บทที่หนึ่ง เฉินอวิ๋นซีโฉมใหม่
เฉินอวิ๋นซีโฉมใหม่
ดูท่าเช้าวันนี้หมู่บ้านตงหลินจะไม่สงบสุขเหมือนหลายวันที่ผ่านมา เนื่องจากวันนี้สตรีในข่าวลือที่คนคิดว่าไม่แคล้วลาลับจากโลกนี้ไปแล้วเพิ่งเดินออกมาจากชายป่าชิงหลินกลืนเงา เนื่องจากมีชาวบ้านที่กำลังเดินเข้าไปเก็บของป่าชั้นนอกเห็นเงาร่างนั้นจึงวิ่งกลับออกมาทำหน้าที่เพื่อนร่วมหมู่บ้านที่ดีคือการป่าวประกาศให้รู้ความเคลื่อนไหวของนางโดยทั่วกัน
หมู่บ้านนี้มีไม่ถึงครึ่งร้อยครัวเรือน ใช้เวลาไม่นานข่าวนี้จึงแพร่กระจายครู่เดียวก็รู้กันแทบครบทุกคน
เงาร่างที่น่าสมเพศกว่าเคยเป็นหัวข้อสนทนาประจำวันอีกรอบเสียแล้ว...นางสวมเสื้อผ้าตัวเก่าที่ปะแล้วปะอีก เวลานี้สภาพดูไม่ได้ยิ่งกว่าเก่าเพราะวันทั้งเปื้อนคราบดินและมีเศษใบไม้แห้งติดเต็มไปหมด ไม่นับรวมเส้นผมยุ่งเหยิงตกปรกหน้า ร่างกายซูบผอมจนเห็นสันกระดูกชัดเจน ทว่าท่าทางการก้าวเดินกลับไม่โซซัดโซเซอย่างที่ควรเป็นของคนที่หายเข้าไปในป่าต้องห้ามถึงสามวันสามคืน
นางเดินออกมาอย่างช้า ๆ หลังตรง สายตานิ่งสงบเกินปกติ
และเมื่อผ้าคลุมหน้าที่เคยปิดบังใบหน้าตลอดเวลาถูกสายลมพัดเปิดออก ชาวบ้านจึงรู้ในทันทีว่านางคือใคร
เฉินอวิ๋นซี
อดีตคุณหนูรองแห่งตระกูลเฉินในเมืองหลวง คุณหนูตกอับถูกบิดาที่เป็นถึงขุนนางส่งมาอยู่ชนบทห่างไกลความเจริญ เพราะทำความผิดมหันต์บางอย่างซึ่งไม่มีใครรู้ว่าคือความผิดเรื่องใดเหตุถึงได้ถูกตัดขาดอย่างไม่ไยดีขนาดนี้
ตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อนบ้านเล็กท้ายหมู่บ้านที่ว่างอยู่หลังเดียวจึงได้มีครอบครัวอยู่อาศัยสักที
ที่พูดว่าครอบครัวนั้นไม่ได้กล่าวผิดแต่อย่างใด เนื่องจากเฉินอวิ๋นซีไม่ได้มาที่นี่คนเดียวนางมีผู้ติดตามคือแม่นมแก่ ๆ นามว่าฟางซู่ฉิน และลูกฝาแฝดชายหญิงสองคน
ฝาแฝดคนพี่เป็นเด็กหญิงนามว่าเฉินจิ่งอวี้
ฝาแฝดคนน้องเป็นเด็กผู้ชายนามว่าเฉินจิ่งเหยียน
เฉินอวิ๋นซีคือมารดาของเด็กทั้งสองคน หากแต่ไม่มีบิดาของเด็กโผล่มาให้เห็น
นี่จึงเป็นตัวจุดประเด็นทำให้ชาวบ้านส่วนใหญ่คาดเดากันถึงสาเหตุของการโดนทิ้งว่าอาจเพราะนางประพฤติตัวผิดธรรมเนียมตั้งท้องทั้งที่ยังมิได้ออกเรือนอีกทั้งยังไร้ซึ่งคนรับผิดชอบเช่นนี้กระมังจึงทำให้บิดาสาดน้ำโคลนออกจากบ้านตนอย่างไม่ไยดี
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเฉินอวิ๋นซีมักไม่สุงสิงยุ่งเกี่ยวกับใคร นางแทบไม่ออกจากบ้าน หากจำเป็นต้องออกไปไหนก็จะคลุมหน้าปิดบาดแผลน่าเกลียดบนใบหน้าครึ่งซ้ายเอาไว้อย่างแน่นหนา ส่วนใหญ่นางไม่ทำอะไรนอกจากการนั่งเหม่ออยู่ในห้องนอนตน บนเตียงเก่าผุพังเหมือนคนที่หมดใจไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป หลายครั้งหลายคราที่หญิงสาวคิดจากโลกนี้ไปทว่าพอมองเห็นลูกผู้น่าสงสารของตนทั้งสอง มองเห็นแม่นมผู้ภักดีคอยเป็นกำลังใจนางจึงฝืนอยู่ต่อ
แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ไม่ใช่สตรีที่เข้มแข็งพอจะดูแลใครได้ ตลอดห้าปีที่ผ่านมา นางแทบทำอะไรไม่เป็น วัน ๆ อยู่แต่ในบ้าน อยู่เฉย ๆเพราะเลี้ยงลูกก็ไม่เป็น ทำงานนอกบ้านก็ไม่ถนัด เงินที่ติดตัวมาจากตระกูลเฉินถูกใช้ไปกับอาหารประจำวันจนหมดสิ้น หากไม่ใช่เพราะมีแม่นมชราฟางอยู่ด้วย พวกนางสามคนแม่ลูกคงไม่อาจอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้กระมัง
หากแต่ปัญหาคือแม่นมฟางอายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ร่างกายที่ทำงานมากเกินไปจึงถึงวันล้มป่วยหนักตั้งแต่เมื่อสี่วันก่อน...
สี่วันก่อนก็วันที่เกิดเรื่องนั่นแหละ
หญิงชราลุกไม่ขึ้น ไข้ขึ้นสูง ตัวร้อน หนาวจนสั่นไปทั้งตัว ไม่มีแรงแม้แต่จะหุงข้าว เด็กแฝดทั้งสองพยายามช่วยเหลือตนเอง พยายามดูแลมารดาเท่าที่เด็กวัยห้าหนาวจะทำได้ แต่ก็ไม่อาจจัดการเรื่องใหญ่โตอย่างการห้ามมารดาไม่ให้คลุ้มคลั่งได้จคงทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดตามมา
เช้าวันนั้นเฉินอวิ๋นซีฝันร้าย
ความฝันที่เต็มไปด้วยเรื่องราวในอดีตตอนอยู่เมืองหลวง เมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้น หัวใจนางก็แตกสลายลงอีกครั้ง
และในยามที่สติไม่มั่นคงที่สุด นางวิ่งเท้าเปล่าออกจากบ้าน
วิ่งเหมือนคนเสียสติ
วิ่งโดยไม่คิดหันหลังกลับ
วิ่งตรงเข้าไปในป่าชิงหลินกลืนเงาผ่านป่าชั้นนอกเข้าไปยังป่าชั้นในที่ชาวบ้านแถวนี้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
และนั่น...คือภาพสุดท้ายที่ชาวบ้านเห็น ดังนั้นไม่แปลกเลยที่คนส่วนใหญ่ต่างคิดว่านางตายแล้ว ไม่มีใครคิดว่าจะได้เห็นภาพสตรีรูปร่างผอมโซเดินออกมาจากป่ามุ่งหน้ากลับบ้านเกือบท้ายหมู่บ้านของตนด้วยท่าทางปกติเช่นนั้น
ทว่าหากมองให้ดีพวกเขาคงสังเกตเห็นบางอย่างในแววตานางที่เปลี่ยนไป
มันไร้ซึ่งความสิ้นหวัง ความอัปยศอดสู ไร้ซึ่งความอับอายจากเรื่องราวของตนเองในอดีตจนไม่กล้ามองหน้าใครและมันไม่ใช่สายตาของคนที่อยากตายอีกต่อไป
หากเป็นความนิ่งสงบและเย็นเยียบ ราวกับคนที่ผ่านความตายมาแล้ว และไม่คิดจะยอมให้ใครพรากชีวิตตนเองไปได้อีกครั้งอย่างแน่นอน
