บทที่ 3-2 สัญญาหนึ่งปี
เมื่อตกลงทุกอย่างได้แล้ว ทั้งสองครอบครัวจึงจัดงานแต่งงานให้กับคนทั้งสองอย่างเรียบง่าย ไม่มีขบวนรถเก๋งสีดำที่ข้าราชการชั้นสูงนิยมใช้ ไม่มีเกี้ยวแดงแปดคนหามตามประเพณีโบราณ มีเพียงเฉินเฮ่อในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวที่กำลังยืนรอซูชิงอยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรับหญิงสาวไปจดทะเบียนสมรสด้วยกัน
"ซูชิง ฉันมารับเธอแล้ว"
เสียงของชายหนุ่มสั่นพร่าด้วยความประหม่า ซูชิงเดินออกมาจากบ้านด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เพราะไม่มีเงินซื้อชุดเจ้าสาวสวยๆ เธอจึงสวมเพียงเสื้อผ้าธรรมดาเท่านั้น หญิงสาวก้าวขึ้นซ้อนท้ายรถจักรยานของเฉินเฮ่ออย่างไม่รีบไม่ร้อน เธอไม่ได้กอดเอวเขาเพียงใช้มือจับเบาะจักรยานเอาไว้เท่านั้น เฉินเฮ่อเองก็ไม่ถือสา ชายหนุ่มออกแรงถีบจักรยานไปตามถนนลูกรังที่ขรุขระ บังคับแฮนด์ให้มั่นคงที่สุดเท่าที่แรงกายจะทำได้ เพื่อให้คนข้างหลังนั่งอย่างสบายที่สุด
เมื่อคืนนี้เขาลงมือขัดจักรยานคันเก่าจนเงาวับ อีกทั้งยังหาริบบิ้นสีแดงมาผูกเอาไว้ที่แฮนด์รถเพื่อเป็นสัญลักษณ์มงคลอีกด้วย คนทั้งสองปั่นจักรยานไปตามทางเรื่อยๆ ตลอดทางที่ขี่ผ่านคนในหมู่บ้านและโรงงาน ก็จะได้ยินเสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาเป็นระยะ
"ดูสิ ดอกไม้แสนสวยประจำโรงงานทอผ้า สุดท้ายก็ทำได้แค่นั่งซ้อนท้ายจักรยานเก่าๆ ของช่างซ่อมเครื่องจักร"
คำพูดเหล่านั้นเปรียบดั่งเข็มพิษที่ทิ่มแทงใจ ซูชิงได้แต่ก้มหน้าลงด้วยความเงียบ แบกรับความขมขื่นไว้เพียงลำพัง เฉินเฮ่อเองก็ไม่ปริปากเช่นเดียวกัน
เมื่อจดทะเบียนสมรสกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฉินเฮ่อก็พาซูชิงกลับมาที่บ้านเพื่อทำพิธีคารวะน้ำชาแก่พ่อแม่ของทั้งสองฝ่าย เฉินเฮ่อนั้นมีแค่แม่เพียงคนเดียว ส่วนพ่อของเขาแม่บอกว่าตายจากไปนานแล้ว ส่วนพ่อแม่ของซูชิงก็ไม่ได้รังเกียจอะไรเฉินเฮ่อเลยแม้แต่น้อย เรื่องราวทุกอย่างจึงนับว่าราบรื่นไปได้ด้วยดี
หลังจากพิธีที่แสนเรียบง่ายเสร็จสิ้น ก็เป็นการเข้าหอ อย่างไรเขาและเธอก็แต่งงานกันแล้ว แม้จะเป็นการแต่งเพื่อล้างอายแต่อย่างไรก็ต้องทำให้ถูกต้องตามประเพณี
"ล้างหน้าล้างตาหน่อยสิชิงชิง วันนี้เธอคงเหนื่อยมากแล้ว"
เฉินเฮ่อวางอ่างน้ำลงบนโต๊ะและเอ่ยกับซูชิงอย่างอ่อนโยน ซูชิงหันมามองแล้วกล่าวว่า
“ขอบใจมาก แต่นายช่วยหลบไปก่อนได้ไหม ฉันอยากเช็ดตัว”
“ได้สิ”
เขารับคำอย่างว่าง่าย แล้วรีบหันหลังเข้าผนังของห้องและหลับตาลง ซูชิงจึงรีบจัดการเช็ดเนื้อเช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรีบร้อน
“เสร็จแล้ว”
เมื่อได้ยินซูชิงบอกว่าจัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว เฉินเฮ่อก็หันกลับมาก่อนจะตกตะลึงตาค้าง ซูชิงตอนนี้ไม่ได้ถักเปียสองข้างเหมือนเช่นทุกวันแต่ปล่อยผมยาวสยายดูงดงามเป็นธรรมชาติ ทำเอาเขาไม่อาจละสายตาจากเธอไปได้เลย
“อาเฮ่อ พวกเราต้องมาทำข้อตกลงกัน นายมานี่สิ”
“อ้อ ได้”
เสียงของซูชิงทำให้เฉินเฮ่อพลันได้สติ เขายิ้มเล็กน้อยแล้วเดินเข้าไปนั่งข้างๆ เธอ ซูชิงทอดสายตามองเฉินเฮ่อจากนั้นก็พูดกับเขาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“อาเฮ่อ เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็ก แม้จะแต่งงานกันแล้ว แต่ฉันก็ไม่อยากเอาเปรียบนาย ฉันจึงอยากทำความเข้าใจกับนายให้ชัดเจน ข้อแรกนายห้ามแตะต้องตัวฉันเด็ดขาด เตียงนี้พวกเราแบ่งกันนอนคนละครึ่ง ห้ามล้ำเส้นกัน”
“ได้”
“ข้อสอง เรื่องเงินเดือน เราสองคนจะไม่ก้าวกายเรื่องเงินของกันและกัน นายจะใช้เงินไปกับอะไรฉันจะไม่ยุ่ง ส่วนฉันจะเอาเงินไปใช้อะไรก็เรื่องของฉัน และฉันก็จะไม่เอาเปรียบนายด้วยการบังคับให้นายต้องมอบเงินเดือนให้ฉันทุกเดือนเหมือนสามีบ้านอื่นทำ เข้าใจไหม"
"ได้"
เขารับคำด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ไม่คิดจะโต้แย้งอะไรซูชิงเลยแม้แต่คำเดียว ซูชิงที่เห็นอย่างนั้นก็รู้สึกแปลกใจ
“นายไม่มีข้อโต้แย้งอะไรเลยเหรอ”
"โต้แย้งทำไม เธอว่าอย่างไรฉันก็ว่าตามนั้นล่ะ รีบเข้านอนเถอะ พรุ่งนี้พวกเรายังต้องกลับไปทำงาน"
ซูชิงพยักหน้าจากนั้นก็ทิ้งกายลงนอนบนเตียง เธอไม่ค่อยชินเท่าไหร่นักที่จะต้องมานอนร่วมเตียงกับเฉินเฮ่อแบบนี้ หญิงสาวหันหน้าเข้ากำแพงไม่กล้าหันไปด้านที่เฉินเฮ่อนอนอยู่ แต่ไม่ว่าจะพยายามข่มตาเท่าไหร่ ก็ไม่อาจหลับตาลงได้
“อาเฮ่อ”
“หืม”
เฉินเฮ่อเองก็นอนไม่หลับเช่นเดียวกัน เขาต้องพยายามข่มใจอดทนอดกลั้นอย่างมาก หากเขาเป็นคนหยาบกระด้างเสียหน่อย คงไม่ยอมนอนเฉยๆ อยู่ข้างผู้หญิงที่ตนเองรักเป็นแน่ แต่เพราะเขารักเธอมากและไม่อยากฝืนใจเธอ จึงทำได้เพียงอดทนเอาไว้ เมื่อเห็นว่าซูชิงเรียกชื่อ เขาจึงขานรับเธอเบาๆ
“ฉันและนายถูกบันทึกพฤติกรรมเอาไว้แล้ว ความก้าวหน้าเรื่องงานคงลำบากแล้ว ฉันเองก็รู้สึกไม่สบายใจเหมือนกัน”
ซูชิงพูดพลางถอนหายใจยาวๆ แม้จะแต่งงานกันแล้วและโรงงานก็ไมได้ลงโทษถึงขั้นไล่ออก แต่ก็คงอับอายอยู่บ้าง
“วางใจเถอะ พวกเราไม่ได้เป็นชู้กัน ยังโสดกันทั้งคู่ ก็แค่กลายเป็นขี้ปากคนชั่วครั้งชั่วคราว เธอก็อดทนหน่อย อีกไม่นานเรื่องก็เงียบแล้ว หากใครมาว่าเธอ เธอก็รีบมาบอกฉัน ห้ามเก็บเอาไว้เพียงคนเดียว ฉันจะไปจัดการแทนเธอเอง”
“แล้วนายไม่อายเหรอ”
“ฉันหน้าด้านน่ะ เธอก็หน้าด้านสักหน่อยเพื่อปากท้อง ตกลงไหม”
ซูชิง”…..”
เมื่อเห็นว่าซูชิงเงียบไป เฉินเฮ่อจึงยื่นมือมาสะกิดแขนของเธอเบาๆ
“ว่ายังไง ทำไมเงียบไปล่ะ”
“เข้าใจแล้ว อาเฮ่อ! นายห้ามยื่นมือข้ามมาฝั่งฉันสิ นายผิดกฏแล้ว!”
ซูชิงยื่นมือมาหยิกแขนของเฉินเฮ่อทันที อีกทั้งยังตำหนิเขาไปหลายคำ เฉินเฮ่อหัวเราะหึหึ พร้อมกับตอบอย่างหน้าด้านหน้าทน
“ฉันไม่ได้เอาตัวข้ามไปสักหน่อย แค่ยื่นมือไปเอง เธอก็เหมือนกัน ดูสิ เธอยื่นมือข้ามฝั่งมาหยิกฉัน แบบนี้เธอก็ผิดกฎไม่ต่างจากฉันหรอก หรือว่าเธอทนไม่ไหว อยากจะข้ามมาหาฉัน อย่าเชียวนะ อย่าคิดจะข้ามฝั่งมาลวนลามฉันเชียว!”
“ไอ้คนบ้า!”
คืนนั้นกว่าเฉินเฮ่อและซูชิงจะได้นอนก็ปาเข้าไปกลางดึก เพราะมัวแต่เถียงกันเรื่องใครผิดกฎ จนกระทั่งทนความง่วงไม่ไหวจึงนอนสลบเหมือดกันไปทั้งคู่
