บทที่หก พ่อค้าหาบเร่
มื้อเย็นวันนั้นทั้งสี่คนนั่งล้อมวงกันอยู่ในครัวเล็ก ๆ แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างได้เพียงพอให้เห็นหน้ากันชัดเจน กลิ่นอาหารลอยอบอวลจาง ๆ ไม่ได้หอมหวือหวา หากแต่เป็นกลิ่นเรียบง่ายของเนื้อต้มกับผักต้ม
แม้จะได้สัตว์มาหลายตัวแต่ไม่มีใครคิดจะกินอย่างฟุ่มเฟือย ฟางซู่ฉินจัดการแบ่งเนื้อออกเป็นส่วน ๆ เหลือไว้ให้พอกินได้อย่างน้อยสามวัน เนื้อที่อยู่ในชามจึงมีไม่มากนัก เพิ่มด้วยผักต้มพื้นบ้านที่หาได้ง่ายในละแวกนี้
สำหรับเด็กแฝดนี่กลับเป็นมื้ออาหารที่ดีที่สุดตั้งแต่พวกเขาจำความได้
เฉินจิ่งอวี้กินอย่างเอร็ดอร่อย แก้มเล็กพองขึ้นเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายทุกครั้งที่ได้คีบเนื้อเข้าปาก เฉินจิ่งเหยียนแม้จะไม่แสดงออกมาก แต่ก็ไม่หยุดตะเกียบ ร่างเล็กนั่งหลังตรง กินช้า ๆ แต่ตั้งใจ ราวกับกลัวว่าเนื้อจะหมดเสียก่อน
ฟางซู่ฉินเองก็กินด้วยสีหน้าผ่อนคลายกว่าทุกวัน เหมือนได้วางความกังวลลงชั่วคราว
มีเพียงเฉินอวิ๋นซีเท่านั้นที่กินเข้าไปอย่างเงียบ ๆ นางคีบเนื้อเข้าปาก เคี้ยวเชื่องช้าสีหน้าไม่เปลี่ยน ทว่าภายในกลับรู้สึกฝืนเล็กน้อย รสชาติของอาหารนั้น…จืดสนิท แทบไม่มีอะไรนอกจากรสเนื้อจาง ๆ ที่พอช่วยให้กลืนลงได้ง่ายกว่าผักต้มเฉย ๆ และอีกหนึ่งรสที่รับรู้ได้ชัดเจนคือรสเค็ม
เค็มแบบตรงไปตรงมา เค็มแบบไม่มีอะไรซับซ้อน
นางกินจนหมดชามโดยไม่พูดอะไร จนเมื่อทุกคนวางตะเกียบลงแล้วจึงเอ่ยขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
“ท่านยายเหตุใดรสชาติถึงได้จืดเช่นนี้หรือ ในครัวไม่มีซีอิ๊ว น้ำส้มหรือเต้าเจี้ยวรึ”
ฟางซู่ฉินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มเจื่อน ๆ “พวกเราไม่มีเงินพอซื้อเครื่องปรุงดี ๆ อย่างนั้นหรอกหลานเอ๋ย”
ขนาดเครื่องปรุงพื้นฐานยังไม่มี
หญิงชราหันไปมองมุมครัวที่วางถุงผ้าเล็ก ๆ ใบหนึ่ง “ตอนนี้ในครัว…มีเพียงเกลือครึ่งไหเท่านั้น”
คำตอบนั้นเรียบง่าย ไม่มีการบ่น ไม่มีการอธิบายยืดยาว แต่กลับทำให้เฉินอวิ๋นซีเงียบไปครู่หนึ่ง นางกวาดตามองครัวเล็ก ๆ อีกครั้ง มองหม้อดินเก่า มองถ้วยชามที่ร้าวเล็กน้อย และมองเด็กแฝดที่ยังดูพอใจเพียงแค่ได้กินอิ่มท้อง
ทว่าไม่ใช่กับอดีตนักฆ่าที่ทำงานได้เงินมาก แต่ละมื้อในชาติที่แล้วของนางคือการสั่งร้านอาหารร้านดังมานั่งกิน
ในใจของนาง ความคิดหนึ่งค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น บางที่แค่ล่าสัตว์เท่านั้นคงไม่พอ ไม่ว่าจะยุคไหนเรื่องเงินก็สำคัญอันดับต้นเสมอ
เฉินอวิ๋นซีนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพดังเดิม “ปกติแล้ว พวกเครื่องปรุงต้องไปซื้อจากที่ไหนหรือยาย”
ฟางซู่ฉินถอนหายใจเบา ๆ เหมือนคำถามนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับนาง “ต้องไปซื้อจากในตัวเมือง ชาวบ้านอย่างพวกเราเดินทางเองไม่ได้หรอก ไกลเกินไป แถมอันตรายอีก หากมีเงินแล้วอยากได้สามารถเอาเงินกับเขียนรายการของที่อยากได้ฝากไว้กับผู้ใหญ่บ้าน รอเขาเข้าเมือง ซึ่งมันนาน ๆ ทีเขาถึงจะไปทำธุระ พอไปก็จะซื้อกลับมาให้”
เฉินอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “นานขนาดไหนหรือ”
ฟางซู่ฉินพยักหน้า “บางทีก็หลายเดือนถึงจะเดินทางลงไปที”
นางเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่ออย่างใจเย็น “แล้วของที่ซื้อจากตัวเมืองตั้งหลายอย่าง ปกติพวกชาวบ้านฝากผู้ใหญ่บ้านซื้อกันตลอดหรือ”
คำถามนี้ทำให้ฟางซู่ฉินชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าหญิงชราหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด “เมื่อปีก่อน…ไม่ใช่เช่นนี้ หมู่บ้านเราเคยมีพ่อค้าหาบเร่อยู่หนึ่งคน เขาจะเดินทางเข้าออกเมืองเป็นประจำแทบจะทุกสิบวัน นำของจากตัวเมืองมาขายแลกเปลี่ยนกับของป่าบ้าง เงินบ้าง ชาวบ้านก็พอได้พึ่งพาเขา”
นางถอนหายใจยาว “แต่น่าเสียดาย เขาโชคร้าย…ตายไปแล้ว”
เฉินอวิ๋นซีขมวดคิ้ว “ตายอย่างไร”
ฟางซู่ฉินยกมือชี้ไปทางด้านหลังบ้าน พลางเอ่ยเสียงเรียบ
“เจ้าเห็นบ้านร้างถัดจากบ้านเราไปไม่ไกลลังหรือไม่ นั่นแหละ บ้านของเขา เขาตายตอนเดินทางลงไปตัวเมือง เพื่อซื้อของมาขายให้ชาวบ้านและนำของจากชาวบ้านไปขายให้”
เฉินอวิ๋นซีพยักหน้าเข้าใจ “อ๋อ บ้านหลังนั้นเอง ข้าว่าจะถามท่านยายอยู่ว่าเป็นบ้านใคร”
ฟางซู่ฉินถอนหายใจยาว น้ำเสียงแฝงความเสียดาย “ขนาดพ่อค้าหาบเร่ที่ชำนาญทางยังมีวันพลาดระหว่างเดินทางลงเขาเลย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่หลังจากนั้น จะไม่มีใครกล้าประกอบอาชีพนี้ในหมู่บ้านเราอีกเลย”
เฉินอวิ๋นซีเงียบไป ไม่ได้พูดอะไร แต่แววตานิ่งสงบเหมือนกำลังครุ่นคิดบางอย่าง
เสียงเล็ก ๆ ของเด็กหญิงดังขึ้นมาขัดบรรยากาศ “เสียดายนะเจ้าคะท่านแม่ หากยังมีพ่อค้าหาบเร่ พวกเราก็เอาเนื้อไปขายแลกข้าวเม็ด ๆ มากินกันได้” เด็กน้อยพูดอย่างไร้เดียงสา ก่อนจะยิ้มตาหยี มือเล็กตบพุงตัวเองแปะ ๆ “แต่แค่นี้ก็พอแล้ว อวิ๋นเอ๋อร์อิ่มมาก”
คำพูดเล่น ๆ ที่ไม่ได้คิดอะไรของเฉินจิ่งอวี้ กลับทำให้ใครบางคนหยุดความคิดลงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเริ่มเรียบเรียงสิ่งต่าง ๆ ในหัวอย่างเป็นระบบ บ้านร้าง พ่อค้าหาบเร่ และเส้นทางเข้าเมืองที่อันตราย
“แสดงว่าตอนนี้ หมู่บ้านของเราไร้คนทำหน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลางใช่หรือไม่เจ้าคะ...ข้าหมายถึงพ่อค้าหาบเร่”
ฟางซู่ฉินพยักหน้า “ใช่น่ะสิ แม้มีเงินก็ยากจะซื้อของใช้หรือเครื่องปรุง ผู้ใหญ่บ้านจะลงไปตัวเมืองก็นานเหลือเกิน ชาวบ้านหลายคนฝากซื้อแล้วไม่ได้ของ จนท้อไปในที่สุด” นางมองหลานสาวเล็กน้อย “ถามทำไมรึ ซีเอ๋อร์”
เฉินอวิ๋นซียิ้มบาง “ไม่มีอันใดมากหรอกเจ้าค่ะ ข้าเพียงไม่ได้ออกจากบ้านมานาน ไม่รู้ข่าวสารรอบหมู่บ้าน จึงได้สงสัย” นางเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “ว่าแต่…หน้าที่ของพ่อค้าหาบเร่โดยทั่วไปมีอะไรบ้างหรือเจ้าคะท่านยาย”
ฟางซู่ฉินคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ “คนก่อนก็จะเดินทางเข้าเมือง เอาสินค้าพวกของใช้ประจำวันมาขายให้หมู่บ้านเรา คิดกำไรเล็กน้อยบ้าง รับซื้อของจากชาวบ้าน โดยเฉพาะพวกสตรีหรือคนแก่ที่ทำของใช้ งานฝีมือแล้วคิดค่าดำเนินการไม่มาก” นางนึกขึ้นได้จึงเสริม “อ้อ ยังรับซื้อของป่าด้วยนะ พอเข้าเมืองก็เอาไปขายต่อให้หมดทีเดียว”
คำตอบนั้นเรียบง่าย หากแต่ในใจของเฉินอวิ๋นซี กลับเริ่มมีภาพบางอย่างชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ
