บทที่ 4: อุบัติเหตุรถม้าและบุรุษปากร้าย
แสงตะวันยามสายอาบไล้ถนนหินชนวนของเมืองหลวง บรรยากาศสองข้างทางคลาคล่ำไปด้วยพ่อค้าแม่ขายและผู้คนที่เดินขวักไขว่ เสิ่นหลินซีและเสี่ยวเถาลอบเร้นกายออกจากจวนราชครูทางประตูเล็กด้านหลังได้อย่างราบรื่น
ด้วยเงินอีแปะเพียงหยิบมือที่ร่างเดิมซุกซ่อนไว้ใต้เตียง หลินซีเจียดมันไปเช่ารถม้าคันเก่าคร่ำครึจากปากซอยเพื่อเดินทางไปยังถนนสายการค้า แม้เบาะนั่งจะแข็งกระด้างและล้อไม้จะส่งเสียงดังเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่ตกหลุม แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของนางลดน้อยลง
ภายในรถม้าแคบๆ หลินซีล้วงเอาปิ่นทองคำฝังทับทิมออกมาจากอกเสื้อ แสงแดดที่ลอดผ่านมู่ลี่ไม้ไผ่กระทบอัญมณีเม็ดงามจนทอประกาย
“คุณหนู เราจะเอามันไปแลกเป็นเงินจริงๆ หรือเจ้าคะ” เสี่ยวเถามองปิ่นชิ้นนั้นด้วยแววตาเสียดาย “นั่นเป็นของนายหญิงเชียวนะเจ้าคะ”
“ของนอกกายตายไปก็เอาไปไม่ได้หรอกนะเสี่ยวเถา” หลินซีใช้ปลายนิ้วลูบไล้ลวดลายสลักบนก้านทองคำอย่างเบามือ “ปิ่นชิ้นนี้หากเก็บไว้กับตัวก็เป็นเพียงก้อนทองประดับหัว แต่หากนำไปเปลี่ยนเป็นทุน มันจะกลายเป็นเมล็ดพันธุ์ที่งอกเงยเป็นต้นไม้ใหญ่ คอยให้ร่มเงาและปกป้องเราในวันข้างหน้า เจ้าจงจำไว้ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดคือการเอาทุนของศัตรูมาสร้างอำนาจให้ตัวเอง”
คำอธิบายที่แฝงไปด้วยหลักการค้ายุค 90 ทำเอาเสี่ยวเถาอ้าปากค้าง แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ท่าทางมั่นใจของเจ้านายก็ทำให้นางยอมพยักหน้าตาม
แต่ในจังหวะที่หลินซีกำลังคำนวณมูลค่าของปิ่นในใจอยู่นั้นเอง เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น
โครม! ฮี้!
รถม้าคันเก่าเบรกกะทันหันจนหัวทิ่ม ล้อไม้ไถลครูดไปกับพื้นถนนจนเกิดเสียงบาดหู แรงกระแทกอย่างรุนแรงทำให้ตัวรถสั่นโคลงคล้ายจะพลิกคว่ำ เสี่ยวเถากรีดร้องลั่น ร่างเล็กๆ ถลาไปกระแทกกับผนังรถม้า ส่วนหลินซีอาศัยสัญชาตญาณนักสู้คว้ากรอบหน้าต่างไว้ได้ทันท่วงที แต่ข้อศอกก็ยังกระแทกเข้ากับขอบไม้จนชาหนึบ
“เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น” หลินซีสบถ ร่างกายที่ยังบอบช้ำอยู่แล้วเจ็บร้าวไปถึงกระดูก นางรีบเก็บปิ่นทองคำเข้าอกเสื้อ ช้อนตามองออกไปนอกหน้าต่างมู่ลี่
ฝุ่นดินตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ เบื้องหน้าคือรถม้าคันใหญ่โตโอ่อ่าที่ทำจากไม้จันทน์หม่าดำขลับ ขลิบด้วยทองคำแท้และแกะสลักลวดลายพยัคฆ์เหินลมอย่างวิจิตรบรรจง ม้าสายพันธุ์ดีสี่ตัวที่เทียมรถกำลังยกขาหน้าชูชันส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ ขณะที่รถม้าเก่าซอมซ่อของหลินซีพุ่งเข้าไปชนเข้าที่ด้านข้างของรถม้าหรูหราคันนั้นจนเกิดรอยถลอกยาว
“ตาบอดหรืออย่างไร ไม่เห็นหรือว่ารถม้าจวนใดกำลังสัญจรอยู่” เสียงตวาดกร้าวขององครักษ์ผู้บังคับรถม้าคันหรูดังลั่นถนน เขากระโดดลงมาจากที่นั่งคนขับด้วยใบหน้าถมึงทึง เงื้อแส้ในมือขึ้นทำท่าจะฟาดใส่คนขับรถม้าของหลินซี
ชายชราคนขับรถม้าเช่าตกใจจนหน้าซีดเผือด รีบคุกเข่าลงกับพื้นถนนโขกศีรษะขอชีวิต “นายท่านโปรดอภัย ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจ ม้าของข้าน้อยมันแก่แล้ว จู่ๆ รถม้าของท่านก็พุ่งพรวดออกมาจากทางแยก ข้าน้อยดึงบังเหียนไม่ทันจริงๆ ขอรับ”
“บังอาจ รถม้าขององค์รัชทายาทเสด็จผ่าน ใครกล้าขวางทางถือเป็นความผิดมหันต์ เจ้ายังมีหน้ามาแก้ตัวอีกหรือ” องครักษ์ผู้นั้นตะคอกกลับ
คำว่า ‘องค์รัชทายาท’ ทำเอาชาวบ้านที่มุงดูเหตุการณ์พากันสูดลมหายใจลึก ถอยกรูดออกไปยืนห่างๆ ด้วยความหวาดกลัว ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาสอด
ภายในรถม้าแคบๆ หลินซีหรี่ตาลง ค้นหาข้อมูลจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม องค์รัชทายาท เซียวเทียนอี้ บุรุษที่เสิ่นหลินซีคนเก่าหลงใหลคลั่งไคล้จนหน้ามืดตามัว ตามตื๊อส่งขนมและจดหมายรักให้เขานับครั้งไม่ถ้วน จนกลายเป็นตัวตลกของชนชั้นสูงในเมืองหลวง
มุมปากของหลินซีกระตุกยิ้มหยัน นี่หรือคือจังหวะนรกของนิยายทะลุมิติ ออกจากบ้านวันแรกก็ต้องมาเจอเจ้ากรรมนายเวรของร่างเดิมเสียแล้ว
“คุณหนู เราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ นั่นรถม้าขององค์รัชทายาท หากพระองค์รู้ว่าเป็นท่าน ต้องทรงกริ้วมากแน่ๆ” เสี่ยวเถาลูบหัวที่ปูดโนของตนเอง เสียงสั่นเครือคล้ายจะร้องไห้
“กริ้วแล้วอย่างไร ถนนเส้นนี้เป็นของบรรพบุรุษเขาสร้างไว้ให้วิ่งได้คนเดียวหรือ”
หลินซีแค่นเสียงเย็นชา นางเปิดมู่ลี่ออกแล้วก้าวลงจากรถม้าอย่างมั่นคง ชุดกระโปรงสีซีดจางและรอยฟกช้ำบนใบหน้าไม่อาจบดบังท่วงท่าสง่างามและแววตาที่แข็งกร้าวของนางได้เลย
การปรากฏตัวของคุณหนูใหญ่จวนราชครูทำให้องครักษ์ผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ เขาจำสตรีหน้าโง่ที่มักจะวิ่งตามรถม้าของเจ้านายได้เป็นอย่างดี
“ที่แท้ก็คุณหนูใหญ่เสิ่นนี่เอง” องครักษ์แค่นยิ้มเยาะ “คราวก่อนแกล้งทำผ้าเช็ดหน้าตก คราวนี้ถึงขั้นลงทุนจ้างรถม้าเก่าๆ มาชนรถม้าของพระองค์เลยหรือ ช่างสรรหาวิธีการเรียกร้องความสนใจได้ไม่ซ้ำวันจริงๆ”
คำพูดดูถูกเหยียดหยามนั้นทำเอาชาวบ้านรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทา หลินซีไม่สะทกสะท้าน นางกอดอก ยืนพิงรถม้าของตนเองพลางปรายตามององครักษ์ผู้นั้นตั้งแต่หัวจรดเท้า
“สุนัขที่เลี้ยงไว้เฝ้าหน้าประตู หากเห่าไม่ดูตาม้าตาเรือ ระวังจะถูกถอนฟันจนหมดปาก” น้ำเสียงของหลินซีเรียบเฉย แต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น “กฎหมายจราจรของเมืองหลวงบัญญัติไว้ชัดเจน รถม้าที่ขับตรงมาบนถนนสายหลักย่อมมีสิทธิ์ไปก่อน รถม้าของเจ้านายเจ้าพุ่งพรวดออกมาจากตรอกโดยไม่ชะลอความเร็ว ซ้ำยังไม่ส่งเสียงเตือน หากชนคนตายขึ้นมา จะอ้างบรรดาศักดิ์เพื่อหลีกหนีความผิดงั้นหรือ”
องครักษ์เบิกตากว้าง ไม่คาดคิดว่าจะถูกสตรีที่ขึ้นชื่อว่าไร้สมองตอกกลับด้วยข้อกฎหมายและการใช้เหตุผลที่เฉียบขาดเช่นนี้ เขาอ้าปากค้างพยายามจะเถียง แต่ก็หาคำพูดมาหักล้างไม่ได้
“เอะอะอันใดกัน”
สุรเสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบดังแทรกขึ้นมาจากภายในรถม้าหรูหรา ม่านผ้าไหมปักดิ้นทองถูกเลิกขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติของบุรุษผู้สวมชุดแพรสีเข้ม ลวดลายมังกรสี่เล็บสีเงินบนสาบเสื้อสะท้อนแสงแดดดูน่าเกรงขาม ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวกวาดมองลงมายังร่างบางที่ยืนอยู่เบื้องล่าง
เซียวเทียนอี้ องค์รัชทายาทแห่งแคว้น
เพียงแค่เขาปรากฏตัว บรรยากาศรอบข้างก็พลันอึดอัดขึ้นมาถนัดตา เขามองข้ามคนขับรถม้าชราไปอย่างสิ้นเชิง สายตาหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าของเสิ่นหลินซี
เทียนอี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยฟกช้ำบนใบหน้างดงามนั้น แต่ความรำคาญใจก็กลับมาแทนที่อย่างรวดเร็ว เขารู้จักสตรีผู้นี้ดี นางยอมทำทุกอย่างเพื่อเรียกร้องความสนใจจากเขา แม้กระทั่งทำเรื่องไร้ยางอาย
“เสิ่นหลินซี” น้ำเสียงของเทียนอี้เจือไปด้วยความหยิ่งยโส “วิธีของเจ้าเริ่มจะไร้รสนิยมขึ้นทุกวัน หากคิดว่าการสร้างสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้ข้าหันมามองเจ้าได้ เจ้าก็คิดผิดถนัด จงหลีกทางไปเสียก่อนที่ข้าจะหมดความอดทนและสั่งขังคุกเจ้าข้อหาขัดขวางขบวนเสด็จ”
หากเป็นเสิ่นหลินซีคนเก่า ได้ยินคำพูดหมางเมินเช่นนี้คงน้ำตาตกในและรีบคุกเข่าขอประทานอภัยไปแล้ว แต่สำหรับหลินซียุค 90 นางเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองบุรุษสูงศักดิ์ตรงหน้าด้วยสายตาว่างเปล่าไร้ระลอกคลื่น ราวกับเขากำลังมองเศษขยะชิ้นหนึ่ง
“หม่อมฉันต้องขอประทานอภัยที่ทำให้พระองค์ทรงเข้าพระทัยผิด” หลินซีเอ่ยปาก น้ำเสียงไม่มีความเคารพยำเกรงแม้แต่น้อย “สตรีทั่วเมืองหลวงคงสิ้นชีพกันไปหมดแล้วกระมัง หม่อมฉันถึงต้องมาลดตัวเรียกร้องความสนใจจากบุรุษที่หลงตัวเองเช่นพระองค์”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนตบหน้าองค์รัชทายาทฉาดใหญ่กลางสี่แยก ชาวบ้านรอบข้างอ้าปากค้างจนแมลงวันแทบจะบินเข้าไปได้ ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะหายใจแรง
เซียวเทียนอี้ชะงักกึก ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความประหลาดใจระคนกรุ่นโกรธ เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนาง พยายามค้นหาร่องรอยความรักใคร่หลงใหลที่เคยมี แต่กลับพบเพียงความเย็นชาและแววตารำคาญใจอย่างปิดไม่มิด
นี่ใช่เสิ่นหลินซี สตรีสวะที่เขารู้จักจริงๆ หรือ
“เจ้าพูดว่าอะไรนะ” เทียนอี้กดเสียงต่ำ รังสีอันตรายแผ่ซ่านออกมา
“หม่อมฉันพูดภาษาคน พระองค์ฟังไม่รู้เรื่องหรือเพคะ” หลินซีไม่หลบสายตา นางก้าวเข้าไปใกล้รถม้าคันหรูอีกครึ่งก้าว ชี้มือไปยังรอยถลอกบนตัวรถของตนเอง “รถม้าของพระองค์ขับรถประมาท ทำให้รถม้าที่หม่อมฉันเช่ามาได้รับความเสียหาย ซ้ำยังทำให้หม่อมฉันตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แทนที่จะกล่าวขอโทษ กลับมากล่าวหาว่าหม่อมฉันจัดฉาก ช่างเป็นบุรุษที่มีความรับผิดชอบสูงส่งเสียนี่กระไร”
เทียนอี้แทบไม่เชื่อหูตนเอง สตรีผู้นี้กำลังด่าทอเขาฉอดๆ ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซ้ำยังกล้าทวงถามหาความรับผิดชอบจากองค์รัชทายาท
องครักษ์ทนไม่ได้ ชักดาบออกจากฝักไปครึ่งหนึ่ง “สามหาว กล้าล่วงเกินพระองค์ ทหาร จับตัวนางไว้”
“หยุด” เทียนอี้ยกมือขึ้นห้ามองครักษ์ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของหญิงสาว เขาเริ่มรู้สึกว่าสถานการณ์ตรงหน้ามีความน่าสนใจแปลกๆ “ในเมื่อเจ้าอ้างว่าข้าเป็นฝ่ายผิด เช่นนั้นเจ้าต้องการสิ่งใด คำขอโทษงั้นหรือ”
“คำขอโทษของพระองค์กินแทนข้าวไม่ได้หรอกเพคะ” หลินซีตอบกลับทันควัน
นางล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ หยิบถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุเศษเงินก้อนไม่กี่ตำลึงที่เพิ่งยึดมาจากบ่าวในเรือนเมื่อเช้าออกมา ชั่งน้ำหนักในมือเล็กน้อย ก่อนจะโยนมันลอยละลิ่วข้ามอากาศไปตกบนตักของเซียวเทียนอี้อย่างแม่นยำ
ปึก!
ถุงเงินกระทบตักขององค์รัชทายาทดังฟังชัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่การกระทำอันเหิมเกริมนั้นอย่างตกตะลึง
“ค่าหมอสำหรับดวงตาของบ่าวรับใช้พระองค์ และค่าบำรุงสมองสำหรับความหลงตัวเองของพระองค์เพคะ” หลินซีปัดมือเข้าหากันราวกับเพิ่งสัมผัสของสกปรก “เงินแค่นี้หม่อมฉันมีปัญญาจ่าย ถือเสียว่าทำทานให้สุนัขจรจัด ส่วนค่าเสียหายของรถม้าคันนี้ หม่อมฉันจัดการเองได้ ไม่รบกวนเวลาอันมีค่าของพระองค์หรอกเพคะ”
กล่าวจบ หลินซีก็หันหลังขวับ เดินกลับไปพยุงคนขับรถม้าชราให้ลุกขึ้นยืน นางยัดเศษเงินอีแปะใส่มือชายชราเพื่อเป็นค่าทำขวัญ ก่อนจะหันไปเรียกสาวใช้
“เสี่ยวเถา ลงมา เราจะเดินไป”
เสี่ยวเถาที่ยังตัวสั่นงันงก รีบกระโดดลงจากรถม้า เดินก้มหน้าติดฝีเท้าตามหลังเจ้านายไปอย่างรวดเร็ว
หลินซีเดินเชิดหน้าฝ่าวงล้อมของชาวบ้านออกไป แผ่นหลังของนางตั้งตรงสง่างาม ไม่มีแม้แต่การหันกลับมามองเหลียวหลัง หรือส่งสายตาอาลัยอาวรณ์ให้บุรุษบนรถม้าเลยแม้แต่นิดเดียว
เซียวเทียนอี้นั่งนิ่งงันอยู่บนเบาะไม้จันทน์ มือหนาหยิบถุงเงินใบเล็กบนตักขึ้นมาดู ภายในมีเศษเงินก้อนสกปรกๆ ไม่กี่ชิ้น แต่สำหรับเขา มันราวกับหินผาที่พุ่งมาหล่นทับศักดิ์ศรีขององค์รัชทายาทจนแหลกละเอียด
“พระองค์... จะให้กระหม่อมตามไปจับตัวนางมาลงโทษหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” อิงคง องครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่หลังคารถม้าโรยตัวลงมาคุกเข่ารอรับคำสั่ง แม้ใบหน้าจะราบเรียบ แต่ในใจของอิงคงกลับลอบกลืนน้ำลาย สตรีผู้นี้กล้าเอาเงินฟาดหัวรัชทายาท ช่างเป็นสตรีที่รนหาที่ตายได้อย่างห้าวหาญที่สุด
เซียวเทียนอี้บีบถุงเงินในมือแน่นจนข้อขาว แต่ริมฝีปากที่เคยมองนางด้วยความรังเกียจกลับค่อยๆ โค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้องครักษ์รอบกายรู้สึกเสียวสันหลังวาบ
“ไม่ต้อง” เทียนอี้เอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาคมกริบยังคงทอดมองตามแผ่นหลังบางที่กลืนหายไปในฝูงชน “ปล่อยนางไป”
เสิ่นหลินซี... เจ้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ จากสตรีโง่งมที่วิ่งไล่ตามเงาของข้า บัดนี้กลับกลายเป็นสตรีที่กล้าด่าทอและโยนเงินใส่หน้าข้าอย่างไม่แยแส
ความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก่อตัวขึ้นในอกของมังกรหนุ่ม มันไม่ใช่ความโกรธแค้นเสียทีเดียว แต่มันคือความสนใจ... ความท้าทายที่ถูกปลุกปั่นขึ้นมาอย่างไม่ตั้งใจ
“อิงคง”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”
“ส่งคนไปจับตาดูคุณหนูใหญ่เสิ่น ข้าอยากรู้ว่าบาดแผลบนใบหน้านางได้มาอย่างไร และนางกำลังจะไปทำเรื่องบ้าบิ่นอันใดที่ตลาด” เทียนอี้ออกคำสั่งพลางเก็บถุงเงินใบนั้นเข้าแขนเสื้ออย่างเงียบๆ
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” อิงคงรับคำก่อนจะเร้นกายหายไปในเงาดำอย่างรวดเร็ว
ขบวนรถม้าขององค์รัชทายาทเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง ทิ้งความเงียบงันและความตื่นตะลึงไว้เบื้องหลัง ไม่มีใครรู้ว่าการปะทะฝีปากและอุบัติเหตุเล็กๆ กลางถนนในวันนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามประสาทและการชิงไหวชิงพริบระหว่างสตรีจากต่างยุคกับมังกรหนุ่มผู้เย็นชา
ขณะเดียวกัน หลินซีที่เดินห่างออกมาไกลแล้วกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก
“คุณหนู... เมื่อครู่ท่านช่างกล้าหาญยิ่งนัก แต่บ่าวกลัวว่าองค์รัชทายาทจะทรงผูกใจเจ็บนะเจ้าคะ” เสี่ยวเถาพูดไปหอบไป
หลินซีหัวเราะในลำคอเบาๆ “คนประเภทนั้นยิ่งเราวิ่งตาม เขายิ่งหนี ยิ่งเราเอาใจ เขายิ่งเหยียบย่ำ แต่ถ้าเราเมินเฉยและตอกหน้าเขาด้วยความจริง สัญชาตญาณนักล่าในตัวเขาจะทำงานเองแหละ เชื่อฉันสิ”
ประสบการณ์การอ่านคนมานับไม่ถ้วนในโลกธุรกิจยุค 90 สอนให้นางรู้ว่า ผู้ชายที่หยิ่งผยองและเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง มักจะพ่ายแพ้ให้กับสิ่งที่พวกเขา ‘ควบคุมไม่ได้’
“ช่างเรื่องบุรุษปากร้ายนั่นเถอะ ตอนนี้เป้าหมายของเราอยู่ตรงหน้าแล้ว”
หลินซีหยุดฝีเท้าลง นางเงยหน้าขึ้นมองป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรสีทองอร่ามที่แขวนอยู่เหนือประตูอาคารสามชั้นเบื้องหน้า
‘โรงรับจำนำว่านจิน’
รอยยิ้มการค้าแบบฉบับเจ๊ใหญ่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง หลินซีล้วงมือเข้าไปสัมผัสปิ่นทองคำในอกเสื้อ ก้าวเดินเข้าไปในโรงรับจำนำด้วยความมั่นใจ
สมรภูมิการเมืองในเรือนเพิ่งจะเริ่มต้น และทุนรอนก้อนแรกของนาง กำลังจะถูกแปรสภาพเป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุดในยุคโบราณแห่งนี้ เงินตรา... อำนาจที่แม้แต่ผียังต้องยอมโม่แป้งให้!
