บทที่ 5: สายลับเงาและรายงานสุดปวดหัว
บรรยากาศภายในโรงรับจำนำว่านจินค่อนข้างมืดสลัว กลิ่นไม้เก่าผสมกับกลิ่นโลหะลอยอวลอยู่ในอากาศ หลังลูกกรงเหล็กดัดที่ยกสูงเหนือศีรษะ หลงจู๊วัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบอูมกำลังนั่งดีดลูกคิดด้วยท่าทีเกียจคร้าน เมื่อเห็นสตรีสวมชุดกระโปรงสีซีดเซียวและสาวใช้ท่าทางซอมซ่อเดินเข้ามา เขาก็เพียงแค่ปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจนัก
เสิ่นหลินซีไม่สนใจสายตาดูแคลนนั้น นางเดินตรงเข้าไปที่หน้าเคาน์เตอร์ ล้วงปิ่นทองคำฝังทับทิมออกมาวางลงบนแป้นไม้รับของ เสียงโลหะมีค่ากระทบเนื้อไม้เรียกความสนใจจากหลงจู๊ได้ในทันที
ดวงตาของชายวัยกลางคนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นลวดลายวิจิตรบนก้านปิ่นและทับทิมเม็ดโตที่ทอประกายล้อแสงสลัว เขารีบหยิบแว่นขยายมาส่องดูอย่างละเอียด พยายามซ่อนความตื่นเต้นไว้ใต้ใบหน้าเรียบเฉยตามประสาพ่อค้าหน้าเลือด
หลงจู๊วางปิ่นลงแล้วกระแทกเสียงเบาๆ ในลำคอ ชูนิ้วขึ้นมาห้านิ้วพร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “ห้าสิบตำลึงเงิน ขาดตัว”
เสี่ยวเถาที่ยืนอยู่ด้านหลังเบิกตากว้าง ห้าสิบตำลึงสำหรับบ่าวไพร่นับว่ามากมายมหาศาล แต่นั่นมันเครื่องประดับชิ้นโปรดของนายหญิงเชียวนะ
หลินซีแค่นเสียงหัวเราะเยาะ รอยยิ้มมุมปากของนางทำให้หลงจู๊รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
“ห้าสิบตำลึงหรือ” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบนาบแต่แฝงความกดดัน “หลงจู๊ ท่านคงเห็นว่าข้าแต่งตัวซอมซ่อจึงคิดจะกดราคาข้าให้จมดินกระมัง เบิกตาดูให้ดี ทับทิมเม็ดนี้คือน้ำเอกของแดนใต้ ก้านทองคำสลักลายดอกหมู่ตานด้วยฝีมือช่างตระกูลหลี่แห่งเจียงหนาน หากนำไปประมูลในหอการค้า ราคาเริ่มต้นก็ไม่ต่ำกว่าสามร้อยตำลึงแล้ว ท่านให้ข้าห้าสิบตำลึง คิดจะปล้นกันกลางวันแสกๆ หรืออย่างไร”
หลงจู๊หน้าเจื่อนไปเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าสตรีท่าทางยากจนผู้นี้จะดูของเป็น ซ้ำยังรู้แหล่งที่มาอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาแสร้งทำเป็นกระแอมไอแล้วตอบกลับ
“แม่นาง ปิ่นชิ้นนี้แม้จะงาม แต่มันมีสลักชื่อตระกูลหลี่ด้านหลัง หากนำไปขายต่อก็ต้องหลอมทำลายลวดลายทิ้ง น้ำหนักทองย่อมลดลง ข้าให้ท่านได้มากสุดเพียงหนึ่งร้อยตำลึงเงินเท่านั้น”
หลินซีเอื้อมมือไปคว้าปิ่นกลับมาเก็บเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็วโดยไม่ลังเล พร้อมกับหันหลังกลับทันที
“เสี่ยวเถา ไปกันเถอะ ในเมื่อเถ้าแก่โรงรับจำนำเจินเป่าที่อยู่สุดถนนเสนอให้ข้าถึงสี่ร้อยตำลึง ข้าก็ไม่ควรมาเสียเวลากับร้านหน้าเลือดแถวนี้”
“ช้าก่อนแม่นาง” หลงจู๊ร้องเสียงหลง รีบผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ เขาไม่ยอมปล่อยปลาตัวโตให้หลุดไปอยู่ร้านคู่แข่งแน่ “สี่ร้อยตำลึงก็สี่ร้อยตำลึง ข้ารับจำนำไว้ในราคานี้”
หลินซีชะงักฝีเท้า หันกลับมามองด้วยแววตาของผู้ชนะเหนือกระดานการค้า
“ไม่ใช่รับจำนำ แต่นี่คือการขายขาด” นางเน้นย้ำทีละคำ “ข้าต้องการตั๋วเงินใบละร้อยตำลึงสามใบ และเงินก้อนอีกหนึ่งร้อยตำลึง จัดการทำสัญญาให้เรียบร้อย และจำไว้ว่าปิ่นชิ้นนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับข้าอีก หากมีใครมาถามหา ท่านจงบอกไปตามตรงว่ารับซื้อมาจากหญิงชาวบ้านผู้หนึ่ง”
หลงจู๊รีบพยักหน้ารับคำ จัดการร่างสัญญาและเบิกเงินมามอบให้นางอย่างรวดเร็ว เมื่อตั๋วเงินและก้อนตำลึงเงินหนักอึ้งถูกบรรจุลงในถุงผ้า หลินซีก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทุนรอนก้อนแรกสำหรับการตั้งตัวและชำระแค้นอยู่ในมือของนางแล้ว
บนขื่อหลังคาอันมืดมิดของโรงรับจำนำ อิงคงผู้เป็นองครักษ์เงาแอบซุ่มดูเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เขาอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ คุณหนูใหญ่จวนราชครูที่ขึ้นชื่อเรื่องความโง่งมและหัวอ่อน บัดนี้กลับเจรจาการค้าได้อย่างเฉียบขาด ซ้ำยังรู้จักประเมินค่าสิ่งของและใช้จิตวิทยาบีบคั้นพ่อค้าหน้าเลือดจนยอมจำนน สตรีผู้นี้ไปเอาความร้ายกาจเช่นนี้มาจากที่ใดกัน
หลินซีพาเสี่ยวเถาเดินจับจ่ายซื้อของที่ตลาด นางเหมาไก่ย่างร้อนๆ หมั่นโถวเนื้อนุ่ม และแวะร้านขายยาเพื่อซื้อสมุนไพรบำรุงร่างกาย ร่างกายของเสิ่นหลินซีอ่อนแอเกินไป หากนางจะสู้รบปรบมือกับหวังซื่อในระยะยาว นางต้องมีพละกำลังที่แข็งแกร่งกว่านี้
เมื่อสองนายบ่าวหอบหิ้วข้าวของกลับมาถึงเรือนท้ายจวน บรรยากาศเงียบสงบที่ควรจะเป็นกลับถูกแทนที่ด้วยความวุ่นวาย
ที่ลานกว้างหน้าเรือน บ่าวชายรูปร่างกำยำสามคนกำลังรื้อค้นข้าวของในห้องครัวเล็กๆ ของหลินซีจนกระจัดกระจาย หม้อดินเผาถูกทุบแตก ข้าวสารที่เหลือติดก้นถังถูกเททิ้งลงบนพื้นดินอย่างไม่ไยดี
“พวกเจ้าทำอันใดกัน” เสี่ยวเถาร้องเสียงหลง ทิ้งข้าวของในมือแล้วถลันเข้าไปขวาง “นั่นมันเสบียงของเรือนเรานะ”
หนึ่งในบ่าวชายผลักเสี่ยวเถาจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนจะแสยะยิ้มเยาะ “ฮูหยินรองสั่งให้พวกข้ามาตรวจค้นเรือนของพวกเจ้า มีคนแจ้งว่าคุณหนูใหญ่ขโมยของมีค่าในเรือนหลักไป พวกข้าก็ต้องทำตามหน้าที่”
หลินซียืนมองภาพนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่ดวงตาหงส์กลับทอประกายวาวโรจน์ นางวางห่ออาหารลงบนโต๊ะหินอ่อนอย่างใจเย็น หวังซื่อส่งสุนัขรับใช้มาระรานนางรวดเร็วถึงเพียงนี้ คงหวังจะสั่งสอนนางเรื่องที่ไปอาละวาดเมื่อเช้า
“สุนัขที่เจ้าของไม่สั่งสอน มักจะชอบเห่าหอนรบกวนผู้อื่นเสมอ” หลินซีเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
บ่าวชายทั้งสามหันมามองนางด้วยแววตาข่มขู่ พวกเขาคือคนของหวังซื่อ ย่อมไม่เห็นคุณหนูใหญ่ผู้นี้อยู่ในสายตาอยู่แล้ว
“คุณหนูใหญ่ ปากของท่านช่างกล้าหาญนัก แต่ดูเหมือนร่างกายของท่านจะบอบบางเกินกว่าจะรับไม้กระบองของพวกข้านะขอรับ” ชายร่างใหญ่ที่สุดก้าวสามขุมเข้ามาหา มือหยาบกร้านเอื้อมหมายจะคว้าคอเสื้อของนาง
วินาทีนั้น การเคลื่อนไหวของหลินซีรวดเร็วดุจสายฟ้า แม้ร่างกายนี้จะไร้เรี่ยวแรง แต่นางมีทักษะการต่อสู้แบบมือเปล่าจากยุคเก่าที่เน้นการใช้จังหวะและจุดอ่อนของสรีระ
นางเบี่ยงตัวหลบมือสกปรกนั้นอย่างฉิวเฉียด อาศัยจังหวะที่บ่าวชายเสียศูนย์ถลำไปข้างหน้า หลินซียกเท้าขึ้นเตะเข้าที่ข้อพับเข่าด้านหลังของเขาอย่างแรง ชายร่างยักษ์เสียหลักทรุดลงคุกเข่า หลินซีไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดลอย นางใช้สองมือจับไหล่ของเขาไว้แล้วออกแรงผลักสุดตัว
เบื้องหน้าของบ่าวผู้นั้นคือสระบัวขนาดใหญ่ที่มีน้ำลึกระดับเอว
ตูม!!
ร่างกำยำร่วงหล่นลงไปในสระบัว น้ำโคลนสีดำกระจายเลอะเทอะไปทั่ว ชายผู้นั้นตะเกียกตะกายร้องเสียงหลง สำลักน้ำโคลนเข้าไปหลายอึก
บ่าวอีกสองคนที่เหลือเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พวกเขามองหน้ากันก่อนจะคำรามแล้วพุ่งเข้าใส่หลินซีพร้อมกัน
หลินซีถอยร่นไปหนึ่งก้าว มือเรียวคว้าด้ามไม้กวาดที่พิงอยู่ข้างกำแพงขึ้นมา นางไม่ได้ใช้มันตีตรงๆ แต่ใช้ปลายไม้กระทุ้งเข้าที่ยอดอกของชายคนแรกอย่างจังจนเขาร้องจุก อาศัยจังหวะนั้น นางหมุนตัวใช้ด้ามไม้กวาดขัดขาชายคนที่สองจนล้มกลิ้ง
เพียงเสี้ยวจิบชา บ่าวชายทั้งสองก็ถูกลูกเตะและแรงเหวี่ยงของสตรีร่างบางถีบส่งลงไปนอนแช่น้ำโคลนในสระบัวเคียงคู่กับเพื่อนของพวกมัน
ตูม ตูม!!
หลินซียืนหอบหายใจเล็กน้อย ร่างกายนี้ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แค่ออกแรงนิดเดียวก็หน้ามืดเสียแล้ว นางโยนไม้กวาดทิ้ง ยืนกอดอกมองบ่าวสามคนที่กำลังตะเกียกตะกายอยู่ในน้ำด้วยสายตาสมเพช
“เสี่ยวเถา” หลินซีเอ่ยเรียกสาวใช้ที่กำลังนั่งอ้าปากค้างอยู่บนพื้น “ลุกขึ้นมานี่”
สาวใช้รีบตะกายลุกขึ้นเดินมาหาเจ้านายด้วยขาสั่นๆ
“จงดูสวะพวกนี้ไว้ให้ดี หลินซีชี้มือไปยังสระบัว น้ำเสียงดังกังวานพอที่จะให้บ่าวรับใช้เรือนอื่นที่แอบดูอยู่ได้ยินกันถ้วนหน้า หากมีสุนัขตัวใดกล้าเข้ามากัดเจ้า เจ้าจงตีมันให้จมน้ำตาย อย่าปล่อยให้มันกลับไปเห่าได้อีก และจงจำคำด่าพวกนี้ไว้ใช้กับพวกมัน สุนัขหน้าเนื้อใจเสือ กินข้าวสุกของจวนราชครูเสียเปล่า แต่กลับทำตัวเยี่ยงโจรเดรัจฉาน หากวันหน้ามีใครกล้าล้ำเส้นเรือนนี้อีก ข้าจะไม่จับโยนลงน้ำ แต่จะหักขามันแล้วโยนออกไปหน้าจวน”
คำประกาศกร้าวนั้นทำให้บ่าวไพร่ที่ลอบสังเกตการณ์พากันกลืนน้ำลายลงคอเหนียวหนืด ไม่มีใครกล้าสงสัยในความเด็ดขาดของคุณหนูใหญ่อีกต่อไป
บนยอดไม้สูง อิงคงจดจ้องเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยสายตาว่างเปล่า แต่ในใจกลับสั่นสะท้าน เขาจำต้องยอมรับว่าสตรีผู้นี้มีกระบวนท่าการต่อสู้ที่แปลกประหลาด แม้จะไม่มีวรยุทธ์ แต่การโจมตีจุดอ่อนศัตรูกลับแม่นยำและโหดเหี้ยม องครักษ์เงารีบเร้นกายหายวับไปในสายลม เพื่อนำเรื่องราวสุดจะพรรณนานี้ไปรายงานต่อผู้เป็นนาย
ณ ตำหนักบูรพาอันเงียบสงบ กลิ่นหอมเย็นของหมึกและกระดาษลอยอวลอยู่ในห้องอักษร องค์รัชทายาทเซียวเทียนอี้ในชุดลำลองสีนิลกำลังเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้จันทน์ มือหนาถือพู่กันตวัดเขียนฎีกาอย่างลื่นไหล ใบหน้าหล่อเหลาเรียบตึงไร้อารมณ์
สายลมวูบหนึ่งพัดผ่านหน้าต่างเข้ามา พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษในชุดดำที่คุกเข่าลงเบื้องหน้าโต๊ะทรงงาน
“มีเรื่องอันใด” เทียนอี้เอ่ยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากกระดาษ
“พระองค์ให้กระหม่อมไปจับตาดูคุณหนูใหญ่เสิ่น กระหม่อมมีเรื่องต้องรายงาน พ่ะย่ะค่ะ” อิงคงประสานมือตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบตามปกติ
เทียนอี้ชะงักพู่กันในมือ มุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อย “นางไปทำเรื่องขายหน้าอันใดที่ตลาดอีกเล่า เรียกร้องความสนใจผู้คนด้วยการบีบน้ำตา หรือไปอาละวาดใส่ร้านเครื่องประดับ”
“หามิได้ พ่ะย่ะค่ะ อิงคงเงยหน้าขึ้น สบพระเนตรเจ้านาย คุณหนูใหญ่นำปิ่นทองคำของมารดานางไปขายขาดที่โรงรับจำนำว่านจิน นางเจรจาต่อรองกับหลงจู๊อย่างเฉียบขาด อาศัยความรู้เรื่องแหล่งที่มาและฝีมือช่าง ข่มขู่จนหลงจู๊ยอมจ่ายเงินสี่ร้อยตำลึงให้แต่โดยดี พ่ะย่ะค่ะ”
คิ้วเข้มขององค์รัชทายาทเลิกขึ้นสูง ร่องรอยความประหลาดใจพาดผ่านดวงตาคม สตรีหัวอ่อนที่วันๆ เอาแต่ปักผ้าและวิ่งตามบุรุษเช่นนาง รู้จักวิธีรีดเค้นเงินจากพ่อค้าหน้าเลือดด้วยหรือ
“น่าสนใจ” เทียนอี้วางพู่กันลงบนแท่นฝนหมึก แล้วนางทำสิ่งใดต่อ
“เมื่อนางกลับถึงจวน ฮูหยินรองได้ส่งบ่าวชายร่างกำยำสามคนไปรื้อค้นทำลายข้าวของในเรือนของนาง พ่ะย่ะค่ะ”
ได้ยินดังนั้น แววตาของเทียนอี้ก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา “จวนราชครูช่างเน่าเฟะสมคำร่ำลือ ฮูหยินรองกล้ากำเริบเสิบสานรังแกบุตรสาวสายตรงกลางวันแสกๆ เช่นนี้นางคงถูกทุบตีจนบอบช้ำกลับมาสินะ”
“หามิได้ พ่ะย่ะค่ะ” อิงคงตอบกลับทันควัน ใบหน้าขององครักษ์เงายังคงตายด้าน แต่แววตากลับฉายแววสับสนเล็กน้อย “คุณหนูใหญ่หลบหลีกการโจมตี ซ้ำยังใช้เท้าเตะและใช้ไม้กวาดขัดขา จนบ่าวชายทั้งสามคนพลัดตกลงไปในสระบัว พ่ะย่ะค่ะ”
ความเงียบโรยตัวลงในห้องอักษรชั่วขณะ เซียวเทียนอี้กะพริบตาปริบๆ มองหน้าองครักษ์เงาของตนเองราวกับได้ยินเรื่องตลกขบขันที่สุดในรอบปี
“นางเตะบ่าวชาย” เทียนอี้ทวนคำช้าๆ
“พ่ะย่ะค่ะ ทั้งยังด่าทอพร่ำสอนสาวใช้ให้รู้จักใช้คำด่าอย่างมีชั้นเชิง เช่นคำว่า สุนัขหน้าเนื้อใจเสือ และ กินข้าวสุกเสียเปล่า กระหม่อมเห็นนางสั่งการสาวใช้ให้โยนหินใส่บ่าวที่พยายามจะปีนขึ้นจากน้ำด้วย พ่ะย่ะค่ะ
ริมฝีปากที่เคยกดลึกเป็นเส้นตรงขององค์รัชทายาท ค่อยๆ คลี่ออกกว้างขึ้นทีละน้อย ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำจะหลุดรอดออกมาจากลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่อิงคงไม่ได้ยินมานานนับปี
“ฮ่าๆๆ” เซียวเทียนอี้ส่ายหน้าเบาๆ ดวงตาทอประกายลึกล้ำ “เสิ่นหลินซี เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ”
เขาคิดทบทวนถึงแววตาว่างเปล่าและถ้อยคำด่าทอฉะฉานของนางเมื่อตอนสาย การกระทำที่ผ่านมาทั้งหมดของนางในวันนี้ ไม่ใช่การเรียกร้องความสนใจอย่างแน่นอน สตรีที่เพิ่งฟื้นจากไข้และกล้าลงมือทำร้ายบ่าวไพร่ ซ้ำยังขายสมบัติมารดาเพื่อตั้งตัว ย่อมไม่ใช่คนโง่งมที่เขาเคยรู้จักอีกต่อไป
“พระองค์ จะให้กระหม่อมสืบเรื่องนางต่อหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ” อิงคงเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายอารมณ์ดีอย่างประหลาด
“จับตาดูนางต่อไป” เทียนอี้เคาะปลายนิ้วลงบนโต๊ะไม้จันทน์เป็นจังหวะ “ข้าอยากรู้นักว่ากรงเล็บที่เพิ่งงอกออกมาของลูกแมวตัวนี้ จะสามารถตะปบหน้าบิดาและแม่เลี้ยงของนางได้เจ็บแสบเพียงใด”
เซียวเทียนอี้หันมองออกไปนอกหน้าต่าง ทิศทางนั้นคือที่ตั้งของจวนราชครูเสิ่น มังกรหนุ่มผู้คุ้นชินกับการแก่งแย่งชิงดีในราชสำนัก เริ่มรู้สึกว่าละครฉากใหญ่ที่กำลังจะเปิดม่านในจวนขุนนางแห่งนั้น ช่างน่าติดตามยิ่งกว่าฎีกากองโตตรงหน้าเสียอีก
ดูเหมือนว่าความน่ารำคาญที่เขาเคยมีต่อเสิ่นหลินซี กำลังถูกแทนที่ด้วยความใคร่รู้และแรงดึงดูดบางอย่างที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจปฏิเสธได้ สตรีผู้นี้เปรียบเสมือนตำราเล่มใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นด้วยภาษาประหลาด ซึ่งเขาพร้อมจะทุ่มเทเวลาเพื่อถอดรหัสความลับของนางให้จงได้
