สี่ปีผ่านไป
คล้อยหลังหญิงสาวร่างสูงได้ใช้ผ้าเช็ดหน้าลบรอยลิปติกที่ติดอยู่บนแก้มออกอย่างไม่ชอบใจนัก แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทว่าในใจของเขากลับไม่ได้คิดพิศวาสหญิงสาวสักนิด เรื่องแต่งงานเขาไม่ได้ใช้หัวใจในการเลือกคนที่จะมาเป็นภรรยา แต่ใช้คุณสมบัติที่ต้องเหมาะสมและคู่ควรที่จะมายืนข้างเขาได้ มันก็เหมือนกับการหาคู่ค้าทางธุรกิจที่ไม่ต้องมีความรู้สึกส่วนตัวเข้ามาเกี่ยวข้อง ขอเพียงได้ผลตอบแทนตามเป้าหมายเป็นพอ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามทีจากหน้าห้องทำให้รองประธานหนุ่มเงยหน้าไปมอง ก่อนจะพบว่าเป็นเพื่อนสนิทของตัวเองกำลังเดินผิวปากเข้ามาด้านใน
“มาทำไม” เขาถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนเกือบจะเย็นชาเลยด้วยซ้ำ
“ทำไมวะ ที่นี่ก็บริษัทกูเหมือนกันทำไมจะมาไม่ได้” คณเดชตอบกลับด้วยน้ำเสียงยียวนพร้อมกับเอาก้นหนา ๆ ของตัวเองไปนั่งลงตรงขอบโต๊ะทำงานของเพื่อนสนิท
“มีอะไรก็ว่ามา คนยิ่งอารมณ์ไม่ดีอยู่”
“เป็นอะไร หรือเป็นเพราะวดีมาหามึงถึงได้อารมณ์เสียแบบนี้”
“ใช่ซะที่ไหน กูดีใจมากต่างหาก ว่าแต่มึงเถอะเมื่อไหร่จะคบผู้หญิงเป็นตัวเป็นตนสักที” เขาแอบได้ยินแม่ของมันมาบ่นให้แม่เขาฟังอยู่บ่อย ๆ ว่าลูกชายเอาแต่ควงสาวไม่ซ้ำหน้า
“ยุ่งน่า”
“สรุปแล้วมาเพื่อ?”
“ไอ้กิตมันบอกกูว่ามึงเลิกกับคู่ขาแล้ว เลยอยากมาดูน้ำหน้ามึงสักหน่อย คิดอะไรอยู่วะมึงอยู่กับเขามาตั้งกี่ปีแล้วไหงถึงได้เลิกกันง่าย ๆ แบบนี้”
“คู่ขาอะไรของมึง ให้เกียรติพราวเขาด้วย” เขาตบหัวเพื่อนสนิทไปหนึ่งทีข้อหามาดูถูกภาวศา เธอไม่ได้ขายตัวสักหน่อยเพียงแต่ระหว่างพวกเราไม่ได้คบกันเป็นแฟนก็เท่านั้น และมันไม่ได้แปลว่าเธอเป็นคู่ขาของเขา
“มึงบอกตัวเองก่อนเถอะ นอนกกกับเขามาตั้งสองปี แต่ไม่เคยให้สถานะ” คณเดชใช้หางตาเหยียดมองเพื่อนกลับคืน
“ที่กูเลือกจบทุกอย่างกับพราว เพราะมันถึงเวลาที่กูต้องคิดเรื่องแต่งงานได้แล้ว อะไรที่มันต่างกันเกินไปมันไปด้วยกันยาก”
“เหตุผลน้ำเน่ามาก แต่มันก็จริง แต่มึงแน่ใจแล้วเหรอว่าจะคบกับวดี ชื่อเสียงเรื่องความเอาแต่ใจลือหึ่งเชียวนา จะไหวเรอะ”
“มึงอย่ามาใส่ร้ายวดี กูรู้จักเขามานานไม่เคยเห็นเขาเอาแต่ใจสักครั้ง แต่ถึงจะเอาแต่ใจก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรกูชิว ๆ อยู่แล้ว”
“ให้มันจริง ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้โชคดีนะเพื่อน” ท้ายประโยค คณเดชหัวเราะร่วนราวกับจงใจเยาะเย้ยไปก่อน
เขาจะรอดูน้ำหน้าไอ้กรว่ามันจะทำได้แบบที่พูดเอาไว้ รึเปล่า
ตั้งแต่ภาวศาท้องแก่จวบจนลูกชายของเธออายุได้สามขวบ เธอถึงได้ตัดสินใจย้ายกลับเข้ามาที่กรุงเทพฯ อีกครั้งเพราะเรื่องการศึกษาของลูกและเรื่องงาน สี่ปีที่ผ่านมาหญิงสาวเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวแบบฟูลไทม์โดยไม่ได้จ้างพี่เลี้ยงคอยช่วย ด้วยเงินที่ได้มาจากพ่อของลูกทำให้เธอไม่จำเป็นต้องทำงานก็สามารถใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบายได้หลายปี
ร่างบางอมยิ้มน้อย ๆ ตอนเห็นตัวเลขในบัญชี คิดถูก จริง ๆ ที่ขายเครื่องประดับกับของราคาแพงที่เขาเคยให้มาเป็นเงินสด เหลือเพียงสร้อยคอที่เธอตัดใจขายไม่ลงและยังมีนาฬิกาเรือนหรูที่ยังเก็บเอาไว้เพื่อเก็งกำไร ซึ่งตอนนี้ราคาของมันพุ่งขึ้นมาเกือบเท่าตัว ถึงจะมีเงินส่วนนี้แต่เธอวางแผนให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติซึ่งค่าเทอมสูงลิ่ว ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย เพื่ออนาคตที่ดีของลูกทำให้ต้องระเห็จกลับมาที่ใจกลางเมืองหลวงอีกครั้งพร้อมกับอาชีพเซลล์ขายและให้เช่าอสังหาแบบครบวงจรที่เป็นบริษัทของรุ่นพี่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย
กว่าความคิดจะฟุ้งซ่านมากไปกว่านี้ร่างบางอุ้มเด็กชายทิวากรไว้ในอ้อมกอด ขณะที่มืออีกข้างเปิดประตูเข้าไปด้านในคอนโดหรูแบบสองห้องนอนที่รุ่นพี่ปล่อยเช่าให้เธอในราคาถูกเกินกว่าครึ่งของราคาเช่าปกติ
“น้องซัน ชอบห้องนี้ไหมคะ” เธอถามลูกชาย หลังจากพาเขาเดินชมทั่วทั้งห้องที่ตอนนี้ตกแต่งเสร็จแล้ว
“ชอบครับ” เด็กน้อยยิ้มแป้น ขณะที่แก้มทั้งสองข้างแดงแปร๊ดเพราะแดดประเทศไทย
