บทที่สอง ข้าแค่ล้างตัว
เฉินอวิ๋นซีเดินกลับมาถึงบ้านหลังน้อยท้ายหมู่บ้านในที่สุด
บ้านหลังนี้เก่ามาก เก่าจนมองจากภายนอกก็รู้ได้ทันทีว่าผ่านกาลเวลามาไม่น้อย ผนังดินแตกร้าวเป็นเส้น หลังคาฟางบางจุดทรุดตัวลงจนต้องใช้ไม้ค้ำพยุงไว้ ประตูไม้สีหม่นปิดไม่สนิทนัก หากมีลมแรงพัดมาก็จะกระทบกันเกิดเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ
การกลับมาของนางยังคงเป็นที่สนใจของคนอื่น สายตาจากไกล ๆ แอบมองมาเป็นระยะ บ้างยืนคุยกันตรงหัวมุมทางเดิน บ้างแสร้งทำเป็นยุ่งกับงานในมือแต่หูยังคอยฟังข่าวความเคลื่อนไหวไม่ขาด
เฉินอวิ๋นซีรับรู้ทั้งหมดนั้น แต่ไม่ได้หันไปสนใจ
บ้านหลังนี้อยู่ค่อนข้างห่างจากบ้านหลังอื่น ข้อเสียคือไกลผู้คน ไกลทุกอย่างที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต แต่ยังมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่งนั่นคืออยู่ใกล้แม่น้ำสายเล็กซึ่งไหลผ่านท้ายหมู่บ้าน น้ำไม่ลึกนักแต่มีไหลตลอดปี สามารถใช้ซักผ้า ตักน้ำ หรือแม้แต่บางฤดูสามารถจับปลาตัวเล็กประทังชีวิตได้
นางหยุดยืนอยู่หน้าบ้าน สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ไม่นานมานี้นางเพิ่งเดินออกมาจากป่าซึ่งคนที่นี่เรียกกันว่าอะไรนะ…ป่าชิงหลินกลืนเงา
ยอมรับตามตรง ป่านั้นเกือบพรากชีวิตนางให้ตายอีกรอบไปแล้วจริง ๆ ทั้งเส้นทางวกวนจนแทบแยกไม่ออกว่าทิศไหนคือทิศไหน หมอกขาวหนาทึบทำให้มองเห็นล่วงหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวข้างหน้า ในป่านั้นมีทั้งสัตว์ป่าที่พร้อมจะจู่โจมเหยื่ออ่อนแอกว่าทุกเมื่อ แมลงมีพิษที่กัดเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ร่างกายชาไปทั้งแขนขา และงูพิษนานาชนิดที่ซ่อนตัวแนบไปกับรากไม้จนแทบแยกไม่ออก
กว่านางจะจัดการกับอันตรายเหล่านั้นและหาทางออกจากป่าได้ก็ต้องใช้เวลาถึงสามวันเต็ม
สามวันสามคืนในป่าที่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าใกล้
เฮ้อ...ยังดีที่รอดมาได้
อ้อ…แต่คำว่ารอดในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเฉินอวิ๋นซีคนเดิมนะที่รอดออกมา
เฉินอวิ๋นซีคนเดิมน่ะหรือ...สติแตก กลัวจนควบคุมตัวเองไม่ได้ ตั้งแต่คืนแรกที่หลงป่าแล้ว นางกลัวจนสลบล้มลงทับต้นไม้พิษต้นหนึ่งทำให้พิษซึมเข้าสู่ร่างกายอย่างช้า ๆ และตายไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องขอความช่วยเหลือใด
นางที่ยืนอยู่ตรงนี้ ไม่ใช่สตรีอ่อนแอคนนั้นหรอกนะ
นางคือมือสังหารจากโลกยุคเทคโนโลยีล้ำสมัย โลกในอีกสองพันปีข้างหน้า นางตายในโลกนั้นระหว่างปฏิบัติภารกิจ ทำคำสั่งสุดท้ายยังไม่เสร็จก็ถูกเอเลี่ยนตัวร้ายสังหารเสียก่อนและพอนางลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่าตัวเองมาเกิดใหม่ในร่างของสตรีผู้อื่นที่เพิ่งตายไปในเวลาเดียวกันแต่คนละมิติ
ความทรงจำของร่างนี้หลั่งไหลเข้ามาไม่หยุดยิ่งรู้สึกว่าชีวิตของเฉินอวิ๋นซีคนนี้นั้นโชคร้ายและย่ำแย่ฉิบหายเพียงใด ทั้งถูกขับไล่ ถูกครอบครัวทอดทิ้ง ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า และต้องใช้ชีวิตอย่างอด ๆ อยาก ๆ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
แต่แล้วอย่างไรเล่า
นางได้โอกาสเกิดใหม่แล้ว คนใหม่ไม่เท่ากับคนเก่า เฉินอวิ๋นซีไม่ได้มีหัวใจอ่อนแอแบบคนเดิมอีกต่อไป นางจะไม่ยอมปล่อยให้ความตายมาพรากชีวิตนี้ไปนรกอีกครั้งง่าย ๆ แน่นอน
ร่างบางยืนอยู่หน้าบ้านหลังเก่า สายตามองประตูไม้ที่คุ้นเคยแต่กลับให้ความรู้สึกแปลกไปเล็กน้อย
ไม่ว่าจะเป็นโลกไหนก็ตามและไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร นางก็จะอยู่รอดให้ได้
เฉินอวิ๋นซียังไม่อยากเข้าไปข้างในบ้าน กลิ่นดินกลิ่นเหม็นเขียวรวมทั้งกลิ่นเหงื่อไคล และคราบโคลนที่ติดตามร่างกายมาจากป่าชิงหลินกลืนเงาทำให้นางรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว เสื้อผ้าที่สวมอยู่ก็เปียกชื้นและสกปรกจนไม่น่าจะเข้าไปพบใครในสภาพนี้ได้ นางเหลือบมองไปทางด้านข้างของบ้าน ที่ซึ่งมีสายน้ำไหลผ่านอย่างสงบ เสียงน้ำกระทบก้อนหินดังแผ่วเบา ดูท่าจะเย็นสบายกว่าภายในบ้านอับชื้นหลังนั้นมากนัก
นางตัดสินใจเบนปลายเท้า เดินไปตามทางดินแคบ ๆ มุ่งหน้าไปยังแม่น้ำสายเล็กโดยไม่ลังเล อย่างน้อยก็ขอชำระล้างคราบสกปรกบนร่างกายเสียก่อน ค่อยเข้าไปเผชิญหน้ากับคนในบ้าน
สายน้ำใสเย็นไหลเอื่อยอยู่ไม่ไกลนัก เฉินอวิ๋นซีถอดรองเท้าเก่า ๆ วางไว้ริมตลิ่ง ก่อนจะก้าวลงไปในน้ำอย่างระมัดระวัง น้ำเย็นจัดจนทำให้รู้สึกสะดุ้งเล็กน้อย แต่ความเย็นนั้นกลับช่วยให้สติที่ตึงเครียดมาตลอดหลายวันผ่อนคลายลงบ้าง
นางก้มลงตักน้ำขึ้นมาลูบหน้า เช็ดคอ เช็ดแขนอย่างลวก ๆ พยายามเอาคราบโคลนและกลิ่นป่าออกไปเท่าที่ทำได้ น้ำไหลถึงเพียงครึ่งแข้ง เสื้อผ้าบางส่วนเปียกชื้น แต่ดีกว่าปล่อยให้ตัวเองอยู่ในสภาพเดิม
ขณะกำลังจะตักน้ำขึ้นมาอีกครั้ง เสียงฝีเท้าหนักเบาสลับกันดังขึ้นจากด้านหลัง
ไม่ใช่หนึ่งคู่ แต่เป็นสามคู่
เฉินอวิ๋นซีชะงักมือ นางไม่ได้หันกลับไปทันที เพียงฟังจากจังหวะฝีเท้าก็พอจะเดาได้ว่ามีเด็กสองคน และผู้ใหญ่หนึ่งคน วิ่งมาทางนี้อย่างรีบร้อน
“คุณหนู! อย่าคิดสั้นนะเจ้าคะ”
เสียงหญิงชราดังขึ้นก่อนใคร น้ำเสียงสั่นเครือและหอบเหนื่อยปนกันไปพร้อมกันนั้น เสียงเล็ก ๆ อีกสองเสียงก็ดังตามมา
“ท่านแม่!”
“ท่านแม่ อย่าจากพวกเราไปนะเจ้าคะ ฮึก...”
เฉินอวิ๋นซีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
คิดสั้นหรือ
นางชะลอการเคลื่อนไหว แล้วจึงค่อย ๆ หันกลับไปมอง
ริมตลิ่งไม่ไกลจากนั้น หญิงชราฟางซู่ฉินยืนอยู่ในสภาพที่เห็นได้ชัดว่าเพิ่งฝืนร่างกายลุกออกมาจากบ้าน ใบหน้าซีดเซียว เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก เสื้อผ้าไม่เรียบร้อยนัก
ส่วนเด็กแฝดทั้งสองยืนอยู่ข้างฟางซู่ฉินในสภาพที่ใครเห็นก็อดใจอ่อนไม่ได้ เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็นเสื้อผ้าเก่า สีซีดจนแทบดูไม่ออกว่าเดิมเคยเป็นสีอะไร ชายเสื้อสั้นไปมากจนเห็นข้อมือผอมเล็ก โคนคอเสื้อย้วยเพราะผ่านการซักซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เฉินจิ่งอวี้เด็กหญิงผู้เป็นพี่ ยืนอยู่ด้านหน้าเล็กน้อย ใบหน้ากลมเล็กผอมตอบจนเห็นแนวแก้มชัด ดวงตาโตเป็นประกายแดงก่ำเพราะเพิ่งร้องไห้มาไม่นาน เส้นผมดำที่เคยหนานุ่มถูกมัดรวบลวก ๆ ไว้ด้านหลัง มีปอยผมหลุดลุ่ยตกลงข้างแก้ม นางกำนิ้วเสื้อของแม่นมชราแน่นราวกับกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้คนเดียว
ส่วนเฉินจิ่งเหยียน เด็กชายผู้เป็นน้องยืนเงียบอยู่ถัดไปเล็กน้อย ร่างเล็กกว่าพี่สาวนิดเดียว แต่ท่าทางกลับดูนิ่งเกินวัย เสื้อผ้าของเขาหลวมโพรกจนดูเหมือนแขวนอยู่บนร่างผอมบาง ดวงตาคมเข้มจับจ้องมาที่เฉินอวิ๋นซีไม่วางตา ไม่ร้อง ไม่เรียก แต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความระแวดระวังและดื้อดึงอย่างเงียบ ๆ
เด็กทั้งสองผอมแห้งจนเห็นชัดว่าขาดอาหารมานาน แต่แม้จะอยู่ในสภาพนั้น พวกเขากลับยืนเคียงกันแน่น ราวกับเป็นกำแพงเล็ก ๆ ที่พร้อมจะปกป้องกันและกัน และพร้อมจะพุ่งเข้าไปหามารดาหากนางขยับตัวไปไกลกว่านี้อีกเพียงก้าวเดียว
เฉินอวิ๋นซีมองภาพตรงหน้าอย่างนิ่งงัน
แล้วจึงถอนหายใจแผ่วเบา
ใครกันจะคิดสั้น...หากตนคิดจะตายจริง ๆ ไยต้องลำบากออกมาจากป่าชิงหลินกลืนเงาด้วย
นางยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงให้ทั้งสามคนใจเย็น ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“ข้าแค่ล้างตัว”
คำพูดนั้นห้วนสั้นและไม่ได้มีอารมณ์ใดแฝงอยู่ ทว่ากลับทำให้ฟางซู่ฉินชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาที่แดงชื้นมองคุณหนูของตนอย่างไม่แน่ใจ เนื่องจากแม่นมใกล้ชิดกับเฉินอวิ๋นซีมากตั้งแต่นางเกิดจึงไม่แปลกเลยที่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของคุณหนูตนได้อย่างรวดเร็ว
เฉินอวิ๋นซีเหลือบมองสายน้ำที่ไหลเอื่อยอยู่รอบขา ก่อนจะมองกลับไปยังคนทั้งสาม
ดูเหมือนว่าต่อให้ล้างตัวเสร็จแล้ว นางก็คงยังไม่ได้เข้าไปในบ้านอย่างสงบง่าย ๆ นัก หญิงสาวเดินขึ้นมาจากน้ำเพื่อเดินขึ้นไปอธิบายให้ทั้งสามคนใจเย็น และกว่าที่พวกเขาจะยอมเข้าใจก็ใช้เวลาพักใหญ่เลยทีเดียว
