บท
ตั้งค่า

บทที่ 3: กางบัญชีสินเดิม หนี้ก้อนแรกที่ต้องชำระ

แสงแดดยามสายเริ่มสาดส่องแรงขึ้น แต่ความร้อนรุ่มนั้นไม่อาจเทียบได้กับเพลิงโทสะที่เพิ่งมอดลงในเรือนหลัก เสิ่นหลินซีเดินกลับมาถึงเรือนท้ายจวนของตนเองด้วยท่วงท่าที่เปลี่ยนไปจากเดิม แผ่นหลังของนางตั้งตรง ฝีเท้าหนักแน่นมั่นคง ไร้ซึ่งคราบของคุณหนูผู้ขี้ขลาดหวาดกลัว

เพิ่งจะก้าวพ้นประตูเรือน ร่างเล็กๆ ของเด็กสาววัยสิบห้าปีก็ถลันเข้ามากอดขานางไว้แน่น เสียงร้องไห้โฮดังลั่นจนหลินซีต้องขมวดคิ้ว

“คุณหนูใหญ่ ท่านกลับมาแล้ว บ่าวได้ยินพวกบ่าวรับใช้คุยกันว่าท่านไปอาละวาดที่เรือนหลัก ซ้ำยังทำลายข้าวของจนนายท่านโกรธจัด บ่าวกลัวเหลือเกินเจ้าค่ะ กลัวว่าพวกเขาจะจับท่านไปโบยตีอีก”

เสี่ยวเถา สาวใช้คนสนิทเพียงคนเดียวที่ยังภักดีต่อร่างเดิม ร้องไห้จนดวงตาบวมเป่ง น้ำตาเปรอะเปื้อนกระโปรงตัวเก่าของหลินซีไปหมด

หลินซีถอนหายใจยาว นางก้มลงมองสาวใช้ที่ซื่อสัตย์แต่ขี้ขลาดผู้นี้ มือเรียวเอื้อมไปจับไหล่เสี่ยวเถาแล้วดึงให้ลุกขึ้นยืน

“หยุดร้องไห้ได้แล้วเสี่ยวเถา น้ำตาของเจ้าไม่ได้ช่วยให้ท้องเราอิ่ม หรือทำให้พวกคนพาลมันสงสารเราหรอกนะ” น้ำเสียงของหลินซีราบเรียบแต่มิได้ดุดัน

เสี่ยวเถาสะอึกสะอื้น พยายามกลั้นน้ำตาขณะเงยหน้ามองเจ้านาย นางสังเกตเห็นรอยแผลที่มุมปากของหลินซี มือเล็กๆ สั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะเบาๆ “คุณหนู เจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ บ่าวจะไปต้มยามาทาให้”

“แค่นี้ไม่ตายหรอก” หลินซีปัดมือสาวใช้เบาๆ “ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงจำคำของข้าไว้ให้ดี เสี่ยวเถา โลกใบนี้คนอ่อนแอย่อมตกเป็นเหยื่อ หากเจ้ามัวแต่ก้มหน้าร้องไห้ พวกมันก็จะยิ่งเหยียบย่ำเจ้าให้จมดิน ข้าจะไม่ยอมเป็นกระสอบทรายให้ใครระบายอารมณ์อีกแล้ว และเจ้า... ในฐานะคนของข้า ก็ต้องเลิกทำตัวเป็นเต่าหดหัวอยู่ในกระดองเสียที”

แววตาเด็ดเดี่ยวของเจ้านายทำให้เสี่ยวเถาชะงักไป เด็กสาวรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่ตรงหน้าเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน แต่ความเข้มแข็งนั้นกลับทำให้นางรู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด

“บ่าว... บ่าวจะพยายามเจ้าค่ะ”

“ดีมาก เริ่มจากเรื่องแรก” หลินซีพยักหน้าพอใจ “ไปหยิบท่อนเหล็กหรือก้อนหินใหญ่ๆ หลังเรือนมาให้ข้าที เรามีงานต้องทำ”

เสี่ยวเถาทำหน้างุนงงแต่ก็ยอมวิ่งไปหยิบท่อนฟืนเนื้อแข็งขนาดเหมาะมือมาให้ หลินซีรับมันมา ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องเก็บของเก่าๆ ที่อยู่ติดกับเรือนนอน ประตูไม้บานนั้นถูกคล้องด้วยแม่กุญแจทองเหลืองขึ้นสนิม ซึ่งหวังซื่อเป็นผู้ริบลูกกุญแจไปตั้งแต่หลายปีก่อน อ้างว่าจะช่วยเก็บรักษาสมบัติชิ้นสุดท้ายของมารดานางให้

“ถอยไป” หลินซีสั่งสั้นๆ

สาวใช้รีบถอยกรูด หลินซีง้างท่อนฟืนขึ้นสูง เล็งไปที่แม่กุญแจทองเหลืองแล้วฟาดลงไปเต็มแรง เสียงเหล็กกระทบไม้ดังสนั่นจนนกบนต้นไม้แตกตื่น ฟาดซ้ำอยู่สามสี่ครั้ง แม่กุญแจที่กินสนิมก็หลุดผึงตกลงพื้น

ประตูห้องเก็บของถูกผลักออก กลิ่นอับและฝุ่นผงฟุ้งกระจายจนทั้งสองคนต้องยกแขนเสื้อขึ้นปิดจมูก ภายในห้องมีเพียงหีบไม้เก่าๆ สองสามใบตั้งซ้อนกันอยู่ หลินซีเดินตรงไปยังหีบใบในสุด จัดการงัดแงะจนฝาหีบเปิดออก

ข้างในไม่มีสมบัติล้ำค่าหรือผ้าไหมเนื้อดี มีเพียงม้วนตำราเก่าและสมุดบัญชีปกสีน้ำเงินเข้มหลายสิบเล่มวางเรียงซ้อนกันอยู่ นี่คือบัญชีสินเดิมของบุตรสาวคหบดีแห่งเจียงหนานที่เคยยิ่งใหญ่

หลินซีหยิบสมุดบัญชีเล่มบนสุดขึ้นมาปัดฝุ่น เปิดหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบออกดู ดวงตาหงส์กวาดมองตัวเลขและตัวอักษรที่ถูกบันทึกไว้อย่างรวดเร็ว

สำหรับมือตบยุค 90 ที่เคยผ่านการทำเต็นท์รถมือสองและปล่อยกู้นอกระบบมาแล้ว การอ่านบัญชีถือเป็นทักษะพื้นฐานที่ฝังอยู่ในสายเลือด ตัวเลขพวกนี้หลอกตานางไม่ได้หรอก

“ยอดเยี่ยม... ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ” หลินซีพึมพำ มุมปากกระตุกยิ้มหยัน

“มีอะไรหรือเจ้าคะคุณหนู” เสี่ยวเถาชะโงกหน้าเข้ามาดูตัวอักษรยึกยือที่นางอ่านไม่ออก

“ก็บัญชีสกปรกของฮูหยินรองที่รักของพวกเราอย่างไรเล่า” หลินซีพลิกหน้ากระดาษไปมา นิ้วเรียวชี้ไปที่บรรทัดหนึ่ง “เจ้าดูนี่ ร้านขายผ้าไหมหงซิ่ว เป็นร้านที่แม่ข้าสร้างกำไรได้เดือนละไม่ต่ำกว่าห้าร้อยตำลึง แต่สามปีให้หลังมานี้ บัญชีกลับลงว่าขาดทุนทุกเดือน ซ้ำยังมีการเบิกเงินกองกลางไปหมุนเวียนแก้ไขปัญหา แต่ชื่อผู้จัดการร้านกลับเปลี่ยนจากหลงจู๊เก่าของแม่ข้า เป็นญาติฝั่งแม่ของหวังซื่อ”

หลินซีโยนสมุดบัญชีลงในหีบแล้วหยิบเล่มใหม่ขึ้นมาดู “นี่ก็ด้วย ที่ดินร้อยหมู่แถบชานเมือง ลงบันทึกว่าเกิดโรคระบาดในพืชผล ต้องขายทิ้งในราคาถูกแสนถูก แต่เงินที่ได้กลับไม่เคยเข้าคลังสินเดิม มันหายวับไปกับตา... หึ จับเสือมือเปล่ายังไม่พอ ยังสูบเลือดสูบเนื้อเจ้าของหนังเสืออีก ยัยป้าหวังซื่อคนนี้หน้าหนากว่ากำแพงเมืองเสียจริง ทำบัญชีปลอมได้หยาบโลนถึงเพียงนี้ คงคิดว่าไม่มีใครในจวนกล้าตรวจสอบนางสินะ”

แม้เสี่ยวเถาจะไม่เข้าใจเรื่องตัวเลข แต่นางก็พอจะเดาออกว่าเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น “แล้วเราจะทำอย่างไรดีเจ้าคะคุณหนู หลักฐานพวกนี้เราเอาไปฟ้องนายท่านได้หรือไม่”

“ฟ้องบิดาข้าน่ะหรือ” หลินซีแค่นเสียงหัวเราะ “เจ้าคิดว่าขุนนางหน้าบางที่หลับตาข้างหนึ่งปล่อยให้เมียน้อยฮุบสมบัติเมียหลวง จะยอมรับความจริงแล้วลงโทษคนของตัวเองหรือ ไม่มีทางหรอก ข้าไม่โง่เอาหลักฐานไปให้เขากำจัดทิ้งหรอกนะ”

หลินซีลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า สายตาหันไปมองคันฉ่องบานเล็กที่ตั้งอยู่มุมห้อง ความทรงจำหนึ่งแวบเข้ามาในหัว

เมื่อเช้าตอนที่อยู่เรือนหลัก นางจำได้ติดตาว่าบนเรือนผมที่ถูกเกล้าอย่างประณีตของเสิ่นเยว่ซิน มีปิ่นทองคำฝังทับทิมรูปหยดน้ำเสียบอยู่ ปิ่นชิ้นนั้นมีลวดลายดอกหมู่ตานที่วิจิตรบรรจง นางจำได้แม่นยำจากความทรงจำของร่างเดิม ว่ามันคือหนึ่งในเครื่องประดับชุดใหญ่ที่มารดานางมักสวมใส่ออกงาน

“เสี่ยวเถา ตอนนี้น้องรองของข้าอยู่ที่ใด”

สาวใช้ทำหน้านึกคิดก่อนจะตอบ “น่าจะอยู่ที่ศาลาริมสระบัวเจ้าค่ะ บ่าวเห็นชุยเอ๋อร์กับจูเอ๋อร์ยกขนมไปทางนั้นเมื่อครู่ คุณหนูรองคงไปนั่งพักผ่อนระงับอารมณ์”

“ระงับอารมณ์งั้นหรือ” หลินซียิ้มเย็น “งั้นเราก็ไปช่วยทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นกันเถอะ ไป เสี่ยวเถา ตามข้ามา”

ณ ศาลาริมสระบัวอันร่มรื่น สายลมพัดเอื่อยๆ นำพากลิ่นหอมของดอกบัวมาเตะจมูก แต่บรรยากาศภายในศาลากลับมาคุไปด้วยรังสีอำมหิต เสิ่นเยว่ซินนั่งหน้าหงิกงออยู่บนตั่งไม้สลักลาย กำลังใช้พัดผ้าไหมพัดวีอย่างหงุดหงิด ชุยเอ๋อร์และจูเอ๋อร์ยืนก้มหน้าตัวสั่นอยู่ด้านข้าง

“นังตัวดี นังสารเลว” เสิ่นเยว่ซินสบถด่าไม่หยุด ปาถ้วยชาชาเกลื่อนพื้น “มันกล้าดีอย่างไรถึงมาทำลายงานเลี้ยงมื้อเช้าของข้า ข้าอุตส่าห์แต่งตัวสวยงามรอรับประทานรังนกชั้นดี แต่มันกลับมาพังทุกอย่าง แถมท่านพี่ยังไม่ยอมลงโทษมันอีก”

“คุณหนูรองใจเย็นๆ ก่อนเถิดเจ้าค่ะ” จูเอ๋อร์พยายามปลอบใจ “อย่างไรเสีย คุณหนูใหญ่ก็เป็นเพียงสตรีไร้ค่า อีกไม่นานฮูหยินรองก็คงหาวิธีจัดการนางได้แน่”

“จัดการหรือ” เสียงหวานเจือความเย้ยหยันดังแทรกขึ้นมา ทำเอาทั้งสามคนในศาลาสะดุ้งสุดตัว

เสิ่นหลินซีก้าวเดินเข้ามาในศาลาอย่างเชื่องช้า สองมือไพล่หลัง ท่าทางสบายๆ ราวกับกำลังเดินเล่นชมสวน แต่สายตาที่ทอดมองมากลับคมกริบดุจใบมีด เสี่ยวเถาเดินตามมาติดๆ แม้จะยังหวาดกลัวอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นเจ้านายเดินยืดอก นางก็พยายามยืดหลังตาม

“เสิ่นหลินซี เจ้าเข้ามาทำไม ใครอนุญาตให้เจ้าเข้ามาในศาลานี้” เสิ่นเยว่ซินผุดลุกขึ้นชี้หน้าด่า กิริยาอ่อนช้อยแบบดอกบัวขาวปลิวหายไปกับสายลมเมื่ออยู่กันตามลำพัง

หลินซีไม่ตอบคำถามนั้น แต่นางเดินตรงดิ่งเข้าไปหาเสิ่นเยว่ซินอย่างรวดเร็ว บ่าวรับใช้สองคนพยายามจะเข้ามาขวาง แต่หลินซีเพียงแค่ปรายตามองด้วยสายตาอาฆาต ชุยเอ๋อร์ที่เพิ่งโดนกระเบื้องจี้คอเมื่อคืนถึงกับก้าวขาไม่ออก ถอยร่นไปหลบหลังเสา

“เจ้า... เจ้าจะทำอะไร” เสิ่นเยว่ซินเริ่มใจคอไม่ดีเมื่อเห็นพี่สาวเดินเข้ามาประชิดตัว

หลินซีหยุดยืนห่างจากน้องสาวเพียงหนึ่งช่วงแขน ดวงตาจดจ้องไปที่ปิ่นทองคำฝังทับทิมบนศีรษะของอีกฝ่าย

“ของสวยงามเช่นนี้ อยู่บนหัวที่เต็มไปด้วยความคิดสกปรก ช่างน่าเสียดายของจริงๆ”

“เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด นี่มันปิ่นของข้า ท่านแม่มอบให้ข้าเป็นของขวัญ...”

ไม่ทันที่เสิ่นเยว่ซินจะพูดจบ หลินซีก็ยื่นมือออกไปอย่างรวดเร็ว คว้าหมับเข้าที่ปิ่นทองคำชิ้นนั้นแล้วกระชากออกอย่างแรง

“โอ๊ย” เสิ่นเยว่ซินกรีดร้องลั่น ผมที่ถูกเกล้าไว้หลุดลุ่ยลงมาปรกหน้าปรกตา หนังศีรษะเจ็บแปลบจนน้ำตาร่วง นางยกมือกุมศีรษะ ถลึงตามองพี่สาวด้วยความแค้น “นังบ้า เจ้ากล้าดึงผมข้า ข้าจะฟ้องท่านแม่”

หลินซีหมุนปิ่นในมือเล่น แสงแดดสะท้อนทับทิมเม็ดงามจนเปล่งประกาย นางแค่นหัวเราะในลำคอ

“ไปฟ้องเลย จะฟ้องท่านพ่อ ฟ้องฮูหยินรอง หรือฟ้องฮ่องเต้ก็ตามสบาย แต่ก่อนจะไปฟ้อง ช่วยเบิกตาโตๆ แล้วดูตรงก้านปิ่นนี่ให้ดี”

หลินซีพลิกด้านหลังของปิ่นจ่อไปที่หน้าของน้องสาว ตรงก้านทองคำมีรอยสลักเล็กๆ ที่มองผ่านๆ แทบไม่เห็น เป็นตัวอักษรคำว่า ‘หลี่’ ซึ่งเป็นแซ่เดิมของมารดานาง

“เห็นชัดหรือไม่ นี่คือสัญลักษณ์ร้านช่างทองตระกูลหลี่ที่เมืองเจียงหนาน ซึ่งรับทำเครื่องประดับให้มารดาข้าแต่เพียงผู้เดียว ปิ่นชิ้นนี้อยู่ในรายการบัญชีสินเดิมหน้าที่สิบแปดบรรทัดที่สอง” หลินซีท่องจำรายละเอียดได้อย่างแม่นยำราวกับคอมพิวเตอร์ “ท่านแม่ของเจ้าคงหยิบของคนอื่นมาสวมใส่จนเคยตัว เลยลืมบอกเจ้าสินะ ว่าของที่ขโมยมา ท้ายที่สุดเจ้าของเขาก็ต้องมาทวงคืน”

เสิ่นเยว่ซินหน้าซีดเผือด นางไม่รู้เรื่องรอยสลักนี่มาก่อน รู้เพียงว่ามันสวยและดูมีราคาจึงร้องขอจากมารดา

“เอาคืนมานะ นั่นมันของข้า” น้องสาวต่างมารดาพยายามจะพุ่งเข้ามายื้อแย่ง

หลินซีเบี่ยงตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับยื่นเท้าออกไปขัดขาเสิ่นเยว่ซินอย่างแนบเนียน ร่างที่สวมชุดผ้าไหมราคาแพงสะดุดล้มหน้าคะมำลงกับพื้นศาลาอย่างหมดสภาพ เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นอีกระลอก

“ซุ่มซ่ามเสียจริงคุณหนูรอง ระวังหน่อยสิ พื้นศาลามันลื่น” หลินซียิ้มเยาะมุมปาก ก้มลงมองคนที่กองอยู่แทบเท้าด้วยสายตาสมเพช

“จำเอาไว้เสิ่นเยว่ซิน อะไรที่ไม่ใช่ของเจ้า อย่าสาระแนยื่นมือมาหยิบไปอีก เพราะคราวหน้า ข้าอาจจะไม่ได้ดึงแค่ปิ่น แต่อาจจะถอนผมเจ้าออกมาทั้งหนังหัวเลยก็ได้”

หลินซีเก็บปิ่นทองคำสอดเข้าในอกเสื้ออย่างมิดชิด หันไปพยักหน้าให้เสี่ยวเถาที่ยืนตาค้างอยู่

“ไปกันเถอะเสี่ยวเถา หมดเรื่องสนุกแล้ว”

“ค... คุณหนู เราจะไปไหนกันต่อหรือเจ้าคะ” สาวใช้รีบเดินตามเจ้านายออกมาจากศาลา ทิ้งให้คุณหนูรองกรีดร้องด่าทออยู่เบื้องหลัง

“ไปนอกจวนน่ะสิ” หลินซีตอบหน้าตาเฉย “ร่างกายข้ายังต้องการยาบำรุงอีกมาก เสื้อผ้าก็ต้องซื้อใหม่ ของหมั้นเก่าๆ พวกนี้เก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์ สู้เอาไปเปลี่ยนเป็นเงินตรามาต่อยอดดีกว่า”

“เปลี่ยนเป็นเงิน... คุณหนูจะเอาปิ่นของนายหญิงไปจำนำหรือเจ้าคะ” เสี่ยวเถาเบิกตากว้าง

“ไม่ใช่จำนำ แต่คือการระดมทุนต่างหาก” หลินซียิ้มกริ่ม นึกถึงร้านรับจำนำและกิจการเงินกู้ที่นางคุ้นเคยดีในชาติก่อน “ข้าจะทำให้ฮูหยินรองรู้ว่า การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด คือการริอ่านมาขโมยเงินของคนอย่างเสิ่นหลินซี”

สองนายบ่าวเดินลัดเลาะมุ่งหน้าสู่ประตูหลังของจวนราชครู โดยไม่รู้เลยว่าการก้าวเท้าออกจากเขตปลอดภัยในครั้งนี้ จะนำพาพวกนางไปสู่ความวุ่นวายครั้งใหญ่ และการพานพบกับบุรุษปากร้ายผู้หนึ่ง ที่จะเข้ามาพลิกผันชะตาชีวิตของมือตบยุค 90 ไปตลอดกาล

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel