ตอนที่ 13 มิติเปิด
ตอนที่ 13 มิติเปิด
ความมืดมิดไร้ขอบเขตโอบล้อมสติสัมปชัญญะของเยี่ยหว่านชิง ร่างกายที่บอบช้ำหนักและสูญเสียเลือดมหาศาลทำให้เธอจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราที่ลึกสุดหยั่ง ทว่าในความว่างเปล่านั้น จู่ๆ ก็ปรากฏแสงสว่างสีเงินวาบขึ้นมาตรงหน้า
มันคือสัญลักษณ์ดอกบัวสีเงิน!
วิญญาณของยอดสายลับถูกดูดกลืนทะลุมิติเข้ามายืนอยู่ท่ามกลางห้องวิจัยทางการแพทย์ 01อีกครั้ง แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง แทนที่จะมีอาการปวดหัวรุนแรงเหมือนทุกครั้งที่เพ่งจิต พื้นที่สีขาวสะอาดตากลับดูเสถียรและชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับว่าเส้นแบ่งระหว่างโลกแห่งความจริงกับมิติพกพาได้หลอมรวมเข้าด้วยกันบางส่วน
‘เกิดอะไรขึ้น? ทำไมฉันถึงเข้ามาอยู่ในนี้ได้เต็มตัว...’
เยี่ยหว่านชิงก้มมองมือของตัวเองที่โปร่งแสงเล็กน้อย สมองอันปราดเปรื่องประมวลผลอย่างรวดเร็ว
‘อ้อ... เข้าใจล่ะ เพราะร่างกายเนื้อกำลังเข้าสู่สภาวะช็อกและใกล้ตาย จิตใต้สำนึกเพื่อการเอาชีวิตรอดที่แข็งแกร่งที่สุดจึงดีดตัวเข้ามาในมิตินี้โดยอัตโนมัติ เพื่อเชื่อมต่อกับพลังงานของห้องวิจัย!’
ทันทีที่ตระหนักได้ นางไม่รอช้า พุ่งตรงไปยังตู้เก็บอุปกรณ์ปฐมพยาบาลฉุกเฉินระดับสูงของกองทัพ ดึงเอาชุดเย็บแผลศัลยกรรม ยาชาเฉพาะที่ ยาปฏิชีวนะแบบฉีด พลาสเตอร์ปิดแผลกันน้ำ และน้ำเกลือแร่สกัดเข้มข้น ออกมาจัดเตรียมไว้อย่างรวดเร็ว
‘เดี๋ยวก่อน ในเมื่อตอนนี้จิตของฉันเข้ามาเต็มตัว การขนของก็ไม่ต้องใช้พลังจิตดึงให้สมองแทบระเบิดเหมือนคราวก่อนนี่!’
สมองของยอดสายลับคำนวณความคุ้มค่าอย่างรวดเร็ว โอกาสทองแบบนี้ไม่ได้มีบ่อยๆ
นางคว้ากระเป๋าเป้ทหารยุทธวิธีใบยักษ์ที่แขวนอยู่ข้างผนัง แล้ววิ่งสับเท้าตรงไปยังโซนคลังเสบียงอย่างรวดเร็ว สองมือกวาดเอาข้าวสารสำเร็จรูปแบบอุ่นร้อนเองได้ เนื้อกระป๋อง ช็อกโกแลตแท่งให้พลังงานสูง และนมผงกระป๋องสำหรับเด็ก อาหารปรุงสำเร็จรูป ซาลาเปา และอีกหลายอย่าง ยัดใส่เป้จนเต็มพรืด จากนั้นวิ่งทะยานไปที่โซนของใช้ คว้าเสื้อกันหนาวขนเป็ดเนื้อเบาแต่เก็บความร้อนได้ดีเยี่ยม ถุงนอนกันหนาว ยาบำรุง วิตามิน และยาสามัญประจำบ้านอีกกอบใหญ่ยัดตามลงไปจนกระเป๋าแทบปริแตก
‘แค่นี้น่าจะพอให้พวกเราอยูได้สบายๆ ไปอีกพักใหญ่ ถ้าร่างเนื้อนั่นไม่ช็อกตายไปเสียก่อนล่ะก็นะ!’
นางสะพายเป้ใบยักษ์น้ำหนักหลายสิบกิโลกรัมขึ้นบ่า คว้าชุดอุปกรณ์เย็บแผลไว้ในมือให้มั่น และไม่ลืมที่จะหยิบปืนสั้นพกพาออกไปด้วยอีกสองกระบอกเผื่อจำเป็นต้องใช้ นางต้องรีบกลับออกไปให้เร็วที่สุด เพราะรู้ดีว่าร่างกายเนื้อด้านนอกนั้นมีบาดแผลฉกรรจ์และกำลังเสียเลือดอย่างหนัก นางต้องรีบออกไปทำแผลรักษาชีวิตของตนเอง!
วูบ!
เมื่อของทุกอย่างพร้อม สติสัมปชัญญะของนางก็ถูกกระชากกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงในห้องเก็บฟืนอันหนาวเหน็บ พร้อมกับกระเป๋าเป้ทหารใบยักษ์ที่หล่นตุบลงมากระแทกพื้นข้างกาย!
“เยี่ยหว่านชิง! ตื่นสิ! เจ้าห้ามหลับนะ!!”
เสียงคำรามอย่างคนเสียสติของฉู่เจวี๋ยดังก้องอยู่ในโสตประสาท เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปรือขึ้น สิ่งแรกที่นางเห็นคือใบหน้าหล่อเหลาที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาและเหงื่อเย็นๆ ของอดีตรองแม่ทัพ เขากำลังใช้ฟันฉีกทึ้งเสื้อชั้นในของตนเองจนขาดวิ่น แล้วพยายามใช้มือที่สั่นเทามัดห้ามเลือดที่ต้นแขนของนางอย่างเอาเป็นเอาตาย ทว่าเลือดสีแดงสดก็ยังคงไหลซึมทะลุผ้าออกมาไม่หยุด โดยที่ความสนใจทั้งหมดของเขาพุ่งเป้าไปที่การยื้อชีวิตนาง จนไม่ได้สังเกตเห็นภูเขาสัมภาระใบยักษ์ที่เพิ่งปรากฏขึ้นเลยแม้แต่น้อย
“ท...ท่านพ่อ เลือดท่านแม่ไม่ยอมหยุดเลย ฮือๆๆ ...”
อาเป่านั่งร้องไห้ตัวสั่นอยู่ข้างๆ สองมือเล็กๆ พยายามกอบหิมะจากรอยรั่วของกำแพงมาประคบแผลให้มารดาด้วยความไร้เดียงสา
เยี่ยหว่านชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่แขนขวาพุ่งริ้วขึ้นมาจนต้องขบกรามแน่น นางฝืนยกมือซ้ายที่กำอุปกรณ์การแพทย์จากมิติเอาไว้ขึ้นมาแตะหลังมือของฉู่เจวี๋ย
“ถอย... ถอยไป”
เสียงของนางแหบพร่า แต่เด็ดขาด
ฉู่เจวี๋ยชะงักกึก เขามองของหน้าตาประหลาดในมือซ้ายของนางด้วยความสับสน
“เจ้า... นั่นมันอะไร? เจ้าจะทำอะไร ข้ากำลังห้ามเลือดให้เจ้าอยู่นะ!”
“ถ้าขืนให้ท่านทำต่อ ข้าได้เลือดหมดตัวตายจริงๆ แน่...”
เยี่ยหว่านชิงแค่นยิ้มหยัน ก่อนจะดึงเศษผ้าที่เขามัดลวกๆ ออก
นางไม่สนใจสายตาตื่นตะลึงของคนทั้งสอง ใช้ฟันกัดปลอกเข็มฉีดยาชาออก แล้วปักเข็มลงไปรอบๆ ปากแผลเหวอะหวะที่แขนขวาของตนเองอย่างรวดเร็วและแม่นยำดุจเครื่องจักร! นิ้วเรียวกดเดินยาชาเข้าสู่ชั้นผิวหนังและกล้ามเนื้อโดยไม่มีอาการสั่นเทาแม้แต่น้อย
ฉู่เจวี๋ยเบิกตากว้างจนแทบถลน ภาพสตรีร่างบอบบางที่กำลังเอาเข็มประหลาดแทงแขนตัวเองโดยไม่ร้องโอดครวญสักแอะ ทำเอาเขาขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
“นั่นเจ้าทำบ้าอะไร! ทำร้ายตัวเองทำไม!”
“มันคือยาชา จะช่วยให้ข้าไม่เจ็บปวดตอนเย็บแผล”
นางตอบเสียงเรียบ พลางโยนเข็มฉีดยาทิ้งไป แล้วหยิบเข็มโค้งและไหมศัลยกรรมขึ้นมา
เพียงไม่กี่อึดใจเมื่อยาชาเริ่มออกฤทธิ์ เยี่ยหว่านชิงก็ลงมือซ่อมแซมร่างกายของตนเอง นางใช้มือซ้ายเพียงข้างเดียวร้อยไหมและแทงเข็มทะลุผิวหนังที่ฉีกขาด ดึงรั้งเนื้อที่แยกออกจากกันให้กลับมาสมานชิด กระบวนการเย็บแผลที่ต้องอาศัยความชำนาญขั้นสูง ถูกจัดการด้วยมือซ้ายอย่างคล่องแคล่วและเยือกเย็นราวกับกำลังเย็บปักถักร้อยเสื้อผ้าธรรมดาๆ
เลือดสีแดงสดหยดแล้วหยดเล่าเปรอะเปื้อนนิ้วมือของนาง แต่ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกลับไม่มีความหวาดกลัวหรือความอ่อนแอให้เห็น มีเพียงสมาธิอันลึกล้ำและความมุ่งมั่นที่จะเอาชีวิตรอด!
ฉึก... ดึง... มัดปม...
เสียงเข็มแทงทะลุเนื้อและเสียงดึงเส้นด้ายดังสะท้อนความเงียบในห้องเก็บฟืน ฉู่เจวี๋ยนั่งนิ่งเป็นรูปสลักหิน ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ เขาเคยเป็นแม่ทัพ เคยเห็นทหารกล้ามากมายในสนามรบ แต่เขาไม่เคยเห็นใคร ยิ่งเป็นสตรีที่สามารถเย็บเนื้อหนังที่เหวอะหวะของตนเองด้วยสายตาที่เย็นชาและไร้ความรู้สึกได้ถึงเพียงนี้!
นางไม่ใช่แค่สายลับ หรือนักฆ่าธรรมดา สตรีผู้นี้คือมัจจุราชไร้ใจที่แม้แต่ความเจ็บปวดก็ไม่อาจทำลายความเด็ดเดี่ยวของนางได้!
สิบห้านาทีผ่านไป บาดแผลฉกรรจ์ถูกเย็บปิดสนิทด้วยฝีเข็มที่เป็นระเบียบไร้ที่ติ เยี่ยหว่านชิงกัดไหมส่วนเกินทิ้ง พ่นลมหายใจออกมายาวเหยียด ก่อนจะดึงพลาสเตอร์กันน้ำแผ่นใหญ่มาแปะทับ และใช้ผ้าสะอาดพันทับอีกชั้นเป็นอันเสร็จสิ้น กินยาแก้ปวดแก้ไข้ตามไปทันที
หญิงสาวเอนหลังพิงกำแพงอย่างหมดแรง เหงื่อชุ่มโชกไปทั้งใบหน้า นางโยนหลอดน้ำเกลือแร่สกัดเข้มข้นเข้าปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดเพื่อชดเชยการเสียเลือด
ฉู่เจวี๋ยที่เฝ้ามองทุกขั้นตอนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามทำลายความเงียบขึ้นมา
“เนื้อคนเรา สามารถใช้เข็มกับด้ายเย็บประสานเข้าหากันเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?”
เยี่ยหว่านชิงปรายตามองอดีตรองแม่ทัพ มุมปากซีดเผือดตวัดยิ้มบางๆ
“เนื้อคนก็เหมือนเสื้อผ้านั่นแหละท่านรองแม่ทัพ เมื่อมันฉีกขาด ก็แค่เย็บสมานมันเข้าด้วยกัน”
นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบราวกับเป็นเรื่องปกติ
“แต่แน่นอนว่า การจะเย็บเนื้อเยื่อ กล้ามเนื้อ และเส้นเลือดให้เชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์ ย่อมต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้อง หากเย็บสุ่มสี่สุ่มห้าก็มีแต่จะพาให้เนื้อเน่าตาย”
ดวงตาดอกท้อทอประกายลึกล้ำยามสบตากับเขา
“หากท่านสนใจ ไว้ข้ามีแรงมากกว่านี้ ข้าจะสอนท่านเอง เผื่อวันหน้าท่านอาจจะได้ใช้มันช่วยชีวิตตัวท่านเอง หรือช่วยลูกน้องในสนามรบ”
พูดจบ เยี่ยหว่านชิงก็เอนหลังพิงกำแพงอย่างเหนื่อยล้า สายตาปรายมองชิ้นเนื้อหมูป่าดิบๆ ที่กองอยู่บนพื้นสลับกับขาทั้งสองข้างที่ยังขยับไม่ได้ของฉู่เจวี๋ย นางรู้ดีว่าการจะหวังให้ชายพิการลุกขึ้นมาก่อไฟต้มแกงในยามนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ และตัวนางเองก็สิ้นเรี่ยวแรงเกินกว่าจะขยับตัว
หญิงสาวจึงเอื้อมมือซ้ายที่ยังพอมีแรง ไปดึงกระเป๋าประหลาดใบยักษ์ที่นางหอบหิ้วออกมาจากมิติ รูดซิปเปิดออกเผยให้เห็นสิ่งของหน้าตาพิลึกพิลั่นอัดแน่นอยู่ภายใน
นางดึงเอาซาลาเปาลูกโตขาวนุ่มที่ยังคงอุ่นๆ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมาจากกระเป๋าสามลูก จากนั้นจึงสะบัดข้อมือโยนซาลาเปาลูกแรกส่งๆ ไปให้ก้อนแป้งน้อยอาเป่าที่กำลังนั่งร้องไห้น้ำตาหลากอาบสองแก้มกลม เด็กน้อยสะดุ้งตัวโยนด้วยความตกใจแต่ก็รีบกางแขนเล็กๆ ตะปบรับของกินแสนนุ่มเข้าอ้อมกอดทันที นัยน์ตากลมโตเบิกกว้างจ้องซาลาเปาในมือสลับกับมารดาด้วยความอัศจรรย์ใจ ถัดมาเยี่ยหว่านชิงก็โยนซาลาเปาลูกที่สองไปตกแหมะอยู่บนแคร่ข้างตัวของฉู่เจวี๋ยอย่างไม่แยแสนัก ส่วนซาลาเปาลูกสุดท้ายในมือนั้น... หญิงสาวรีบนำมากัดกินคำโตทันทีอย่างตะกรุมตะกราม เคี้ยวกลืนแป้งเนื้อนุ่มละมุนลงคออย่างหิวโหยสุดขีดเพื่อบรรเทาอาการอ่อนเพลียปางตายโดยไม่สนกิริยามารยาทใดๆ ทั้งสิ้น
ก่อนที่นางจะพ่นลมหายใจยาว ล้วงเอาเนื้อตุ๋นกระป๋องและข้าวสารกึ่งสำเร็จรูปแบบอุ่นร้อนสองสามกล่องออกมาวางสมทบลงบนแคร่ข้างตัวอดีตรองแม่ทัพเพิ่มเติม
“เสร็จแล้ว... หมดหน้าที่ของข้าเสียที”
เยี่ยหว่านชิงพ่นลมหายใจสั่นสะท้านช้าๆ ใบหน้าซีดเซียวจนแทบไร้สีเลือด ดวงตาดอกท้อที่กึ่งปิดกึ่งเปิดเหลือบมองกระป๋องเหล็กเงาวับเหล่านั้น น้ำเสียงแหบพร่าเบาแผ่วระคนเหนื่อยอ่อน
“ฉู่เจวี๋ย หากท่านยังไม่อิ่มท้อง ก็จงกินเนื้อตุ๋นในกระบอกเหล็กพวกนี้เสีย”
นางพยายามเค้นเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด ยกนิ้วชี้ไปที่ห่วงดึงบนฝากระป๋องเพื่อสอนวิธีใช้งานอุปกรณ์ข้ามศตวรรษชิ้นนี้ให้เขาเข้าใจ
“เห็นห่วงเหล็กกลมๆ บนฝานั่นหรือไม่... ใช้นิ้วเกี่ยวแล้วดึงมันขึ้นมาตรงๆ จากนั้นก็ออกแรงดึงถอยหลัง ฝาครอบเหล็กนั่นก็จะเปิดออกโดยง่าย ด้านในเป็นเนื้อตุ๋นรสดีที่สุกแล้ว ไม่ต้องลำบากก่อไฟต้มแกงให้วุ่นวาย ทีนี้ก็ตาพวกท่านแล้วล่ะ ช่วยจัดการป้อนลูกแทนข้าที ข้าไม่มีแรงแม้แต่จะขยับนิ้วแล้ว ขอข้าพักสักหน่อยเถอะ...”
สิ้นเสียงแผ่วเบาราวกับสายลมพัดผ่าน เยี่ยหว่านชิงก็ปิดเปลือกตาลงทันที ลมหายใจของนางสม่ำเสมอและเงียบสงบลงในพริบตา ดิ่งลงสู่ห้วงนิทราเพื่อฟื้นฟูร่างกายอันบอบช้ำอย่างรวดเร็ว
ฉู่เจวี๋ยมองกระป๋องเหล็กและกล่องประหลาดในมือ สลับกับใบหน้าซีดเซียวของสตรีตรงหน้าและกระเป๋าใบยักษ์ ก้อนสะอื้นและความรู้สึกซับซ้อนจุกขึ้นมาที่คอหอย แม้เขาจะไม่เข้าใจว่าของประหลาดพวกนี้คือสิ่งใดและนางเอามันมาจากไหน แต่เมื่อเห็นนางยอมแลกเลือดเนื้อเพื่อหาอาหารมาให้ เขาก็กัดฟันแน่นจนกรามปูดโปน พยักหน้ารับคำสั่งอย่างแข็งขัน
“ได้... ข้าจัดการเอง เจ้าพักผ่อนเถอะ”
หลังจากเอ่ยประโยคนั้นออกไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ฉู่เจวี๋ยข่มความตึงเครียดในอกลง ชายหนุ่มโน้มตัวลงเอื้อมมือหนาที่สั่นเทาไปในเป้ทหารยุทธวิธีใบยักษ์ข้างแคร่ ค้นหาภายในเพียงครู่ก็ดึงเอาเสื้อกันหนาวบุขนเป็ดเนื้อหนานุ่มพิเศษสีเข้มออกมา เขาสลัดมันเบาๆ แล้วกวักมือเรียกอาเป่าตัวน้อยให้คลานเข้ามาใกล้
“อาเป่า... สวมเสื้อนี่เสีย แม่ของเจ้าหามาให้”
น้ำเสียงของเขาแฝงความรักและสั่นเครือเล็กน้อย ยามบรรจงสวมเสื้อกันหนาวตัวใหญ่และหนานุ่มทับร่างเล็กๆ ของลูกชาย อาเป่าเมื่อสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่พรูออกมาจากเสื้อก็รีบกระชับอ้อมกอดเสื้อกันหนาวเอาไว้แน่น ความหนาวสั่นพริบตาเดียวก็อันตรธานหายไปจนเด็กน้อยหยุดร้องไห้กะทันหัน เหลือเพียงคราบน้ำตานองหน้าและเสียงสะอื้นแผ่วเบา
ฉู่เจวี๋ยเบนสายตากลับมาจับจ้องดวงหน้าระคนอิดโรยและซีดเซียวของเยี่ยหว่านชิงที่ตอนนี้นั่งหลับใหลไร้สติพิงกำแพงดินซอมซ่ออันเย็นเยียบ คราบเลือดกำเดาและคราบเลือดข้นจากศึกครั้งใหญ่ยังเปรอะเปื้อนดวงหน้าของนางจนชวนให้เวทนา
ชายหนุ่มหันไปสั่งลูกชายด้วยเสียงทุ้มแผ่วเบา “อาเป่า ไปหยิบผ้าสะอาดชุบน้ำตรงมุมห้องนั้นมาให้พ่อที”
อาเป่าพยักหน้าอย่างว่าง่ายเดินไปนำผ้าชุบน้ำบิดหมาดกลับมาส่งให้บิดาอย่างรวดเร็ว
ฉู่เจวี๋ยรับผ้าชุบน้ำเปียกหมาดมาถือไว้ในอุ้งมือ ค่อยๆ เอื้อมมือออกไปประคองดวงหน้าซีดเผือดของหญิงสาวอย่างแผ่วเบา นิ้วหนาบรรจงซับเช็ดคราบคาวเลือดกำเดา คราบเขม่า และฝุ่นดินละอองบนดวงหน้าของนางอย่างทะนุถนอมระมัดระวังที่สุด ราวกับกลัวว่าแรงหยาบกร้านของตนจะทำให้ผิวเนื้อบอบบางราวแก้วเจียระไนนั้นต้องฉีกขาดและเจ็บปวด
ยามที่คราบสกปรกและสิ่งปนเปื้อนถูกชะล้างออกไปทีละน้อยโครงหน้าอันงดงามหมดจดและประณีตล้ำเลิศของสตรีตรงหน้าก็เริ่มเผยโฉมปรากฏเด่นชัดขึ้นในคลองจักษุ
แม้ในยามนี้นางจะผอมแห้งจนใบหน้าตอบซูบ ซีดเซียวไร้สีเลือดฝาด และผมเผ้ายุ่งเหยิงเปรอะเปื้อน ทว่าความงดงามตามธรรมชาติอันหาผู้ใดเปรียบปานได้ยากของนางกลับไม่ลดทอนลงไปเลยแม้แต่ครึ่งส่วน เครื่องหน้าอันสมบูรณ์แบบ ทั้งดวงตาที่ปิดสนิททว่าเห็นแนวขนตาเรียวยาว หน้าผากมนได้รูป และสันจมูกโด่งรั้นที่ท้าทายกฎเกณฑ์ฟ้าดิน... ช่างเป็นใบหน้าที่งดงามจนสามารถสั่นคลอนแผ่นดินและเบียดบังดวงดาราได้โดยแท้จริง!
ภาพความประณีตดั่งหยกแกะสลักตรงหน้าสะกิดลึกเข้าไปในห้วงคำนึงของอดีตรองแม่ทัพหนุ่ม ดึงสติของเขาให้ดิ่งจมลงสู่ห้วงอดีตเมื่อห้าปีก่อน...
ในตอนนั้น เมื่อตระกูลหลักในเมืองหลวงร่วมมือกับสกุลเยี่ย บีบบังคับส่งคุณหนูสายรองสกุลเยี่ยผู้ตกอับมาสมรสเพื่อกลั่นแกล้งและหยามเกียรติตระกูลสายรองของเขา ทุกคนรอบตัวต่างคิดว่าขุนพลหนุ่มผู้หยิ่งยโสเช่นเขาจะดึงดันต่อต้านและปฏิเสธหัวชนฝา ทว่ายามเมื่อได้พบหน้านางในคืนวันวาร ความงดงามล้ำเลิศหมดจดอันไร้ที่ติและตราตรึงใจของเยี่ยหว่านชิง คือหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ลึกที่สุดในหัวใจ ซึ่งทำให้เขาตอบตกลงรับสมรสนางโดยไม่เอ่ยปากคัดค้านแม้แต่ครึ่งคำ!
แต่น่าเสียดายที่หลังแต่งงาน พฤติกรรมโง่เขลา ร้ายกาจ และเย่อหยิ่งแบบกลวงๆ ของร่างเดิมทำลายความประทับใจเหล่านั้นจนสิ้น ทว่ามายามนี้... ดวงวิญญาณดวงใหม่ที่เด็ดเดี่ยวและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายสังหารอันทรงเสน่ห์นี้ กลับยิ่งขยายอิทธิพลความงามของนางให้เปล่งประกายลึกล้ำ น่าเกรงขาม และดูอันตรายชวนหลงใหลกว่าเดิมร้อยเท่าทวีคูณ
ฉู่เจวี๋ยระบายลมหายใจยาว ซับเช็ดผิวหน้าของนางจนสะอาดหมดจด จากนั้นก็ล้วงดึงเสื้อกันหนาวหนานุ่มขนาดใหญ่พิเศษอีกตัวหนึ่งออกมาจากเป้ยุทธวิธี ค่อยๆ นำไปห่มคลุมประคองสตรีที่นอนขดตัวหนาวเหน็บอยู่ข้างกำแพงอย่างเบามือ
ชายหนุ่มก้มมองขาของตนเองที่ยังคงขยับไม่ได้ด้วยความรู้สึกเจ็บเคียดแค้นใจตนเองยิ่งนัก ยามนี้แม้แต่การจะอุ้มร่างอันผอมบางของนางขึ้นไปนอนบนแคร่ไม้ไผ่ที่อุ่นกว่า เขาก็ยังไร้ความสามารถที่จะทำได้ ทำได้เพียงแค่นำเสื้อคลุมอุ่นๆ และผ้านวมมาจัดแจงคลุมซ้อนทับร่างของนางให้หนาแน่นที่สุด บรรจงทำให้ร่างของนางอบอุ่นและสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ในบริเวณมุมห้องเก็บฟืนแห่งนี้
ฉู่เจวี๋ยหันกลับมาสบตาลูกชายตัวน้อย ยื่นซาลาเปาลูกใหญ่ให้อาเป่าอีกลูก พร้อมทั้งเอื้อมนิ้วแกร่งเกี่ยวเข้าที่ห่วงเหล็กดึงฝากระป๋องเนื้อตุ๋นขึ้นมาตรงๆ ดัง แกร๊ก! แล้วดึงถอยหลังจนฝากระป๋องหลุดออกอย่างง่ายดาย ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอวลโชยเรียกน้ำย่อยท่ามกลางเสียงท้องกิ่วของสองพ่อลูก
“กินเถอะอาเป่า แม่ของเจ้าพยายามจนสุดชีวิตแล้ว พวกเราต้องรักษาร่างกายนี้ไว้เพื่อดูแลนาง”
อดีตรองแม่ทัพผู้หยิ่งยโส บัดนี้ยอมให้สตรีตรงหน้าอย่างเต็มใจและหมดจด ไร้ซึ่งความกังขาใดๆ อีกต่อไป...
*****
*****
