บทที่ 6: หนี้ก้อนใหญ่และคู่หมั้นจอมปลอม
เสียงสาดกระเซ็นของน้ำโคลนในสระบัวหลังเรือนสงบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงบ่าวชายสามคนที่ตะเกียกตะกายหนีกลับไปรายงานนายหญิงของพวกมันด้วยสภาพดูไม่จืด เสิ่นหลินซีไม่ได้ใส่ใจพวกสุนัขรับใช้อีก นางก้าวกลับเข้ามาในห้องพัก จัดการเทเงินก้อนและตั๋วเงินทั้งหมดลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานใส ชวนให้จิตใจที่ขุ่นมัวเบิกบานขึ้นมาได้บ้าง
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่ง ร่างกายที่ยังบอบช้ำประท้วงด้วยความปวดร้าว แต่ดวงตาหงส์กลับทอประกายวาวโรจน์ยามจดจ้องขุมทรัพย์ก้อนแรก ทุนรอนสี่ร้อยตำลึงนี้หากเป็นชาวบ้านธรรมดาคงใช้ชีวิตสุขสบายไปได้หลายสิบปี แต่สำหรับนางที่ต้องการจะต่อกรกับฮูหยินรองผู้มีอำนาจล้นมือในจวนราชครู เงินแค่นี้ยังห่างไกลจากคำว่าพอ
ในยุคที่ผู้คนให้ความสำคัญกับยศถาบรรดาศักดิ์เหนือสิ่งอื่นใด พ่อค้าถูกจัดให้อยู่ในชนชั้นล่างสุด การที่นางจะเดินดุ่มๆ ไปทวงคืนร้านสบู่และกิจการต่างๆ ของมารดาด้วยทะเบียนการค้าเพียงอย่างเดียว ย่อมถูกคนของหวังซื่อที่ดูแลร้านอยู่ใช้กำลังขับไล่ออกมาเป็นแน่ บิดาของนางก็เป็นถึงขุนนางใหญ่ หากมีเรื่องมีราวขึ้นโรงขึ้นศาล อย่างไรเสียฝ่ายปกครองก็ต้องเข้าข้างราชครูเสิ่น
นางต้องการเกราะป้องกัน ต้องการเส้นสายที่แข็งแกร่งพอจะงัดข้อกับบิดาและแม่เลี้ยงได้
หลินซีหลับตาลง ค้นหาข้อมูลในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ชั่วอึดใจหนึ่งมุมปากของนางก็ยกยิ้มขึ้น
“เสี่ยวเถา” นางเอ่ยเรียกสาวใช้ที่กำลังขะมักเขม้นเช็ดถูรอยเท้าเปื้อนโคลนอยู่หน้าประตู “ข้าจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า บิดาเคยหมั้นหมายข้าไว้กับทายาทจวนใดสักแห่งใช่หรือไม่”
เสี่ยวเถาชะงักมือ เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายด้วยแววตาเศร้าสร้อย “คุณหนูหมายถึง กู้ซื่อจื่อ แห่งจวนกั๋วกงหรือเจ้าคะ”
“ใช่ กู้จื่อจิน” หลินซีเคาะนิ้วลงบนโต๊ะ “เล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟังหน่อย ตอนนี้สถานการณ์ของเขาเป็นอย่างไรบ้าง”
สาวใช้วางผ้าขี้ริ้วลงแล้วเดินเข้ามาใกล้ น้ำเสียงเจือความเห็นใจเมื่อกล่าวถึงคู่หมั้นของเจ้านาย “การหมั้นหมายนี้เป็นคำสัญญาของนายท่านผู้เฒ่าทั้งสองฝ่ายตั้งแต่คุณหนูยังแบเบาะเจ้าค่ะ แต่หลายปีมานี้จวนราชครูของเราเจริญรุ่งเรืองขึ้น ส่วนจวนกั๋วกงกลับเงียบเหงาลง แม้จะมีบรรดาศักดิ์สูงส่งแต่ก็ไร้อำนาจในราชสำนัก กู้ซื่อจื่อผู้นี้... เอ้อ... บ่าวได้ยินมาว่าเขาเป็นคุณชายเสเพล วันๆ เอาแต่ขลุกตัวอยู่ที่หอหอมหมื่นลี้ ไม่เอาถ่านเลยสักนิด ฮูหยินรองจึงยุยงให้นายท่านหาทางถอนหมั้นอยู่บ่อยครั้งเจ้าค่ะ”
หลินซีเลิกคิ้ว “เสเพลหรือ แล้วทางวังหลวงเล่า ไม่มีท่าทีอันใดกับจวนกั๋วกงเลยหรือ”
“มีเจ้าค่ะ” เสี่ยวเถารีบพยักหน้า “ข่าวลือช่วงนี้หนาหูมาก ว่าไทเฮาทรงหมายตาคุณหนูตระกูลจางให้แต่งเข้าจวนกั๋วกง หวังจะใช้ตระกูลจางที่เป็นพระญาติเข้าไปควบคุมทรัพย์สินและกองกำลังลับของจวนกั๋วกง กู้ซื่อจื่อจึงพยายามทำตัวเหลวไหลเพื่อหลีกหนีการพระราชทานสมรสครั้งนี้อย่างไรเล่าเจ้าคะ”
ได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจ๊ใหญ่ยุค 90 ก็เปล่งประกายเจิดจ้า รอยยิ้มการค้าปรากฏขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
“ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวแท้ๆ” หลินซีพึมพำกับตัวเอง
บุรุษที่แสร้งทำตัวเสเพลเพื่อหนีการแต่งงานทางการเมือง ย่อมไม่ใช่คนโง่งม เขาแค่กำลังหาทางออกที่แนบเนียนที่สุด และสัญญาหมั้นหมายเก่าแก่ตั้งแต่รุ่นปู่ที่ถูกฝุ่นจับอยู่ในจวนราชครู ก็คือทางออกและข้ออ้างชั้นเลิศที่จะช่วยเขาปฏิเสธสมรสพระราชทานได้ โดยไม่ผิดกฎความกตัญญูหรือหมิ่นเบื้องสูง
“เสี่ยวเถา ไปหาชุดบุรุษที่ทะมัดทะแมงมาให้ข้าสักชุด เราจะออกไปข้างนอกกันอีกรอบ”
“หา ออกไปอีกแล้วหรือเจ้าคะ คราวนี้เราจะไปที่ใดกัน”
“ไปจับเสือที่หอนางโลม” หลินซีตอบหน้าตาย พลางกวาดตั๋วเงินสอดเข้าในอกเสื้ออย่างมิดชิด
หอหอมหมื่นลี้ตั้งอยู่ใจกลางย่านเริงรมย์ของเมืองหลวง ยามซวี (19.00-20.59 น.) คือช่วงเวลาที่สถานที่แห่งนี้คึกคักที่สุด แสงโคมไฟสีแดงสาดส่องกระทบใบหน้าของผู้คนที่เดินขวักไขว่ กลิ่นสุราเลิศรสผสมผสานกับกลิ่นแป้งร่ำราคาแพงลอยอวลไปทั่วบริเวณ
เสิ่นหลินซีในคราบคุณชายรูปงามสวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้ม ก้าวเดินเข้าไปในหอคณิกาอย่างมาดมั่น ใบหน้าที่เคยซีดเซียวถูกแต่งแต้มด้วยถ่านเขียนคิ้วให้ดูเข้มขึ้น รอยฟกช้ำถูกปัดทับด้วยแป้งบางๆ ท่วงท่าการเดินที่องอาจและสายตาคมกริบทำให้นางดูราวกับคุณชายตระกูลผู้ดีที่รักความสนุก มากกว่าจะเป็นสตรีปลอมตัวมา
“ไอหยา คุณชายท่านนี้ หน้าตาไม่คุ้นเลย เพิ่งเคยมาเยือนหอของเราเป็นครั้งแรกหรือเจ้าคะ” แม่เล้าวัยกลางคนปรี่เข้ามาหาทันที ใบหน้าที่พอกแป้งหนาเตอะยิ้มแย้มจนตาหยี
หลินซีไม่พูดพร่ำทำเพลง นางล้วงก้อนเงินห้าสิบตำลึงออกมาวางแหมะลงบนฝ่ามือของแม่เล้า
“ข้ามาหากู้ซื่อจื่อ แห่งจวนกั๋วกง เขาอยู่ห้องใด” น้ำเสียงของหลินซีถูกดัดให้ทุ้มต่ำและเด็ดขาด
แม่เล้าเห็นก้อนเงินก็ตาลุกวาว รีบเก็บเข้าแขนเสื้ออย่างรวดเร็ว “กู้ซื่อจื่ออยู่ที่ห้องพิเศษชั้นสามเจ้าค่ะ แต่วันนี้ซื่อจื่อเหมาสตรีไปถึงสี่นาง สั่งไว้ว่าห้ามผู้ใดเข้าไปรบกวนเด็ดขาด คุณชาย... ท่านคงต้องมาวันหลังแล้วกระมัง”
“ข้ามีนัดเจรจาการค้าสำคัญ หากเจ้าขวางทางแล้วซื่อจื่อพลาดเงินก้อนโต เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ” หลินซีปรายตามองด้วยรังสีอำมหิต
แม่เล้าชะงักไป สบสายตากับคุณชายตรงหน้าแล้วรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง นางจึงได้แต่หลีกทางให้พยักหน้าหงึกหงัก หลินซีพาเสี่ยวเถาที่ปลอมเป็นบ่าวรับใช้เดินตรงขึ้นบันไดไปชั้นสามทันที
หน้าห้องพิเศษบานประตูแกะสลักลายดอกเหมย หลินซีได้ยินเสียงเครื่องสายและเสียงหัวเราะต่อกระซิกของสตรีดังเล็ดลอดออกมา หญิงสาวยกเท้าขึ้นถีบประตูบานนั้นเต็มแรงโดยไม่เสียเวลาเคาะ
ปัง!!
บานประตูเปิดผางออกอย่างรุนแรง เสียงดนตรีหยุดชะงักลงทันที สตรีคณิกาสี่นางที่กำลังนั่งพะเน้าพะนอบุรุษผู้หนึ่งกรีดร้องด้วยความตกใจและรีบถอยกรูดไปอยู่มุมห้อง
ใจกลางห้องนั้น กู้จื่อจิน ซื่อจื่อแห่งจวนกั๋วกง นั่งเอกเขนกอยู่บนตั่งไม้บุผ้าไหมเนื้อดี เขาสวมชุดแพรสีขาวบริสุทธิ์ที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย เผยให้เห็นแผงอกแกร่ง เส้นผมสีดำขลับถูกมัดรวบไว้อย่างลวกๆ ดวงตาดอกท้อที่มักจะหว่านเสน่ห์ไปทั่วบัดนี้หรี่ลงมองผู้บุกรุกด้วยความเย็นชา มือหนายังคงแกว่งจอกสุราในมือเล่นอย่างใจเย็น
“ช่างเป็นการเคาะประตูที่ไร้มารยาทเสียจริง” กู้จื่อจินเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ รอยยิ้มบางๆ ที่มุมปากไม่ได้ทำให้ใบหน้าหล่อเหลานั้นดูเป็นมิตรขึ้นเลย “หอหอมหมื่นลี้ตกต่ำถึงเพียงนี้เชียวหรือ ปล่อยให้สุนัขจรจัดบุกเข้ามาเห่าหอนถึงในห้องส่วนตัวของข้าได้”
หลินซีไม่สะทกสะท้านกับคำด่านั้น นางก้าวอาดๆ เข้าไปในห้อง หันไปปรายตามองคณิกาทั้งสี่ “ออกไปให้หมด ซื่อจื่อของพวกเจ้ามีเรื่องต้องคุยกับข้า”
เหล่าคณิกามองหน้ากันเลิ่กลั่ก หันไปขอความเห็นจากกู้จื่อจิน ชายหนุ่มวางจอกสุราลง โบกมือไล่เบาๆ “พวกเจ้าออกไปก่อน”
เมื่อประตูห้องปิดลงและเหลือเพียงพวกเขาสองคน กู้จื่อจินก็ประสานมือไว้ที่ท้ายทอย เอนหลังพิงพนักอย่างเกียจคร้าน “เอาล่ะ คุณชาย... หรือควรจะเรียกว่า คุณหนูใหญ่เสิ่นดีเล่า ลงทุนปลอมตัวมาเยือนหอนางโลมถึงเพียงนี้ คงไม่ได้มาเพื่อร้องไห้ฟูมฟายขอร้องไม่ให้ข้าถอนหมั้นหรอกกระมัง”
หลินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย ไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายมองออกทะลุปรุโปร่ง นางลากเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมานั่งลงอย่างถือวิสาสะ รินชาจากปั้นชาดินเผาให้ตนเองหนึ่งจอก ก่อนจะกระดกคอรวดเดียวหมดเพื่อดับความกระหาย
“ท่านประเมินข้าต่ำไปซื่อจื่อ ข้าไม่ได้มาร้องไห้ และไม่ได้มาขอร้อง” หลินซีวางจอกชาลงบนโต๊ะเสียงดังตึง “ข้ามาเพื่อยื่นข้อเสนอที่ท่านไม่อาจปฏิเสธได้ต่างหาก”
กู้จื่อจินหัวเราะในลำคอ ดวงตาดอกท้อทอประกายขบขัน “สตรีที่วันๆ เอาแต่วิ่งตามรถม้าขององค์รัชทายาทจนเป็นที่ขบขันไปทั่วเมืองหลวง มีข้อเสนออันใดมาให้ข้าผู้เป็นทายาทจวนกั๋วกงกัน”
“ก็ข้อเสนอที่จะช่วยให้ท่านรอดพ้นจากการเป็นราชบุตรเขยของไทเฮาอย่างไรเล่า”
สิ้นประโยคนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้จื่อจินก็จางหายไปทันที บรรยากาศเสเพลที่เขาสร้างขึ้นมลายสูญ สิ้นเหลือเพียงรังสีความกดดันของบุรุษผู้กุมอำนาจลับแห่งตระกูลแม่ทัพเก่าแก่ ร่างสูงขยับนั่งตัวตรง โน้มหน้าเข้ามาใกล้สตรีฝั่งตรงข้าม
“เจ้าพูดเรื่องอันใด” น้ำเสียงของเขาเยียบเย็นลงหลายส่วน
หลินซีสบตาเขาตรงๆ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว “ไม่ต้องเสแสร้งหรอกซื่อจื่อ ท่านแกล้งทำตัวเหลวไหล ค้างแรมในหอนางโลม ก็เพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้เน่าเฟะ หวังให้ไทเฮาล้มเลิกความตั้งใจที่จะพระราชทานคุณหนูตระกูลจางให้ท่าน แต่ท่านก็รู้ดีว่าสายใยแห่งอำนาจนั้นหอมหวานเพียงใด ต่อให้ท่านทำตัวเป็นคนไร้ค่า ไทเฮาก็ยังต้องการกองกำลังลับของจวนกั๋วกงอยู่ดี”
กู้จื่อจินหรี่ตาลง มองสตรีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ นี่ใช่เสิ่นหลินซีคนที่เขารู้จักจริงๆ หรือ สตรีที่นั่งอยู่ตรงหน้านี้มีแววตาเฉียบแหลม วาจาฉะฉาน ซ้ำยังอ่านสถานการณ์การเมืองได้อย่างทะลุปรุโปร่ง
“แล้วอย่างไร” เขาถามกลับสั้นๆ
“ทางออกเดียวที่จะปฏิเสธสมรสพระราชทานได้โดยไม่ถูกข้อหาหมิ่นเบื้องสูง คือการอ้างความกตัญญู” หลินซีเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเป็นจังหวะ “สัญญาสมรสระหว่างจวนราชครูและจวนกั๋วกงที่ปู่ของพวกเราทำไว้ แม้จะถูกลืมเลือนไปนาน แต่ก็ยังมีลายลักษณ์อักษร หากท่านยืนกรานที่จะทำตามพินัยกรรมของบรรพบุรุษ ไทเฮาย่อมไม่อาจบังคับฝืนใจท่านได้ เพราะบ้านเมืองนี้ปกครองด้วยหลักคุณธรรมและความกตัญญูเป็นที่ตั้ง”
“เจ้ากำลังเสนอตัวเป็นไม้กันหมาให้ข้างั้นสิ” กู้จื่อจินเหยียดยิ้ม แววตาเริ่มทอประกายสนใจ “แล้วเจ้าจะได้สิ่งใดตอบแทนเล่า คุณหนูใหญ่”
“เกราะกำบัง และหุ้นส่วนทางธุรกิจ” หลินซีตอบอย่างรวดเร็ว ชัดเจนและตรงประเด็น “จวนราชครูตอนนี้เน่าเฟะเกินเยียวยา ฮูหยินรองฮุบกิจการสินเดิมของมารดาข้าไปจนหมด ข้าต้องการอำนาจของจวนกั๋วกงหนุนหลังในการไปทวงคืนสมบัติเหล่านั้น ข้าจะเปิดกิจการขึ้นมาใหม่ และข้าต้องการให้ท่านมาร่วมลงทุน”
“ร่วมลงทุนกับสตรีที่ไม่มีแม้แต่อำนาจในเรือนตัวเองเนี่ยนะ” กู้จื่อจินเลิกคิ้ว “ฟังดูเป็นการลงทุนที่ขาดทุนย่อยยับ”
“ข้าจะแบ่งกำไรให้ท่านสามส่วน และท่านไม่ต้องลงแรงอันใดเลย เพียงแค่มอบป้ายคำสั่งของจวนกั๋วกงให้ข้าไว้ข่มขู่พวกบ่าวไพร่หน้าโง่ก็พอ” หลินซีล้วงตั๋วเงินสี่ร้อยตำลึงออกมาวางบนโต๊ะ “นี่คือทุนรอนก้อนแรกของข้า ข้ามีสูตรลับการทำสบู่และเครื่องหอมที่ไม่มีใครในแคว้นนี้ทำได้มาก่อน ข้ารับรองว่าภายในสามเดือน กิจการของข้าจะทำกำไรได้มากกว่าหอหอมหมื่นลี้ที่ท่านนั่งกอดอยู่เสียอีก”
กู้จื่อจินมองตั๋วเงินบนโต๊ะสลับกับใบหน้ามุ่งมั่นของหญิงสาว เขาสัมผัสได้ถึงความมั่นใจอันเปี่ยมล้นที่แผ่ออกมาจากตัวนาง มันเป็นความกล้าหาญที่แปลกประหลาด แต่ก็น่าดึงดูดอย่างน่าประหลาดใจเช่นกัน
“ข้อเสนอของเจ้าน่าสนใจ” ชายหนุ่มรินสุราลงในจอกสองใบ เลื่อนใบหนึ่งไปตรงหน้านาง “ข้ายอมรับว่าการใช้เจ้าเป็นข้ออ้างนั้นง่ายกว่าการต้องมานั่งดื่มสุราจนตับพังทุกวัน แต่ข้ามีเงื่อนไข”
“ว่ามา” หลินซียืดตัวขึ้น
“สัญญาหมั้นหมายนี้เป็นเพียงละครฉากหนึ่งเท่านั้น หากวันใดที่ข้าหรือเจ้าสามารถจัดการปัญหาของตนเองได้ลุล่วง เราจะแยกย้ายกันไปโดยไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น” กู้จื่อจินจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง “และในระหว่างที่เจ้าใช้ชื่อเสียงของจวนกั๋วกง ห้ามเจ้าทำเรื่องโง่เขลาที่นำความเสื่อมเสียมาสู่จวนของข้าเด็ดขาด”
หลินซียกยิ้มกว้าง รอยยิ้มที่สดใสจนทำให้บุรุษเสเพลตรงหน้าถึงกับชะงักไปชั่วครู่ “ตกลงตามนี้ สัญญาการค้าและสัญญาหมั้นหมายจอมปลอม ถือเป็นอันเริ่มต้น”
นางยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก ดื่มรวดเดียวจนหมดเพื่อเป็นเครื่องยืนยันคำสัญญา ความร้อนแรงของสุราบาดคอจนนางต้องนิ่วหน้าเล็กน้อย แต่ความสะใจที่ได้พันธมิตรคนสำคัญมาร่วมรบนั้นมีมากกว่า
กู้จื่อจินยกจอกสุราของตนเองขึ้นดื่มตาม เขามองสตรีที่เพิ่งตกลงเป็น ‘คู่หมั้นหลอกๆ’ ของเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เสิ่นหลินซีผู้นี้ไม่ใช่คนโง่งมอย่างที่ข่าวลือว่าไว้ นางเป็นสุนัขจิ้งจอกจำแลงที่รู้จักซ่อนเขี้ยวเล็บรอวันขย้ำเหยื่อต่างหาก
“พรุ่งนี้เช้า ข้าจะส่งองครักษ์ฝีมือดีไปให้เจ้าสองคน พร้อมกับป้ายทองจวนกั๋วกง” กู้จื่อจินเอ่ยขณะวางจอกสุราลง “หวังว่าการลงทุนครั้งนี้ เจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ คุณหนูใหญ่”
“เตรียมขยายคลังสมบัติของจวนท่านรอรับเงินปันผลได้เลย ซื่อจื่อ” หลินซีลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะเขาด้วยท่าทางของชาวยุทธ์ มากกว่าจะเป็นกิริยาของคุณหนูในห้องหอ “แล้วท่านจะได้รู้ว่า การร่วมมือกับเสิ่นหลินซี คือการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตของท่าน”
หญิงสาวหมุนตัวเดินออกจากห้องไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้บุรุษหนุ่มนั่งทบทวนบทสนทนาที่เพิ่งเกิดขึ้นเพียงลำพัง
กู้จื่อจินหยิบตั๋วเงินที่นางลืมทิ้งไว้ขึ้นมาดู ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ รอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
“สตรีบ้าบิ่น... น่าสนใจเสียจริง”
ละครฉากใหญ่ที่มีการเมืองและธุรกิจเป็นเดิมพันได้เปิดฉากขึ้นแล้ว หลินซีเดินลงจากหอคณิกาด้วยความเบิกบานใจ พรุ่งนี้เช้า นางจะพาสุนัขเฝ้าบ้านตัวใหม่ที่จวนกั๋วกงประทานให้ ไปทวงคืนร้านสบู่ของมารดาที่ตลาดตะวันออก หวังซื่อเอ๋ย เตรียมตัวรับแรงกระแทกจากมือตบยุค 90 ได้เลย!
