บท
ตั้งค่า

บทที่ 2: มื้อเช้าสีเลือดและการทักทายแม่เลี้ยง

แสงเงินแสงทองจับขอบฟ้า รุ่งอรุณแห่งวันใหม่มาเยือนจวนราชครูเสิ่นพร้อมกับอากาศเย็นเยียบในยามเช้า

เสิ่นหลินซีลืมตาตื่นขึ้นมาตรู่ ร่างกายของนางยังคงร้าวระบมจากการถูกกลั่นแกล้งเมื่อวันวาน แต่จิตวิญญาณภายในกลับตื่นตัวเต็มที่ หญิงสาวยันตัวลุกจากเตียงไม้แข็งกระด้าง เดินไปตักน้ำในอ่างทองเหลืองบุบเบี้ยวมาล้างหน้าล้างตา คราบเขม่าและฝุ่นผงถูกชำระล้างออกไป เผยให้เห็นรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำที่มุมปากและโหนกแก้มอย่างชัดเจน

แทนที่จะหาวิธีปกปิดรอยแผลเหล่านั้น หลินซีกลับเลือกที่จะปล่อยมันไว้อย่างนั้น นางสวมชุดกระโปรงตัวเก่าสีซีดที่เนื้อผ้าหยาบกระด้างราวกับกระสอบ ขาดวิ่นตรงชายผ้าเล็กน้อย นี่คือชุดที่ดีที่สุดที่ฮูหยินรองเหลือไว้ให้คุณหนูใหญ่เช่นนาง

ก่อนออกจากเรือนซอมซ่อ หลินซีเดินไปที่ลานซักล้างด้านหลัง สายตาจดจ้องไปยังท่อนไม้เนื้อแข็งความยาวประมาณหนึ่งช่วงแขนที่บ่าวรับใช้มักใช้สำหรับหาบน้ำหรือทุบผ้า นางหยิบมันขึ้นมาเดาะในมือเพื่อทดสอบน้ำหนัก รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปาก

ได้เวลาไปทักทายครอบครัวแสนดีของนางแล้ว

ณ เรือนหลักของจวนราชครู บรรยากาศช่างแตกต่างจากเรือนท้ายจวนของหลินซีราวฟ้ากับเหว ภายในห้องโถงใหญ่โอ่อ่า กลิ่นหอมของกำยานชั้นดีลอยอวลผสมผสานกับกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารเช้าเลิศรส

บนโต๊ะไม้หอมตัวใหญ่เต็มไปด้วยโจ๊กรังนก ติ่มซำรูปดอกไม้ แป้งทอดไส้เนื้อ และกับข้าวสีสันน่ารับประทานอีกกว่าสิบอย่าง เสิ่นปั๋วเหวินนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ใบหน้าอิ่มเอิบเปี่ยมไปด้วยบารมีของขุนนางใหญ่ ข้างกายเขามีหวังซื่อ ฮูหยินรองที่แต่งกายด้วยผ้าไหมสอดดิ้นทองงดงาม กำลังคีบอาหารใส่ชามให้สามีอย่างเอาใจใส่ ถัดไปคือเสิ่นเยว่ซิน คุณหนูรองผู้มีใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา สวมปิ่นมุกระย้าที่เข้ากับชุดสีชมพูอ่อน ดูราวกับดอกบัวขาวที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

“ท่านพี่ รังนกถ้วยนี้ตุ๋นด้วยโสมคน ข้าสั่งให้คนครัวเคี่ยวตั้งแต่ยามซื่อเมื่อวาน ท่านรีบทานสิเจ้าคะ จะได้บำรุงกำลังก่อนเข้าวัง” หวังซื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

เสิ่นปั๋วเหวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่ก่อนที่ชามกระเบื้องเคลือบจะแตะริมฝีปาก เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงลากไม้เสียดสีกับพื้นหินก็ดังแว่วมาจากหน้าประตูโถง

บ่าวรับใช้หน้าประตูพยายามจะเข้าไปขวาง แต่เมื่อสบเข้ากับแววตาดุดันและท่อนไม้ในมือของสตรีผู้มาเยือน พวกเขาก็พากันก้าวถอยหลังด้วยความหวาดหวั่น ไม่มีใครกล้าส่งเสียงห้ามปราม

ปัง!

ประตูไม้แกะสลักถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนัง ทุกชีวิตในห้องโถงสะดุ้งสุดตัว เสิ่นปั๋วเหวินขมวดคิ้วแน่น หวังซื่อชะงักมือที่กำลังคีบอาหาร ส่วนเสิ่นเยว่ซินร้องอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ

เสิ่นหลินซีก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาอย่างเชื่องช้า แต่ละก้าวของนางมั่นคงและแฝงไปด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น ท่อนไม้ในมือถูกลากครูดไปกับพื้นจนเกิดเสียงบาดหู สภาพของนางที่สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อ ใบหน้าซีดเซียวแต่เต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ช่างขัดแย้งกับความหรูหราของห้องโถงแห่งนี้อย่างสิ้นเชิง

“หลินซี” หวังซื่อดึงสติกลับมาได้ก่อนใคร นางรีบปรับสีหน้าเป็นห่วงเป็นใย แสร้งลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “เจ้าฟื้นแล้วหรือ เมื่อคืนชุยเอ๋อร์มารายงานว่าเจ้าไข้ขึ้นสูง ข้าเป็นห่วงแทบแย่ กำลังคิดว่าจะให้คนไปตามหมอมาดูอาการเช้านี้พอดี เหตุใดจึงลุกมาเดินเพ่นพ่านทั้งที่ร่างกายยังไม่หายดีเล่า”

หลินซีแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ดวงตาหงส์ปรายมองมารดาเลี้ยงด้วยความสมเพช “เป็นห่วงแทบแย่หรือ ห่วงว่าข้าจะตายช้าไปน่ะสิไม่ว่า เมื่อคืนสุนัขรับใช้ของท่านเพิ่งจะบุกเข้าไปรื้อค้นใต้หมอนของข้า หวังจะขโมยปิ่นหยกของดูต่างหน้าชิ้นสุดท้ายของท่านแม่ข้าไปขาย นี่หรือคือความห่วงใยของฮูหยินรอง”

คำพูดตรงไปตรงมาของหลินซีทำเอาหวังซื่อหน้าถอดสี เสิ่นปั๋วเหวินตบโต๊ะดังปัง

“บังอาจ” ราชครูเฒ่าตวาดลั่น “เจ้าเสียสติไปแล้วหรือไร ถึงได้มาอาละวาดพูดจาเหลวไหลแต่เช้า มารดารองของเจ้าหวังดีดูแลเจ้ามาตลอด เจ้ากลับเนรคุณกล่าวหานาง ซ้ำยังถือไม้เข้ามาในเรือนหลัก กิริยาต่ำทรามเช่นนี้ใครสั่งใครสอนเจ้า”

“ใครสั่งสอนข้าหรือ” หลินซีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง ก้าวอาดๆ เข้าไปประชิดโต๊ะอาหาร “ก็คงเป็นคนที่นั่งหัวโด่ปล่อยให้เมียน้อยกดหัวลูกเมียหลวงกระมัง”

สิ้นคำพูดนั้น ความเงียบสงัดก็โรยตัวลงปกคลุมทั้งห้องโถง บ่าวไพร่รอบนอกพากันกลั้นหายใจ ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณหนูใหญ่ที่ปกติเอาแต่ก้มหน้ามุดดิน จะกล้าต่อปากต่อคำกับนายท่านด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้

เสิ่นปั๋วเหวินโกรธจนหนวดกระตุก นิ้วที่ชี้หน้าหลินซีสั่นเทา “เจ้า... นังลูกอกตัญญู”

หลินซีไม่สนใจอารมณ์โกรธของบิดา สายตาของนางกวาดมองอาหารเลิศรสบนโต๊ะทีละจาน ก่อนจะหยุดลงที่ชามโจ๊กรังนกตุ๋นโสมตรงหน้าเสิ่นเยว่ซิน

“อาหารเช้าของเรือนหลักช่างอุดมสมบูรณ์ยิ่งนัก รังนก โสมคน หูฉลาม...” หลินซีพึมพำเสียงเย็น “ในขณะที่คุณหนูใหญ่สายตรงอย่างข้า ต้องทนกินข้าวต้มผสมเศษดินกับผักดองที่ขึ้นรามานานนับปี เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เป็นเศษผ้าที่เหลือทิ้งจากเรือนรอง นี่หรือคือความหวังดีที่ท่านพูดถึง หวังซื่อ”

“พี่หญิง ท่านอย่าใส่ร้ายท่านแม่เลยนะเจ้าคะ” เสิ่นเยว่ซินเห็นมารดาเพลี่ยงพล้ำ จึงรีบงัดไม้ตายออกมาใช้ นางเบ้าตาแดงก่ำ น้ำตาเม็ดโตกลิ้งหล่นอาบแก้มราวกับไข่มุกขาดสาย “ท่านแม่จัดการจวนอย่างเป็นธรรมมาตลอด เป็นพี่หญิงเองที่มักจะเก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ยอมมารับเบี้ยหวัด และปฏิเสธเสื้อผ้าใหม่ที่ท่านแม่ส่งไปให้ เหตุใดวันนี้ท่านจึงมาทำลายบรรยากาศครอบครัวเช่นนี้”

หลินซีมองการแสดงระดับตุ๊กตาทองของน้องสาวแล้วแทบอยากจะปรบมือให้ในใจ ดอกบัวขาวตัวจริงมันต้องบีบน้ำตาสั่งได้แบบนี้สินะ

“อ้อ ข้าปฏิเสธเองอย่างนั้นหรือ” หลินซีพยักหน้าช้าๆ “ได้ ในเมื่อพวกท่านชอบพูดจาลิ้นสองแฉก ข้าก็จะทำให้เห็นว่าคนบ้าที่แท้จริงเขาทำกันอย่างไร”

พูดจบ หลินซีก็กระชับท่อนไม้ในมือแน่น นางเงื้อไม้ขึ้นสุดแขน ก่อนจะฟาดลงไปกลางโต๊ะอาหารอย่างสุดแรงเกิด

เพล้ง! โครม!

ไม้เนื้อแข็งปะทะเข้ากับชามโจ๊กรังนกและจานกระเบื้องเคลือบจนแตกกระจาย น้ำแกงร้อนจัดและเศษอาหารสาดกระเด็นไปทั่วทิศทาง เลอะเทอะชุดผ้าไหมราคาแพงของหวังซื่อและเสิ่นเยว่ซินจนหมดสภาพ เสิ่นปั๋วเหวินต้องกระโดดหลบเศษกระเบื้องที่บาดเข้าที่หลังมือจนเลือดซิบ

เสียงหวีดร้องของหวังซื่อและเสิ่นเยว่ซินดังก้องโถง บ่าวรับใช้ต่างแตกตื่นอลหม่าน แต่ไม่มีใครกล้าพุ่งเข้าไปจับตัวหลินซี เพราะหญิงสาวกำลังยืนตระหง่านอยู่กลางเศษซากอาหาร ปลายไม้พลองชี้ตรงไปยังหน้าของหวังซื่อ

“นังเด็กบ้า จับตัวนางไว้ โบยนางเดี๋ยวนี้” เสิ่นปั๋วเหวินตะโกนสั่งการด้วยความกราดเกรี้ยว ขีดสุดแห่งความอดทนของเขาขาดผึง

บ่าวชายร่างยักษ์สองคนกำลังจะพุ่งรวบตัวนาง แต่หลินซีกลับหัวเราะออกมาเสียงดัง เสียงหัวเราะนั้นทั้งเย็นเยียบและเสียดแทงจนบ่าวทั้งสองต้องชะงักเท้า

“เอาเลย เข้ามาจับข้าสิ โบยข้าให้ตายตรงนี้เลยก็ได้” หลินซียืดอกขึ้น ดวงตาเบิกกว้างท้าทาย “แต่จำเอาไว้ให้ดี ท่านราชครูเสิ่น หากข้าก้าวออกจากโถงนี้ไปพร้อมรอยแผลแม้แต่รอยเดียว ข้าจะเดินตรงไปที่หน้าประตูจวน ร้องตะโกนให้ชาวบ้านร้านตลาดและบัณฑิตทั้งเมืองหลวงได้รับรู้ ว่าท่านราชครูผู้ทรงเกียรติ ผู้คอยพร่ำสอนจริยธรรมให้องค์รัชทายาท แท้จริงแล้วหลังบ้านเน่าเฟะเพียงใด”

เสิ่นปั๋วเหวินชะงักกึก คำว่า ‘ชื่อเสียง’ และ ‘หน้าตา’ คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของขุนนางผู้นี้

หลินซีเห็นจังหวะจึงรุกฆาตต่อทันที “ข้าจะป่าวประกาศให้ทั่ว ว่าท่านปล่อยให้เมียน้อยที่เคยเป็นแค่บ่าวล้างเท้า ยักยอกสมบัติสินเดิมของเมียหลวงไปปรนเปรอลูกสาวตัวเอง ปล่อยให้บ่าวไพร่เหยียบย่ำคุณหนูใหญ่จนป่วยเจ็บปางตาย ลองคิดดูสิว่าหากเรื่องนี้ไปถึงหูสำนักตรวจการ ขุนนางฝั่งตรงข้ามท่านจะเขียนฎีกาถวายฮ่องเต้กี่ฉบับ หน้ากากคนดีของท่านจะถูกกระชากออกมาเหยียบย่ำกลางท้องพระโรงอย่างไร”

“เจ้า... เจ้ากล้าขู่ข้าหรือ” เสิ่นปั๋วเหวินกัดฟันกรอด ใบหน้าของเขาเปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเขียวคล้ำ สองมือสั่นสะท้านด้วยความโกรธที่ไม่อาจระบายออก

“ข้าไม่ได้ขู่ ข้าแค่พูดความจริง” หลินซีลดไม้พลองลง กระแทกปลายไม้ลงกับพื้นหินเสียงดังทึบ “และท่านก็รู้ดีว่าคนอย่างข้าในตอนนี้ ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว ตายไปก็แค่เหลือแต่ชื่อ แต่ท่านสิ ตำแหน่งราชครูที่อุตส่าห์ปีนป่ายขึ้นมา ท่านยอมแลกมันกับการปกป้องสตรีร้ายกาจสองแม่ลูกนี่หรือ”

บรรยากาศในห้องตึงเครียดจนแทบจะบีบคั้นคอคน หวังซื่อเห็นท่าไม่ดี นางรู้ดีว่าสามีของนางรักอนาคตและหน้าตาของตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด หากปล่อยให้หลินซีอาละวาดต่อไป ภัยต้องมาถึงตัวนางแน่

“ท่านพี่... อย่าโกรธไปเลยเจ้าค่ะ หลินซีคงจะป่วยหนักจนเลอะเลือนไปชั่วขณะ ข้าผิดเองที่ดูแลนางไม่ดีพอ” หวังซื่อรีบคุกเข่าลงกับพื้น หยดน้ำตาเสแสร้งร่วงเผาะ “หลินซี เจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกแม่รองมาเถิด อย่าทำให้บิดาของเจ้าต้องลำบากใจเลย”

หลินซีปรายตามองหญิงวัยกลางคนที่กำลังแสดงงิ้วบทโศกด้วยสายตาเหยียดหยาม

“หนึ่ง” หลินซีชูนิ้วขึ้นมา “ข้าต้องการอาหารสามมื้อที่ปรุงสุกใหม่ สี่กับหนึ่งซุปทุกมื้อ ตามระเบียบที่คุณหนูใหญ่สายตรงพึงได้รับ และต้องส่งไปให้ตรงเวลา ห้ามขาดห้ามเกิน”

“สอง” นิ้วที่สองถูกชูขึ้น “เงินเบี้ยหวัดรายเดือนของข้าที่ถูกระงับไปสามปี รวมเป็นเงินเท่าใด ห้ามตกหล่นแม้แต่อีแปะเดียว ให้นำมาส่งที่เรือนข้าภายในเย็นนี้”

“สาม” หลินซีกวาดสายตามองหน้าทุกคนในโถง “ห้ามบ่าวไพร่หน้าไหนก้าวเข้าไปในเรือนของข้าโดยไม่ได้รับอนุญาต หากข้าจับได้ว่ามีหมาตัวไหนไปป้วนเปี้ยน ข้าจะตีให้ขาหักแล้วโยนออกมา”

เสิ่นปั๋วเหวินสูดหายใจลึก เขาหลับตาลงเพื่อระงับความโกรธ ก่อนจะลืมตาขึ้นมองลูกสาวที่เหมือนกลายเป็นคนแปลกหน้าไปแล้ว

“ได้... ตามใจเจ้า” เสิ่นปั๋วเหวินเค้นเสียงผ่านไรฟัน หันไปตวาดใส่หวังซื่อ “เจ้าจัดการตามที่นางขอ ห้ามขาดตกบกพร่อง แล้วอย่าให้เกิดเรื่องน่าอายเช่นนี้ขึ้นอีกในจวนของข้า”

กล่าวจบ ราชครูเฒ่าก็สะบัดแขนเสื้อ เดินกระแทกเท้าตึงตังออกจากห้องโถงไปโดยไม่หันกลับมามองใครอีก เขาหมดอารมณ์จะกินอาหารหรือพูดคุยกับใครทั้งสิ้น

หวังซื่อค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้น ใบหน้าที่เคยยิ้มแย้มอ่อนหวานบัดนี้บิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้น นางจ้องมองหลินซีราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ส่วนเสิ่นเยว่ซินได้แต่ยืนตัวสั่น หลบอยู่ด้านหลังมารดา ไม่กล้าแม้แต่จะสบตาพี่สาวต่างมารดา

“เจ้าเก่งนักนะหลินซี” หวังซื่อกระซิบเสียงลอดไรฟัน “ปีกกล้าขาแข็งขึ้นมา คิดว่าจะเอาชนะข้าได้หรือ อยู่จวนนี้มาสิบปี เจ้าคิดว่าอำนาจในมือข้าเป็นของเล่นหรืออย่างไร”

หลินซีคลี่ยิ้มบางเบา เป็นยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา นางยกมือขึ้นจัดคอเสื้อที่ยับย่นของตนเองให้เข้าที่อย่างใจเย็น

“อำนาจของท่านก็แค่ภาพลวงตาที่ใช้เงินของแม่ข้าสร้างขึ้นมาทั้งนั้น” หลินซีตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น “ข้ามาวันนี้ แค่มาทวงของว่างเรียกน้ำย่อยเท่านั้น ของจริงมันเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ฮูหยินรอง... เตรียมตัวรับมือให้ดีล่ะ เพราะบัญชีสินเดิมของแม่ข้า ทุกหน้า ทุกบรรทัด ข้าจะทวงคืนมาทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย”

หลินซีหันหลังกลับ ลากไม้พลองครูดไปกับพื้นอีกครั้ง เดินแหวกวงล้อมของบ่าวรับใช้ที่รีบหลีกทางให้อย่างรวดเร็ว นางก้าวเดินออกจากเรือนหลักด้วยแผ่นหลังที่ตั้งตรง ทิ้งให้ความวินาศสันตะโรและรอยแค้นฝังลึกไว้เบื้องหลัง

แสงแดดยามสายสาดส่องกระทบใบหน้า หลินซีสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าปอดลึกๆ ความเจ็บปวดทางร่างกายยังคงอยู่ แต่ความสะใจที่ได้ปลดปล่อยความอัดอั้นของร่างเดิมนั้นคุ้มค่าเหนือสิ่งอื่นใด

นี่แค่จุดเริ่มต้น วันนี้นางได้สิทธิ์ขั้นพื้นฐานคืนมาแล้ว พรุ่งนี้เป้าหมายต่อไปคือการชำระล้างบัญชีสกปรกในจวน เจ๊ใหญ่ยุค 90 อย่างนาง จะสอนให้คนพวกนี้รู้ซึ้งถึงคำว่า ‘ล้มละลาย’ อย่างแท้จริงเป็นเช่นไร

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel