4.2
เธอเดินสำรวจรอบๆ บ้าน และพบว่าทางด้านหลังของบ้านเป็นทางเข้าสู่ป่าที่ลึกอีกป่า เงียบสงบมากขึ้น ไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ บ้านหลังนี้ และมันอยู่คนละฝั่งกับบ้านของกลุ่มอันธพาลในหมู่บ้าน ทำให้เธอรู้สึกมั่นใจว่าที่นี่จะเป็นที่หลบซ่อนที่ปลอดภัย หากเธอต้องการเวลาส่วนตัวในการวางแผนหรือซ่อนตัวจากผู้คนในหมู่บ้าน
จางเหม่ยจดจำตำแหน่งของบ้านหลังนี้ในใจ ก่อนจะเดินกลับบ้านอย่างช้าๆ เมื่อเธอถึงบ้าน เธอก็เข้าห้องนอนเล็กรูหนูของเธอทันที เธอรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทางและการสำรวจในวันนี้ แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะกลับเข้าไปในมิติที่เธอสามารถควบคุมได้
เมื่อเข้าไปในมิติ จางเหม่ยเริ่มสำรวจสิ่งของและห้องต่างๆ ที่เธอมีอยู่ เธอสังเกตเห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในมิติของเธอ บางห้องมีของที่เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อน ตัวอย่างเช่น ห้องครัวที่เธอเคยใช้มีผลผลิตจากสวนครัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม ผลิตผลเหล่านี้มาจากการทำงานที่เธอได้ทำในแปลงส่วนกลางของคอมมูน มิติของเธอเหมือนกับระบบที่เรียนรู้จากการกระทำของเธอในชีวิตจริง
การทำงานที่คอมมูนในวันนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้เธอได้รับทรัพยากรในมิติของเธอเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันว่าเธอสามารถใช้มิตินี้เพื่อประโยชน์ในชีวิตจริงได้ จางเหม่ยคิดถึงความเป็นไปได้ในการนำสิ่งของจากมิติมาใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของเธอ
เธอลองเปรียบเทียบผลผลิตในห้องครัวกับสิ่งที่เธอพบในแปลงส่วนกลางของคอมมูน และพบว่ามีความคล้ายคลึงกัน ไม่ใช่แค่ในห้องครัว แต่รวมถึงห้องอื่นๆ ในมิตินี้ด้วย
จางเหม่ยใช้เวลาสำรวจสิ่งของอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ในมิติ เธอพบว่ามีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น ห้องเก็บของขององค์กรที่เริ่มมีอุปกรณ์ทำงานและเครื่องมือเพิ่มขึ้น
ในขณะที่จางเหม่ยกำลังสำรวจและคิดวางแผนการใช้ทรัพยากรในมิติ เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากโลกภายนอก เสียงเคาะนั้นมาพร้อมกับเสียงเรียกของแม่จางและพี่สาวคนที่สาม จางจวน เสียงของแม่จางแทรกผ่านความเงียบสงบในมิติ
"เหม่ย! ไปทำกับข้าวให้เสร็จแล้วซักผ้าเดี๋ยวนี้เลย!"
เสียงแม่จางเรียกด้วยความหงุดหงิด ขณะที่จวนพี่สาวคนที่สามยืนคอยอยู่ข้างๆ ด้วยสีหน้าเบื่อหน่ายกอดอกมองมาที่เธออย่างไม่พอใจ พวกเธอกลับมาจากเข้าเมืองกลับเห็นว่าเสื้อผ้าของเมื่อวานยังไม่ถูกซัก กับข้าวมื้อเย็นก็ไม่มี อารมณ์ดีที่กำลังพุ่งสูงเลยเปลี่ยนเป็นความโกรธแทนในทันที
จางเหม่ยถอนตัวออกจากมิติและกลับมาสู่โลกความจริง เมื่อเธอเปิดประตูออกมา แม่จางและพี่จวนกำลังยืนอยู่หน้าห้องพร้อมสายตาที่แสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน จางเหม่ยแกล้งทำหน้าตาเหนื่อยล้า และแตะมือที่หน้าผากของตัวเองเหมือนจะตรวจดูอุณหภูมิร่างกาย
“แม่...จวน...ฉันไม่ไหวจริงๆ” จางเหม่ยพูดเสียงแผ่วเบา “ตัวฉันร้อนมาก อาการป่วยก็เหมือนจะกลับมาอีกแล้ว”
แม่จางหันมามองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรำคาญ “เหม่ย แกเป็นอะไรนักหนา ทำไมถึงอ่อนแออย่างนี้อยู่ได้? ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าแม้ไม่หายดีแล้วต้องทำงาน ไม่เช่นนั้นแกก็จะไม่มีอะไรจะกินเข้าใจไหม ?”
จวนก็มองเหม่ยด้วยสายตาที่ไม่มีความเห็นใจ “ถ้าเธอไม่ทำงาน ใครจะทำล่ะ? หรือคิดว่าฉันที่ออกไปทำงานแต่เช้าต้องมาทำแทน? ฉันเองก็เหนื่อยเช่นเดียวกัน เธอแค่รีบไปจัดการให้เสร็จแล้วค่อยนอนพักก็ได้แล้ว”
จางเหม่ยรู้ว่าการแสร้งทำเป็นป่วยจะไม่ช่วยอะไร เธอจึงเปลี่ยนแผนโดยแกล้งทำเป็นยอมทำตามคำสั่งทั้งที่รู้สึกไม่ไหวเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
“ก็ได้ ฉันจะไปทำกับข้าวมื้อเย็นให้ทุกคน แต่ถ้ามันออกมาไม่ดีก็อย่ามาว่าฉันนะ ฉันบอกแล้วว่าไม่สบาย...”
แม่จางพยักหน้าอย่างไม่ค่อยสนใจ “รีบไปจัดการเถอะ แล้วอย่าลืมว่าต้องทำให้ดี ถ้ามีอะไรเสียหายคงรู้นะว่าจะถูกตีอย่างไร”
จางเหม่ยเดินไปยังห้องครัวด้วยท่าทางที่ดูอ่อนแรง เธอแกล้งทำเป็นเหนื่อยล้าอย่างเต็มที่แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและคิดคำนวณ เธอตัดสินใจที่จะทำงานแบบลวกๆ โดยไม่ทุ่มเทเหมือนร่างเดิมที่ทำผ่านมา เธอรู้ดีว่าถ้าเธอทำตามคำสั่งอย่างสุดฝีมือก็จะไม่เหลือพลังงานในการทำสิ่งที่จำเป็นจริงๆ
เมื่อเธอเริ่มทำกับข้าว จางเหม่ยจงใจทำผิดพลาด เธอเลือกใช้วัตถุดิบที่สดแล้วทำการปรุงแบบไม่ใส่ใจ ผลที่ออกมาคืออาหารที่ดูไม่น่ากินและมีรสชาติที่แย่มาก เธอทำหน้าเสียใจในขณะที่เห็นผลงานของตัวเอง
“โอ้ย...ฉันทำอะไรลงไปนี่” จางเหม่ยพึมพำกับตัวเอง แต่เสียงของเธอก็พอให้แม่จางและจวนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงได้ยิน
แม่จางเดินเข้ามาดูอาหารที่จางเหม่ยทำแล้วทำหน้าบึ้งทันใด “เหม่ย ทำไมถึงทำอาหารเสียหายแบบนี้? แกคงรู้ว่าของในบ้านเรามีไม่มาก ไม่ใช่ว่าจะหาใหม่ได้ง่ายๆ”
จางเหม่ยทำหน้ารู้สึกผิดทันที “ฉันขอโทษจริงๆ พอฉันไม่สบายลิ้นเลยรับรสไม่ดี ตาก็พร่าเบลอจนมองอะไรไม่ชัดเท่าไหร่ ไม่รู้ว่ามันเสียหายไปขนาดนี้... เช่นนั้นให้โอกาสฉันทำใหม่อีกรอบนะ พวกคุณรอสักครู่หนึ่ง กะ...”
ก่อนที่จางเหม่ยจะเอาวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัดมายำเละอีกรอบก็ถูกห้ามเสียงดังจากทั้งแม่จางและจางจวน พวกเธอไม่คิดว่าควรจะให้คนตรงหน้าทำของเสียหายไปมากกว่านี้แล้ว พอห้ามเสร็จก็ไล่คนไม่สบายให้กลับไปซักผ้าต่อให้เสร็จ พวกเธอไม่พอใจยิ่งยวดแต่ทำอะไรไม่ได้ พวกเธอสองคนแม่ลูกได้แต่มองหน้ากันและจำใจฝืนกินอาหารรสชาติแย่ที่สุดในชีวิตไป
ส่วนจางเหม่ยนั้นมองอยู่ไกลๆ หยักยิ้มมุมปาก ยักไหล่เบาๆ ก่อนจะเดินไปทำงานต่ออย่างไม่ใส่ใจ เธอใช้เวลาซักผ้าให้เร็วที่สุด แต่แน่นอนว่าไม่ได้ใส่ใจในรายละเอียดมากนัก งานที่เธอทำจึงออกมาอย่างไม่เรียบร้อยนัก
เมื่อทำงานเสร็จ เธอกลับมาที่ห้องนอนของตัวเองอีกครั้ง จางเหม่ยนอนลงบนที่นอนแข็งๆ ในห้องเล็กเท่ารูหนูของเธอ ถึงจะดูเหมือนคนป่วยและเหนื่อยล้า แต่ในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยแผนการและความมุ่งมั่น เธอแทบจะรอผลของเมล็ดพันธุ์ที่เธอหว่านไว้อย่างอดใจรอแทบไม่ไหวเลยล่ะ
