บทที่ 4 อาหารเช้า
แม้เมื่อคืนจะนอนดึกมากแค่ไหน แต่ซูชิงก็ยังติดนิสัยตื่นเช้าอยู่ดี แต่เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเฉินเฮ่อแล้ว เธอรีบลุกจากเตียงก่อนจะเดินไปคว้าหยิบกะละมังเคลือบสีขาวลายดอกโบตั๋นขึ้นมาแล้วเดินออกไปที่ห้องน้ำสาธารณะ ก่อนไปเธอยังมองเข้าไปที่ห้องนอนแม่ของเฉินเฮ่อ พบว่ายังปิดไฟอยู่คาดว่าคนคงยังไม่ตื่นนอน เธอจึงทำทุกอย่างให้เงียบที่สุด
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเธอก็กลับเข้าบ้าน เมื่อเดินเข้ามาในบ้านซูชิงก็ได้กลิ่นหอมของอาหารลอยโชยมาเตะจมูก ตอนนี้บนโต๊ะอาหารมีถ้วยโจ๊กข้าวโอ๊ตใส่น้ำตาลทรายแดง และนมถั่วเหลืองหนึ่งถุงวางอยู่ ในยุคสมัยที่เงินทองหาได้ยากลำบาก อาหารสองอย่างนี้ถือเป็นของฟุ่มเฟือยสำหรับกรรมกรชั้นแรงงานอย่างพวกเธอ ซูชิงมีสีหน้าครุ่นคิดเป็นจังหวะเดียวกันที่เฉินเฮ่อกลับเข้ามาพอดี วันนี้ชายหนุ่มสวมเสื้อกล้ามสีขาวและกางเกงผ้าเนื้อหยาบ ในมือยังถือกระติกน้ำร้อนติดมือเข้ามาด้วย
“เธอตื่นแล้วเหรอ หิวหรือยัง รีบกินข้าวเช้าก่อนไปทำงานเถอะ”
"นายเอาเงินจากไหนมาซื้ออาหารพวกนี้ ราคามันไม่ได้ถูกเลยนะ?"
เธอถามพลางขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ตั้งแต่เล็กจนโตน้อยมากที่เธอจะได้กินอาหารพวกนี้ อย่างมากแค่หมั่นโถวและน้ำเต้าหู้สักแก้วก็นับว่าใช้ได้แล้ว
เฉินเฮ่อวางกระติกน้ำร้อนลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หันมาเอ่ยตอบซูชิง
"ฉันไปรับจ้างขนกระสอบข้าวสารที่ตลาดตอนตีสามมาน่ะ ได้เงินมาหลายเฟินเลยนะ เธอรีบกินเถอะ ไม่ต้องกังวล ฉันแบ่งอีกส่วนหนึ่งเอาไว้ให้แม่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็นำไปให้พ่อกับแม่ของเธอแล้วด้วย"
เขากล่าวพลางปาดเหงื่อที่ไรผมออกอย่างลวกๆ ซูชิงเม้มริมฝีปากแน่น รู้สึกไม่ดีขึ้นมาชั่วขณะ
“นายไปทำงานอื่นนอกเหนือจากการทำงานที่โรงงานแบบนี้ หากถูกจับได้จะทำยังไง”
“ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ที่นั่นคือตลาดมืด คนในโรงงานไม่รู้หรอก อีกอย่างตอนทำฉันก็ปิดหน้าตามิดชิดแล้ว พวกเขาจำไม่ได้หรอก เธอวางใจได้เลย”
“ฉันสร้างภาระให้นายหรือเปล่า”
"ไม่เลย ชิงชิงฟังนะ ฉันไม่เคยคิดว่าเธอและครอบครัวของเธอคือภาระของฉันเลย ฉันเต็มใจทำเพื่อเธอ เธอรีบกินข้าวเถอะ อีกเดี๋ยวต้องไปเข้างานกะเช้า กินไม่อิ่มจะไม่มีแรงทำงาน"
เมื่อเห็นว่าไม่อาจทัดทานเขาได้ ซูชิงจึงไม่รบเร้าอีก
“นายกินหรือยัง”
“ฉันจะไปหาน้ำเต้าหู้กิน”
“กินด้วยกัน ฉันกินคนเดียวไม่หมดหรอก”
“ได้”
ชายหนุ่มรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะไปหยิบถ้วยมาแบ่งโจ๊กข้าวโอ๊ตไปกิน รสชาติหวานของน้ำตาลทรายแดงทำให้ซูชิงรู้สึกสดชื่นขึ้นไม่น้อย เมื่อกินอิ่มแล้วเธอก็จะเอาชามไปล้างแต่เฉินเฮ่อกลับบอกให้เธอไปแต่งตัว ที่เหลือเขาจะจัดการเอง ซูชิงพยักหน้ารับและรีบมาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อเตรียมตัวเข้างาน หลังจากจัดการทุกอย่างแล้วหญิงสาวก็สะพายกระเป๋าเป้เอาไว้กับตัวและเดินออกมาจากห้อง เมื่อเห็นว่าซูชิงจัดการตนเองเสร็จแล้ว เฉินเฮ่อจึงรีบเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องบ้าง ใช้เวลาไม่นานเขาก็แต่งตัวแล้วเสร็จ
“ไปกันเถอะ”
“อ้อได้”
สองสามีภรรยาปั่นจักรยานมาที่โรงงานทันที เพราะซูชิงหยุดงานมาหลายวัน เมื่อกลับมาทำงานอีกครั้งจึงตกเป็นเป้าสายตาของทุกคน แต่เธอคร้านจะสนใจพวกเขาจึงทำเป็นมองไม่เห็นเสีย
“ชิงชิง ฉันได้ยินว่าเธอแต่งงานแล้ว ขอโทษนะที่กลับมาร่วมงานไม่ทัน พอดีที่บ้านมีเรื่องให้ต้องจัดการน่ะเลยทำให้เดินทางกลับล่าช้า ฉันก็เพิ่งจะมาถึงโรงงานเมื่อเช้านี้เอง”
ซูชิงหันไปมองก็พบว่าเป็น ไป๋ม่าน เพื่อนสนิทอีกคนของเธอนั่นเอง ไป๋ม่านเป็นเด็กสาวชนบทต่างเมืองที่เข้ามาทำงานในเมืองจิ่งเหอ อีกทั้งยังสนิทกับชูชิงมากด้วย ซูชิงยิ้มให้เพื่อนรักแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงดีใจ
“ม่านม่าน เธอกลับมาเสียทีฉันคิดถึงเธอจริงๆ”
“ฉันก็คิดถึงเธอ ว่าแต่เรื่องราวเป็นมายังไง เรื่องของเธอน่ะฉันได้ยินคนในโรงงานพูดกันแล้วนะ แต่ฉันยังไม่เชื่อ อยากฟังจากปากของเธอมากกว่า”
ซูชิงเมื่อได้ยินไป๋ม่านถามด้วยความห่วงใยก็ถอนหายใจออกมายาวๆ จนกระทั่งเวลาพักเที่ยงเธอจึงเล่าเรื่องที่ผ่านมาให้กับไป๋ม่านฟังไปตามจริง ไป๋ม่านได้ฟังก็สงสารซูชิงจับใจ อีกทั้งยังโมโหหลินอวี้มาก
“เธอก็ปิดบังฉันได้นะเรื่องหลินอวี้น่ะ ทำไมไม่บอกฉันสักคำ ฉันจะได้ช่วยจับตาดูเขาอีกแรง”
“ขอโทษนะ ฉันไม่กล้าเล่าให้เธอฟัง เพราะอยากให้แน่ใจก่อน แต่ตอนนี้ฉันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว”
“ดีแล้ว ผู้ชายเฮงซวยแบบนั้นเธอก็อย่าไปสนใจเลย อาเฮ่อน่ะเหมาะสมกับเธอที่สุดแล้ว ฟังจากที่เธอเล่ามา ฉันว่าเขาไม่เลวเลย”
ซูชิงยิ้มน้อยๆ เธอไม่ได้บอกไป๋ม่านว่าตนและเฉินเฮ่อทำสัญญาอะไรกันไว้ เพราะคิดว่าเรื่องนี้คนรู้น้อยย่อมดีกว่า
“อย่าคิดมาก รีบกินข้าวเถอะ จะได้ไปทำงานกันต่อ เอ้านี่ ฉันแบ่งผักให้เธอ”
ไป๋ม่านบอกด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้ม ทำให้ซูชิงพอจะมีรอยยิ้มออกมาได้บ้าง
เมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ซูชิงจึงกลับไปทำงานต่อ เธอเริ่มจะทำใจได้และไม่สนใจคำนินทาอะไรของคนในโรงงานอีก คนพวกนั้นเมื่อเห็นว่าเธอไม่สนใจ จึงเลิกนินทากันไปเอง
“กลับดีๆ นะม่านม่าน”
“จ้ะ ฉันไปก่อนนะ เธอก็ยืนรออาเฮ่อดีๆ อย่าออกไปตากลมเชียว ดูสิ ท้องฟ้ามืดมาอีกแล้ว ดูท่าวันนี้ฝนจะตกหนัก ฉันต้องรีบกลับไปเก็บผ้าก่อน”
“อืม”
พูดจบไป๋ม่านก็รีบปั่นจักรยานกลับห้องพักของตนเองทันที เพราะเป็นคนต่างเมือง ไป๋ม่านจึงเช่าห้องราคาถูกอยู่ในตลาด ซึ่งซูชิงก็เคยไปเที่ยวเล่นอยู่บ่อยครั้ง
หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้า ก็พบว่าตอนนี้ท้องฟ้าที่เคยสดใสเปลี่ยนเป็นมืดครึ้มไปเสียแล้ว อีกทั้งยังมีลมพัดมาอย่างแรงจนกิ่งไม้หักโค่น เหล่าคนงานต่างพากันวิ่งหลบให้วุ่นวายไปหมด ซูชิงเองก็วิ่งมาหลบที่ใต้อาคารเช่นเดียวกัน อีกทั้งยังกวาดสายตามองไปโดยรอบอย่างระมัดระวัง ก่อนหน้านี้เธอกับไป๋ม่านเดินไปหาเฉินเฮ่อที่แผนกเครื่องจักรแต่หัวหน้าจ้าวกลับบอกว่าโรงงานทอผ้าแห่งที่สองเครื่องจักรเกิดชำรุด คนไม่พอเขาจึงส่งเฉินเฮ่อไปช่วยจัดการ โรงงานทอผ้าแห่งที่สองอยู่ไกลจากโรงงานของเธอไปพอสมควร อยู่ๆ ซูชิงก็เกิดเป็นห่วงเฉินเฮ่อขึ้นมา
ฝนเริ่มตกโปรยปรายลงมาเรื่อยๆ ซูชิงเริ่มไม่สบายใจขึ้นมา เฉินเฮ่อยังไม่กลับจากโรงงานทอผ้าแห่งที่สองเลย
"ชิงชิง ฉันมาแล้ว!"
ฉับพลันก็มีเสียงที่แสนคุ้นเคยดังขึ้น เมื่อซูชิงมองไปเบื้องหน้าก็พบว่าตอนนี้เฉินเฮ่อกำลังวิ่งเข้ามาหา ชายหนุ่มถอดเสื้อตัวนอกมาคลุมศีรษะให้กับภรรยาของตนทันที และยังกางร่มให้เธออีกด้วย
“หนาวไหม รีบกลับบ้านกันเถอะ”
“นายเพิ่งกลับมาเหรอ”
“อืม เพิ่งมาถึงไม่นาน พอดีว่าฉันไปเอารถจักรยานมาน่ะ ก่อนจะไปซ่อมเครื่องจักรในโรงงานที่สองฉันเห็นท้องฟ้าดูครึ้มๆ จึงย้ายจักรยานไปจอดไว้ที่ด้านหลังแผนก เลยมารับเธอช้า รอนานไหม หิวไหม”
ซูชิงส่ายหน้าไปมา เฉินเฮ่อยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยน ผู้คนต่างจับจ้องคนทั้งสองตาไม่กระพริบ สองสามีภรรยาดูเป็นห่วงเป็นใยกันมากจริงๆ
เดิมทีพวกเขาคิดว่าเฉินเฮ่อและซูชิงคงจะไปกันไม่รอด อีกทั้งยังดูถูกชูชิงที่ใจง่ายว่าคงจะถูกเฉินเฮ่อหลอกฟันแล้วทิ้ง แต่ใครจะรู้ว่าเฉินเฮ่อจะทะนุถนอมภรรยาของตนถึงเพียงนี้
เฉินเฮ่อทำเป็นมองไม่เห็นสายตาสอดรู้สอดเห็นของคนในโรงงาน เขาถอดเสื้อกั๊กกันหนาวตัวนอกออกแล้วนำมาคลุมไหล่ให้กับเธอ
“สวมนี่ไว้อีกชั้นเถอะ รีบกลับบ้านกัน”
“อืม”
ซูชิงซ้อนท้ายจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างรวดเร็ว ครั้งนี้อาจจะเพราะความหนาวเธอจึงยื่นมือไปกอดเอวเขาเอาไว้ แผ่นหลังของเขามันช่างกว้างและอบอุ่นอย่างประหลาด ความหนาวเหน็บจากพายุดูจะเบาบางลงเมื่อเธอได้ซบหน้าลงกับแผ่นหลังของเขา
ระหว่างทางมีลมพัดแรงจนจักรยานเซไปเซมา เฉินเฮ่อต้องใช้สติและความพยายามอย่างมากเพื่อประคองรถให้มั่นคง
"จับเอวฉันไว้แน่นๆ นะ!"
“อะไรนะ”
ตอนนี้มีทั้งลมและฝนทำให้ซูชิงได้ยินเสียงของเฉินเฮ่อไม่ชัด เธอจึงขยับใบหน้าเข้าไปใกล้ๆ เขา เฉินเฮ่อหันกลับมาใบหน้าของเขาเปียกฝนจนชุ่ม
“ฉันบอกว่าเธอสวยมาก”
“อาเฮ่อ นายเลิกเล่นได้ไหม!”
แม้ปากจะด่าแต่ซูชิงกลับล้วงหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำฝนออกจากใบหน้าของชายหนุ่ม เฉินเฮ่อยิ้มจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว ถึงขนาดคิดในใจว่าอยากจะให้มีพายุแบบนี้ทุกวัน ซูชิงจะได้กอดเอวเขาบ่อยๆ
