้งก้าวเดินที่เด็ดเดี่ยวและทรนงของหญิงสาวได้ ร่างผอมบางในคราบขอทานหนุ่ม ก้าวเดินฝ่าพายุหิมะละลายมุ่งหน้าสู่อำเภอ เพื่อนำโสมคนป่าไปแลกเป็นเงินทุน ก้อนเงินที่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้น ให้ครอบครัวที่เคยถูกทอดทิ้งเหยียบย่ำนี้ กลับมาผงาดเหนือหล้าอีกครั้ง!
*****
