บท
ตั้งค่า

บทที่ห้า นางซู

เฉินอวิ๋นซีกำลังตักน้ำจากลำธารเป็นรอบสุดท้ายเพราะถังไม้เก็บน้ำใกล้จะเต็มครั้นจังหวะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังแหลมขึ้นจากด้านหลัง

“ว้าย!”

เสียงหวีดร้องดังลั่นจนเฉินอวิ๋นซีสะดุ้ง มือที่ถือถังอยู่ชะงัก น้ำกระฉอกกระเด็นเล็กน้อย นางเงยหน้าขึ้นทันที สัญชาตญาณระแวดระวังตื่นตัวโดยไม่ต้องคิด

มีสตรีคนหนึ่งยืนตัวแข็งอยู่ไม่ไกล มือกุมอก หายใจหอบแรง ใบหน้าซีดเผือด ดวงตาเบิกกว้างจ้องมาทางนางราวกับเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น

“ผี...ผีหลอก”

เฉินอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยก่อนจะยืนตัวตรง ปล่อยให้สตรีตรงหน้ามองให้ชัดถนัดตา อีกฝ่ายเหมือนเพิ่งได้สติ นางกะพริบตาถี่ ๆ ยื่นหน้าเข้ามาอีกนิด ลูบอกตัวเองแรง ๆ เหมือนกำลังข่มความตกใจ ก่อนจะอ้าปากค้าง

“เอ๊ะ…ไม่ใช่ผีนี่…เจ้า...เฉินอวิ๋นซีมิใช่หรือ”

“...”

เฉินอวิ๋นซีมองอีกฝ่ายอย่างนิ่ง ๆ ไม่ได้ตอบรับในทันที

สตรีผู้นั้นอายุราวสี่สิบกว่า รูปร่างอวบเล็กน้อย เสื้อผ้าชาวบ้านสะอาดพอสมควร สีหน้าตื่นตกใจปนกระอักกระอ่วน เมื่อมองให้ชัดแล้วก็ถอนหายใจแรงอีกครั้งหนึ่ง

“เจ้าทำเอาข้าตกใจแทบตาย ข้านึกว่า…”

นางหยุดคำพูดกลางคัน สายตาเลื่อนไปมองใบหน้าของเฉินอวิ๋นซีอย่างละเอียด ครึ่งซ้ายที่เคยถูกผ้าคลุมปิดบังเพราะมีบาดแผลน่ากลัวบนหน้าทั้งแถบ บัดนี้เปิดเผยให้เห็นชัดเจนสะท้อนกับแสงแดด

ไม่มีผ้าโพกหน้า ไม่มีการหลบสายตา ไม่มีท่าทีอับอายเช่นที่ผ่านมา

“ยายหลันซื่อ”

และคนตรงหน้าก็ไม่ใช่ใครอื่น นางคือหนึ่งในญาติฝ่ายมารดาของร่างนี้ นางซู…หรือหากเรียกตามนามเต็มคือ หลิวหลันซื่อมารดาของซูเหม่ยอิงมารดาร่างนี้ผู้ล่วงลับไปแล้ว

ความจริงแล้วหมู่บ้านตงหลินแห่งนี้คือที่ตั้งของตระกูลซูอันเป็นบ้านเกิดของมารดาเฉินอวิ๋นซีก่อนออกเรือนไปอยู่สุขสบายที่ตระกูลเฉิน

เฉินอวิ๋นซีจ้องมองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ ความทรงจำเก่าหลั่งไหลขึ้นมาอย่างเงียบงัน ทั้งคำพูดที่ไม่เคยอ่อนโยน สายตาที่เต็มไปด้วยความเวทนาและเว้นระยะห่าง ตลอดห้าปีที่ผ่านมา ญาติฝ่ายนี้ไม่เคยยื่นมือช่วยเหลือมากไปกว่าคำพูดห่วงใยลอย ๆ สองสามประโยค

นางขยับริมฝีปากเล็กน้อย “ข้าเองมิใช่ผีสางที่ไหน”

หลิวหลันซื่อยังคงจ้องมองนางอย่างไม่วางตาก่อนจะขยับเข้ามาใกล้อีกนิด หยุดฝีเท้าไว้ราวกับมีเส้นแบ่งที่มองไม่เห็นกั้นอยู่ นางยกมือขึ้นลูบอกตัวเองอีกครั้ง แล้วจึงเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้ดูปกติ แต่สายตากลับหลบเลี่ยง ไม่กล้ามองใบหน้าครึ่งซ้ายของเฉินอวิ๋นซีตรง ๆ

“วันนี้…ไยเจ้าจึงไม่โพกผ้าปิดหน้าเล่า” คำถามนั้นตามมาด้วยการถอนหายใจยาว เหมือนคนที่กำลังลำบากใจอย่างยิ่ง “มิกลัวใครมาเห็นแล้วตกใจขึ้นมาหรือ หากทำให้คนอื่นหวาดผวาจนสลบจะทำเช่นไร”

เฉินอวิ๋นซีฟังจบก็เพียงตอบกลับสั้น ๆ น้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ได้ใส่อารมณ์ใดลงไป “ข้าร้อน”

คำตอบนั้นทำให้หลิวหลันซื่อชะงักไปเล็กน้อย ราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาเช่นนี้ นางเม้มริมฝีปาก ก่อนจะทำท่าทางของผู้อาวุโสที่กำลังจะเอ่ยสั่งสอน

“เจ้าก็ช่าง…เป็นสตรี ต่อให้ลำบากเพียงใดก็ยังต้องรู้จักรักษาหน้าตาเอาไว้บ้าง ไม่ใช่ปล่อยปละเช่นนี้…” นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่เหมือนหวังดี แต่กลับแฝงถ้อยคำเสียดแทง “ไม่รักษาใบหน้าตัวเองก็นึกถึงลูกทั้งสองของเจ้า ไม่กลัวพวกเขาอับอายหรือ หากโตขึ้นไปใครจะกล้าเข้าใกล้ หากมีมารดาหน้าตาเช่นนี้”

คำพูดนั้นเหมือนโยนความอับอายทั้งหมดไปให้เด็กน้อยทั้งสอง ทั้งที่ในความเป็นจริง คนที่รู้สึกอายกลับไม่ใช่ใครอื่น

หากเป็นหลิวหลันซื่อเอง

คำพูดไร้สาระเช่นนี้ นางไม่มีความจำเป็นต้องเสียเวลาฟังด้วยซ้ำ

“เรื่องของข้าและครอบครัวข้า มิรบกวนผู้อื่นมายุ่ง” เฉินอวิ๋นซีกล่าวเสียงเรียบ มือจับหูถังน้ำแน่น ก่อนจะยกขึ้นอย่างมั่นคง สายตาไม่ได้หันกลับไปมองอีกฝ่าย “หากไม่มีเรื่องใดสำคัญ ข้าขอตัวก่อน”

เพียงเท่านั้นนางยกน้ำเดินผ่านไปโดยไม่หันกลับมาแม้แต่น้อย ปล่อยให้สตรีผู้อาวุโสยืนอยู่ตรงนั้นกับความรู้สึกกระอักกระอ่วนที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยออกมา

ในหัวของเฉินอวิ๋นซี มีเพียงเรื่องปากท้องของครอบครัว และเรื่องการอยู่รอดและพลิกฟื้นควาเป็นอยู่ย่ำแย่ในเวลา ไม่เหลือพื้นที่ให้ความอายที่ไม่ใช่ของนางอีกต่อไปแล้ว

เฉินอวิ๋นซีเดินกลับมาถึงบ้านหลังน้อย นางวางถังลงข้างเรือน ยังไม่ทันได้พักหายใจดีนักก็เอ่ยสิ่งที่ตนเองคิดกับหญิงชราฟางซู่ฉินที่เดินเข้ามาหาพอดี

“ข้าจะเข้าไปล่าสัตว์ในป่ามาทำอาหารนะเจ้าคะท่านยาย”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งฟางซู่ฉินและเด็กแฝดสะดุ้งพร้อมกัน ฟางซู่ฉินรีบส่ายหน้าอย่างแรง สีหน้าตื่นตกใจชัดเจน

“ไม่ได้เด็ดขาด ป่าชิงหลินอันตราย สัตว์ร้ายมีมาก เจ้าเพิ่งรอดกลับมา จะเข้าไปอีกทำไม”

ส่วนเฉินจิ่งอวี้ขยับเข้ามาจับชายเสื้อมารดาแน่น ดวงตาโตสั่นระริก ส่วนเฉินจิ่งเหยียนแม้ไม่พูดอะไร แต่แววตาก็เต็มไปด้วยความกังวล

“ท่านแม่ อย่าไปเลย” เด็กหญิงเอ่ยเสียงเบา

เฉินอวิ๋นซีมองภาพตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง ก่อนจะย่อตัวลงเล็กน้อย “ไม่ไป เราก็ไม่มีอะไรกิน ไม่ต้องเป็นห่วงข้าไม่เข้าไปลึกหรอก แค่เดินรอบนอกพอหาอาหารได้เท่านั้น”

ฟางซู่ฉินยังคงส่ายหน้า พยายามจะพูดห้ามอีกหลายประโยค ทว่าครั้งนี้ เฉินอวิ๋นซีไม่ได้ลังเลเหมือนก่อน นางลุกขึ้นยืน หยิบอุปกรณ์ที่จำเป็นเก็บมันอย่างแนบเนียนไว้กับตัว

“ข้าจะกลับมาอย่างแน่นอน”

นางพูดเพียงเท่านั้นcล้วหันหลังเดินจากไปเนื่องจากไม่มีใครห้ามนางได้จริง ๆ

เฉินอวิ๋นซีเลือกออกจากบ้านทางด้านหลัง เรือนของนางอยู่เกือบท้ายหมู่บ้านอยู่แล้ว ทางเข้าป่าจึงอยู่ไม่ไกลนัก เป็นทางแคบ ๆ ที่ถูกพุ่มไม้บังไว้พอสมควร หากไม่ตั้งใจสังเกตก็แทบมองไม่เห็น

ดีแล้ว

นางไม่อยากให้ชาวบ้านเห็นว่าตนเองเปลี่ยนไปเร็วเกินไป หากวันนี้พวกเขาเห็นสตรีที่เคยซูบเซียว เก็บตัว และไม่กล้าออกจากบ้าน เดินเข้าป่าพร้อมมีดในมือ คงได้มีข่าวลือเรื่องนางถูกผีเข้าตามมาอีกแน่

เฉินอวิ๋นซีเดินหายเข้าไปในแนวป่าอย่างเงียบเชียบ

เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม

ขณะฟางซู่ฉินเริ่มกระสับกระส่าย เด็กแฝดสองคนเริ่มนั่งไม่ติด เสียงฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลังบ้าน

เฉินอวิ๋นซีกลับมาแล้ว

นางเดินออกมาจากพุ่มไม้ สีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แต่ในมือกลับถือของที่ทำให้ทุกคนตะลึงคือ กระต่ายป่าสามตัวถูกมัดรวมกันอย่างเรียบร้อย ไก่ป่าอีกสองตัวห้อยอยู่ข้างกัน ยังสดใหม่ เลือดหยดลงพื้นดินเป็นทางจาง ๆ

ฟางซู่ฉินอ้าปากค้าง ทันทีที่เฉินอวิ๋นซีวางสัตว์ป่าลง เด็กแฝดทั้งสองก็วิ่งเข้ามาแทบจะพร้อมกัน

ดวงตาเล็ก ๆ เป็นประกายวาว มองเนื้อกระต่ายและไก่ป่าราวกับเห็นของล้ำค่า เฉินจิ่งอวี้ถึงกับเงยหน้าขึ้นมองมารดาอย่างตื่นเต้น ส่วนเฉินจิ่งเหยียนแม้จะพยายามเก็บอาการ แต่แววตาที่จับจ้องไม่วางก็เผยความรู้สึกได้ชัดเจนไม่แพ้กัน

ตั้งแต่จำความได้ ทั้งสองไม่เคยกินเนื้อสัตว์มาก่อนเลย นอกจากช่วงเทศกาลปีใหม่หรือเทศกาลสำคัญที่บ้านอื่นเชือดหมูเชือดไก่ พวกเขาได้เพียงมองจากไกล ๆ บางครั้งก็ได้รับแจกเศษเนื้อมานิดหน่อย แต่ไม่เคยได้กินอย่างเต็มปากเต็มคำเช่นนี้มาก่อน

เด็กทั้งสองเผลอหัวเราะออกมาอย่างดีใจ ก่อนจะรีบเกาะแข้งเกาะขาฟางซู่ฉิน ช่วยกันลาก ช่วยกันถือ ช่วยกันวิ่งเข้าไปในครัวเล็ก ๆ หลังบ้านอย่างขะมักเขม้น ราวกับกลัวว่าเนื้อเหล่านั้นจะหายไปหากช้าไปเพียงก้าวเดียว

เฉินอวิ๋นซีมองภาพนั้นอยู่เงียบ ๆ ไม่ได้เข้าไปช่วย

ไม่ใช่เพราะไม่อยาก หากแต่เพราะทำไม่เป็นจริง ๆ

ตั้งแต่ชาติที่แล้ว นางเป็นคนที่ชอบกินของอร่อยอย่างเดียว ไม่เคยคิดจะลงมือทำอาหารด้วยตนเอง ห้องครัวจึงไม่เคยเป็นพื้นที่ของนาง

“นี่คงพอกินได้หลายวัน ฝากยายเอาไปเก็บรักษาด้วยนะ”

น้ำเสียงของนางเรียบง่ายราวกับพูดถึงการเก็บฟืน ไม่ใช่การเข้าไปล่าสัตว์ในป่าที่ใคร ๆ ก็หวาดกลัว

“ได้สิ เจ้ารอกินมื้อเย็นได้เลย”

ฟางซู่ฉินมองหลานสาวตรงหน้าอย่างไม่อาจพูดอะไรออกมาได้อีก คราวนี้ไม่ใช่เพราะห่วงเพียงอย่างเดียว หากแต่เริ่มมีคำถามผุดขึ้นมาในใจ

เฉินอวิ๋นซีคนนี้…ไม่เหมือนคนเดิมแล้วจริง ๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel